ตอนที่ 1 เกิดใหม่อีกครั้ง
“นายน้อยครับตื่นมาทานอาหารได้แล้วครับ” เสียงของชายแก่ก้องไปมาในหูของเขาชิงฉาง ๆ แต่ไม่ว่าเสียงนั้นจะเรียกเท่าไหร่เขาก็ไม่ได้สนใจเลย เพราะตอนนี้เขารู้สึกปวดหัวมากสิ่งแรกที่เขาคิดเลยตอนนี้ก็คือ เขาคงลืมปิดคอมพิวเตอร์สินะและเสียงที่เขาได้ยินก็คงเป็เสียงตัวละครที่ดังออกมาจากคอมพิวเตอร์แน่นอน
แม้ว่าเขาจะคิดเช่นนั้นแต่เสียงนั้นก็ยังคงดังอยู่เหมือนเดิม “นายน้อย ๆ ท่านควรลุกออกจากที่นอนได้แล้วครับในฐานะที่เป็ถึงขุนนาง การทำตัวเองให้ตื่นเช้าเป็เื่ที่ดีนะครับ”
ชิงฉางรู้สึกงงๆ กับเื่ที่เกิดขึ้น เพราะเสียงที่เขาได้ยินนั้น มันไม่ได้มาจากคอมพิวเตอร์ที่เขาได้เปิดทิ้งเอาไว้ซึ่งเสียงที่เขาได้ยินมันเป็เสียงที่ดีสมจริงมากกว่าที่จะมาจากเสียงลำโพง
แม้ว่าเขาจะยังปวดหัวอยู่เหมือนเดิมแต่เขาก็จำเป็ที่จะต้องลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วสิ่งแรกที่เขาเห็นมันไม่ใช่เพดานสีฟ้าที่อยู่ในห้องของเขาแต่กลับเห็นว่ามันมีผ้ามัสลินอยู่ด้วย
ชิงฉางเริ่มใกับเื่ที่เกิดขึ้นเขาหันหน้าไป และเขาก็เห็นว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้ขนาดใหญ่ ถัดจากเตียงของเขาไปมีชายแก่วัยห้าสิบปีผมหงอกที่มีใบหน้าจริงจังมาก มองไปที่เขาอย่างเป็มิตร
ชิงฉางมองไปที่ชายแก่ที่อยู่ตรงหน้าของเขาเขาไม่รอช้าพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง นี่เป็บ้านหินที่สร้างขึ้นมาได้อย่างเรียบง่ายแต่ก็สวยงาม นอกจากเตียงขนาดใหญ่ที่เขานอนอยู่แล้ว ก็ยังมีโต๊ะ และเก้าอี้อยู่ในห้องเท่านั้นซึ่งพื้น และกำแพงนั้นเหมือนกับว่าพึ่งถูกทำความสะอาดไปได้ไม่นาน ส่วนหน้าตาก็ทำขึ้นมาจากไม้อย่างดีที่หัวเตียงของเขาก็มีแสงไฟที่คอยให้แสงกับเขา นอกจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรอยู่ในห้อง
ชายแก่พูดขึ้นมาว่า“นายน้อย ตอนนี้ท่านไม่เป็ไรแล้ว ลุกขึ้นมาเถอะครับการเป็ขุนนางนั้นเราจะต้องเป็คนที่มีระเบียบวินัยตอนนี้ก็ถึงเวลาของอาหารเช้าแล้วครับ นายน้อยควรตื่นไปรับประทานอาหารได้แล้วครับ”
ชิงฉางมองไปที่ชายแก่ทันใดนั้นเองก็เหมือนกับมีประกายความคิดผ่านเข้ามา! สิ่งที่เขารู้สึกได้ตอนนี้คือหัวของเขากำลังจะะเิออกมาซึ่งเขาก็ไม่สามารถทนต่อความเจ็บนี้ได้ ทำให้เขาสลบไปอีกครั้ง
ฟางเฉินอู้มองไปที่ชิงฉางที่หมดสติไป เขาใมากกับเื่ที่เกิดขึ้น เขารีบวิ่งออกไปข้างนอกทันทีซึ่งข้างนอกบ้านก็มีคนอยู่สี่คน ชายสองคน หญิงอีกสองคน ชายที่อยู่ตรงนั้นสองคนยังเป็วัยรุ่นอยู่แต่ส่วนสูงของเขานั้นกลับสูงมากกว่าสองเมตร ทั้งสองคนมีกล้ามที่ดูแข็งแรงมาก สีผิวของพวกเขาจะออกคล้ำๆ พวกเขามีผมสั้น ทั้งสองดูเหมือนฝาแฝดกัน ซึ่งหน้าตาของพวกเขาทั้งสองคนดูเหมือนพวกไม่มีสมองเท่าไหร่
ส่วนผู้หญิงสองคนคนแรกดูแก่กว่า อายุน่าจะราว ๆ สี่สิบปี มีร่างกายที่อวบนิดหน่อย พร้อมกับมีผมสีน้ำเงินเธอมีท่าทางที่ดูเป็กังวลเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ส่วนผู้หญิงอีกคนเป็วัยรุ่นที่อายุน่าจะอยู่ราวๆ สิบหกถึงสิบเจ็ดปี ผมยาวสีฟ้า มีใบหน้ารูปไข่ หน้าตาน่ารัก เธอมีรูปร่างดูดีและมีผิวขาวสวย จัดได้ว่าเธอเป็หญิงที่สวยมาก ๆ เลยก็ว่าได้ สีหน้าของเธอใมากเช่นกันเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เมื่อหญิงแก่ที่อยู่ข้างนอกเห็นฟางออกมาว่าห้องเธอไม่รอช้า และถามทันที “ฟาง เกิดอะไรขึ้น? นายน้อยตื่นขึ้นมาหรือยัง?”
ฟางพยักหน้า ก่อนจะส่ายหัว “นายน้อยตื่นขึ้นมาแล้ว และตอนนี้ก็สลบไปอีกแล้วหลี่นา พลังเวทย์ของเธอใช้ไม่ได้งั้นเหรอ? หรือผลของยาพวกนั้น?มีใครไปยุ่งอะไนกับยาหรือเปล่า?”
หลี่นามองด้วยสายตาที่ดูเ็า“ถ้าเป็แบบนั้นจริง ๆ ละก็ฉันจะไปจัดการเ้าพวกนั้นให้กลายเป็ชิ้นๆ เลยคอยดูสิ ถึงแม้ว่านายน้อยจะทำตัวไม่ดีไปบ้าง แต่ท่านก็เป็ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเฉินอู้ไอพวกขุนนางบ้านั้น อย่าบอกนะว่าลืมสิ่งที่ตระกูลชองเราเคยทำให้กับพวกมันไปหมดแล้ว?ไอ้พวกเนรคุณ!”
ฟางพูดอย่างจริงจัง “เธอรีบเข้าไปดูก่อนดีกว่าไหม?ถ้านายน้อยอาการไม่ดีขึ้น ก็รักษาด้วยเวทย์น้ำอีกครั้ง ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องรักษาทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเอาไว้ให้ได้”
หลี่นาพยักหน้าก่อนจะมองไปที่ฟาง “ถ้านายน้อยอาการดีขึ้นแล้วเ้าก็ไม่ต้องทำอะไรตามคำขอของพวกขุนนางอีก แค่พวกเราต้องมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนกับอยู่ในนรกแล้วเวลามองไปที่ขุนนางพวกนั้นแค่นี้ฉันก็อยากจะอาเจียนออกมาแล้ว”
ฟางมองไปที่หลี่นาด้วยสีหน้าที่ช่วยอะไรไม่ได้ แต่สีหน้าของเขาก็ดูจริงจังมากพร้อมกับพูดว่า“ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว ไม่ว่าจะพูดยังไงเพราะนายน้อยเองก็เป็ขุนนางเหมือนกันฉันจะเป็คนสอนนายน้อยเองว่าการเป็ขุนนางที่แท้จริงมันเป็ยังไง ฉันจะไม่มีวันหันหลังให้กับตระกูลเฉิงอู้ที่เคยช่วยเหลือพวกเรามา”
หลี่นามองไปที่ฟาง“ถ้านายหักหลังนายน้อยละก็ ฉันจะไม่ทำอาหารให้นายกินอีกเลยปล่อยให้นายอดตายไปเลย คอยดูสิ! แค่ที่เราอยู่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทนอยู่ได้นานแค่ไหนด้วยซ้ำไหนจะพวกคนในเมืองหลวงอีก คิดเหรอว่านายน้อยจะมีโอกาสที่จะกลับไปได้อีก? ฝันไปเถอะ!!”
ฟางยิ้มไม่ออก และก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขารู้ว่าหลี่นากำลังพูดถึงความจริงที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้เหตุที่พวกเขาต้องออกมาอยู่ที่นี่ก็เพราะจักรพรรดิ และพวกเขาขุนนางชั่วถ้าหากว่ากำลังพลของตระกูลเฉินอู้ในตอนนั้นมีความยิ่งใหญ่ และทำประโยชน์ให้กับจักรวรรดิไว้มากมายไม่แน่พวกมันอาจถูกสั่งปะาทั้งตระกูลเลยก็เป็ได้
แม้ว่าตระกูลเฉินอู้จะยังคงอยู่แต่มันก็เป็ไปไม่ได้แล้วที่พวกเขาจะกลับมาเป็ขุนนางในเมืองหลวงของจักรวรรดิอีกครั้งคนส่วนใหญ่พยายามที่จะลืมว่ามีตระกูลนี้อยู่
แต่สิ่งที่ทำให้ฟางรู้สึกท้อแท้มากและสิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือการที่ตระกูลเฉินอู้จะต้องจบลง เพราะคำสั่งของจักรพรรดิที่สั่งให้จัดการกับนายน้อยที่เป็ผู้นำของตระกูลคนสุดท้ายซึ่งความหวังเดียวที่จะทำให้ตระกูลเฉินอู้กับมาได้อีกครั้ง ก็คือน้ำแห่งความว่างเปล่า
น้ำแห่งความว่างเปล่าเป็สมบัติเวทย์ขั้นสูงที่แต่ละหยดนั้นไม่สามารถตีราคาได้เลย เพราะสิ่งที่มันทำได้ก็คือการเปลี่ยนพลังทั้งหลายให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า
เพียงหนึ่งหยดก็สามารถเปลี่ยนจอมเวทย์ที่มีพลังมากหรือนักรบที่มีความแข็งแกร่งสูงให้กลายเป็คนธรรมดาได้ และไม่สามารถใช้พลังที่มีได้หรือแม้แค่พลังฉีก็ไม่สามารถใช้ได้เหมือนกันนอกจากนี้ยังไม่มีทางที่จะเอาพลังกลับคืนมาได้อีกด้วย
ถึงแม้ว่ายานี้จะทำให้คนไม่สามารถใช้พลังเวทย์หรือพลังฉีได้ แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อร่างกายเลย
ถ้าใช้กับคนธรรมดามันก็เป็แค่น้ำเปล่า แต่กับพวกขุนนางที่มีพลัง มันจะสามารถทำให้จอมเวทย์กลายเป็คนธรรมดาไปเลยมันเหมือนยาที่ทำให้ความแข็งแกร่งลดลงเลยก็ว่าได้
ซึ่งชิงฉางตระกูลเฉินอู้ถูกสั่งให้ดื่มยาที่ว่า หลังจากที่ดื่มแล้วเขาจะกลายเป็แค่คนธรรมดาไม่สามารถเรียกเวทย์หรือ พลังฉีได้ตลอดชีวิต
ถ้าเื่นี้เกิดขึ้นกับตระกูลขุนนางอื่นๆ มันก็ตงไม่ได้มีผลอะไรกับพวกเขา ที่ทำได้แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ กิน แลลรอความตายไปเฉยๆ
แต่กับชิงฉางนี่อาจจะทำให้ถึงชีวิตเลยก็ได้เขาเป็ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเฉินอู้ซึ่งตอนนี้เขาก็เป็ผู้ชายที่้าพลังที่จะกอบกู้ตระกูลเฉินอู้ของเขาขึ้นมาให้ได้ให้ตระกูลเฉินอู้ของเขาอยู่ในจารึกของจักรวรรดิอาร์ซูตอนนี้เขาได้ดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าเข้าไปแล้ว ชิงฉางไม่สามารถฝึกเวทย์มนตร์ได้อีกต่อไปแม้แต่พลังฉีเองก็เหมือนกัน มันเป็ไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะทำให้ตระกูลของพวกเขากลับมาได้อีกครั้งตอนนี้ชิงฉางเป็ความหวังสุดท้ายของพวกเขา
ถึงแม้ว่าจะขาดพลัง และกองกำลัง แต่ตัวฟางเองก็ไม่ได้ละทิ้งความหวังไปยังไงเขาก็ยังเป็นักรบขั้นที่แปด ซึ่งภรรยาของเขาหลี่นาก็ยังเป็ถึงจอมเวทย์วารีขั้นที่แปดและหลานสาวของเขาก็ยังเป็จอมเวทย์วายุขั้นที่หก ทำให้ตระกูลเฉินอู้ยังพอมีคนที่แข็งแกร่งอยู่บ้างการที่จะกอบกู้ตระกูลเฉินอู้ขึ้นมา ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็ไปไม่ได้ แต่มันก็เป็เื่ที่ยากเหมือนกัน
แต่เดิมแล้วนั้นตระกูลเฉินอู้มีที่ดินทางตอนใต้ของจักรวรรดิที่เมืองขนาดใหญ่หนึ่งเมืองและเมืองขนาดกลางสี่เมืองที่มีประชากรเป็จำนวนมาก พร้อมกับแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ตอนนี้พวกเขาจำเป็ต้องอยู่อย่างเงียบ ๆ เพื่อที่จะกอบกู้ตระกูลของพวกเขาให้กลับมาอีกครั้ง
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจักรพรรดิจะเปลี่ยนที่ดินของพวกเขาที่อยู่ทางใต้ให้กลายเป็แดนทมิฬทางตอนเหนือ
แดนทมิฬก็เหมือนกับดินแดนแห่งความตายของทวีปแม้ว่ามันจะเป็ที่กว้างใหญ่ปกคลุมไปมากกว่าหนึ่งในสามของที่ดินแห่งจักรวรรดิอูซ่าแต่สถานที่แห่งนี้ก็เป็สถานที่แห้งแล้ง ที่แห่งนั้นไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้เลยแม้แต่พืชที่สามารถโตในทะเลทรายได้ก็ไม่สามารถปลูก และเติบโตที่นั่นได้เหมือนกัน
ในอดีตเคยกล่าวไว้ว่าแดนทมิฬนั้นเคยเป็สถานที่ที่อุดมสมบูรณ์มากๆ จนเกิดาระหว่างนักเวทย์ขั้นศักดิ์สิทธิ์ต่อสู้กัน พวกเขาต่อสู้กันจนทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็ดินแดนแห่งความตายแม้แต่พืชที่เติบโตได้ทุกที่ก็ไม่สามารถเติบโตที่นี่ได้
ถึงแม้ว่ามันจะเป็ดินแดนแห่งความตายแต่ฟางก็ไม่ได้เป็กังวลอะไร ตราบใดที่พวกเขามีคนคอยส่งข่าว พวกเขาก็ยังพอที่จะทำธุรกิจของพวกเขาได้ดินแดนทมิฬถูกล้อมรอบไปด้วยูเาที่เคยเป็เหมืองเหล็ก และอีกฝั่งก็ยังเป็ดินแดนต้องห้ามซึ่งก็คือบึงมรณะ บึงมรณะกลายเป็ส่วนหนึ่งของตระกูลเฉินอู้ ถ้ารวมบึกมรณะไปด้วยตระกูลเฉินอู้ก็มีดินแดนใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิอูซ่า
นอกจากนี้ชายแดนเดียวที่ติดต่อกันได้คือดินแดนของตระกูลเซอร์ ถึงแม้ว่าตระกูลเซอร์ จะเคยหมั้นกับตระกูลเฉินอู้ แต่ด้วยสถานการณ์ของตระกูลเฉินอู้ในตอนนี้แล้วพวกเขาจะกล้าพูดถึงเื่แต่งงานกับตระกูลใหญ่ ๆ ได้อีกงั้นเหรอ? ที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ดินแดนแห่งความตายเท่านั้นแต่มันยังเคยอยู่ในการควบคุมของจักรวรรดิทำให้ยังมีปราสาทถูกสร้างทิ้งเอาไว้อยู่ด้วยส่วนตัวูเานั้นไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเวทย์ต้องห้ามมากนัก จึงทำให้ยังมีพื้นที่บางส่วนที่พอจะเพาะปลูกได้
หลังจากที่ฟางรู้ว่าดินแดนของตระกูลถูกเปลี่ยนเป็แดนทมิฬเขาได้นำเอาของที่ตระกูลมีไปแลกกับ ทาส และสิ่งต่าง ๆที่ทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็เมล็ดพืชหรืออุปกรณ์ต่าง ๆทันทีที่เขาได้ตัวชิงฉางที่หมดสติไปหลังจากดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าไปแล้ว เขาก็เดินทางมาที่นี่ทันทีตอนนี้พวกเขาทั้งหมดถูกจักรวรรดิทอดทิ้งไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงชีวิตอยู่
ต่อไปนี้จะมีแค่ฟางภรรยาของเขาหลี่นา และหลานสาวของเขาหลิน พร้อมด้วยฝาแฝดที่ถูกเก็บมาเลี้ยงด้วยท่านพ่อของชิงฉางซาอุล และซารอส พร้อมกับทาสอีกหนึ่งร้อยชีวิต
ชิงฉางหมดสติตลอดการเดินทางจากจักรวรรดิมาจนถึงแดนทมิฬแห่งนี้โชคดีที่หลี่นาเป็จอมเวทย์ เธอยังพอที่จะดูแลชิงฉางโดยใช้เวทย์ของเธอ จนทำให้ชิงฉางรอดมาได้นอกจากนี้เมื่อวานเธอเองก็ได้ดูอาการของชิงฉางแล้วเธอคิดว่าชิงฉางจะตื่นขึ้นมาในวันนี้ นี่ก็เป็เหตุที่ฟางได้ไปหาชิงฉางเพื่อปลุกเขาให้ลุกออกจากเตียงแต่พวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าชิงฉางที่นอนอยู่ในตอนนี้จะไม่ใช่ชิงฉาง แต่กลับเป็เด็กเนิร์ดจากโลกที่เขามาอยู่ในร่างของชิงฉาง