เมื่อได้ยินเื่ภัยแล้งทางใต้ มู่อวี่เยียนก็ตั้งสมาธิขึ้นมาทันที
สิ่งที่นางกังวลที่สุดในตอนนี้ก็คือเื่นี้เอง!
โชคชะตาบ้านเมืองเสื่อมถอย ภัยพิบัติเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ช่างเป็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริง ๆ
หากภัยแล้งครั้งนี้รุนแรง และเสบียงที่ส่งไปบรรเทาทุกข์มีไม่เพียงพอ เกรงว่าจะกลายเป็ชนวนเหตุให้ราษฎรก่อจลาจล ซึ่งจะยิ่งทำให้ประชาชนชาวแคว้นจิ้งต้องตกที่นั่งลำบากมากขึ้นไปอีก!
...
"จริง ๆ แล้ว เสบียงสำรองของต้าจิ้งนั้นมีเพียงพอ"
กู้หลานเริ่มวิเคราะห์ ประโยคแรกของเขาก็จี้เข้าตรงจุดสำคัญของปัญหาทันที
"ข้าคิดว่าจักรพรรดินีองค์นั้นก็คงกำลังกังวลเื่นี้อยู่... แต่ที่จริงไม่จำเป็เลย แม้โชคชะตาบ้านเมืองจะเสื่อมถอย แต่รากฐานเดิมยังอยู่ การจะสนับสนุนให้ภาคใต้ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งไปได้นั้นยังถือว่าเหลือเฟือ"
มู่อวี่เยียนฟังแล้วก็ชะงักไป ก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและพยักหน้าตามเบา ๆ
'ขอแค่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีก็พอ...'
ในตอนนี้นางเชื่อถือในคำพูดของกู้หลานอย่างหมดใจ และตั้งใจฟังราวกับศิษย์ที่กำลังฟังอาจารย์สอนสั่ง
แต่ทว่า ประโยคถัดมาที่ดูเรียบง่ายของกู้หลาน กลับทำให้นางต้องตกตะลึงจนตัวชา!
"แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า ยิ่งส่งเสบียงไปบรรเทาทุกข์สถานการณ์กลับยิ่งแย่ลง หลังจากแจกจ่ายเสบียงไปได้เพียงครึ่งเดือน ทางใต้ก็เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ขึ้น"
"ทำไมกัน?!"
ใบหน้าจิ้มลิ้มของมู่อวี่เยียนซีดเผือดลง นางหลุดปากโพล่งถามออกไปทันที
ตอนนี้นางไม่ได้สนใจเลยว่าทำไมกู้หลานถึงล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้!
นางแค่อยากรู้ว่าปัญหาที่ทำให้การบรรเทาทุกข์กลับกลายเป็ผลร้ายนั้นคืออะไรกันแน่!
"เพราะภัยธรรมชาติ... และภัยจากน้ำมืุ์!"
กู้หลานเน้นย้ำทีละคำ เขาหยุดนึกย้อนความจำครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "ขุนนางที่เก่งกาจในราชสำนักมีไม่น้อย แต่ขุนนางโฉดเขลาเบาปัญญาก็ใช่ว่าจะไม่มี รวมถึงพวกอ๋องและโหวที่ได้รับศักดินาเ่าั้ด้วย..."
"ในบรรดาพวกหนอนบ่อนไส้ราชสำนักเหล่านี้ บางคนก็ไม่พอใจในตัวจักรพรรดินี บางคนก็แค่โลภจนตัวสั่น ซึ่งคนพวกนี้ล้วนเป็ปัจจัยที่เร่งให้โชคชะตาบ้านเมืองล่มสลาย"
"จักรพรรดินีของเราเอาแต่ยุ่งอยู่กับการกอบกู้โชคชะตาที่กำลังดิ่งลง แต่กลับมองข้ามรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ไป บอกได้คำเดียวว่า... เซ่อซ่าไปหน่อย"
พูดจบ กู้หลานก็ส่ายหน้าเบา ๆ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะเหน็บแนมจักรพรรดินี แต่เขารู้สึกว่าคนแต่งนิยายเื่นี้ในชาติก่อนมีปัญหาที่สมองแน่ ๆ !
การที่มู่อวี่เยียนขึ้นเป็จักรพรรดินีได้ ย่อมพิสูจน์แล้วว่านางฉลาดหลักแหลมเพียงใด แต่กลับมาพลาดท่าให้กับเื่แบบนี้ มันช่างไร้สาระเกินไปจริง ๆ !
คงต้องบอกว่า 'นักปราชญ์รู้พลั้ง' หรือไม่ก็เป็เพราะออร่าตัวเอกมันแรงเกินไป จนทำให้จักรพรรดินีถูกบังคับให้กลายเป็คนโง่เพื่อส่งบทให้คนอื่น...
แม้ความจริงในภายหลังจักรพรรดินีจะเริ่มรู้ตัว และคิดจะกวาดล้างขุนนางในราชสำนักเพื่อชำระล้างสิ่งโสโครกให้สิ้นซาก
แต่ตอนนั้นมันก็สายเกินไปเสียแล้ว!
ขุนนางเก่าแก่ก่อฏ ขุนนางตงฉินถูกฆ่าล้างโคตร ซ้ำร้ายยังมีตัวเอกที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเหล่าตัวร้ายจากทั่วสารทิศที่เข้ามาปั่นป่วนจนสถานการณ์วุ่นวายเกินควบคุม ในตอนนั้นนางจึงไร้หนทางแก้ไข
และสุดท้ายต้องจบชีวิตลงด้วยความท้อแท้และสิ้นหวัง...
มู่อวี่เยียนฟังจบก็ถึงกับตัวสั่นสะท้านราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงที่กลางใจ!
ยามนี้นางพลันนึกขึ้นได้ว่า หลายปีก่อนนางได้จัดสรรเงินบรรเทาทุกข์ออกไป ด้วยความเกรงว่าราษฎรจะได้รับไม่เพียงพอ นางจึงมักจะสั่งให้จัดสรรเพิ่มขึ้นจากแผนงานเดิมอีกหนึ่งเท่าเสมอ!
แต่ถึงจะเป็อย่างนั้น ทุกครั้งที่มีฎีกาส่งกลับมา กลับบอกว่าเสบียงเ่าั้ 'แค่พอประทัง' เท่านั้น!
ที่แท้มันเป็อย่างนี้นี่เอง!
'มีพวกฏชั่วช้ากล้ามาทำลายโชคชะตาของแคว้นต้าจิ้งต่อหน้าต่อตาข้า!'
มู่อวี่เยียนทั้งโกรธทั้งแค้น พลังกดดันของยอดฝีมือสายกระบี่แทบจะะเิออกมาอย่างควบคุมไม่ได้!
"แค่ก ๆ !"
โชคดีที่หลิ่วเย่ซีดึงสติกลับมาได้ทัน นางจึงรีบไอเตือน
"เสี่ยวซี ถ้าเจ็บคอก็หาน้ำดื่มเยอะ ๆ นะ"
กู้หลานรินน้ำชาอุ่น ๆ ให้นางหนึ่งถ้วย
หลิ่วเย่ซีทำหน้ากระอักกระอ่วน "ขอบ... ขอบคุณคุณชายที่เมตตาเ้าค่ะ"
นางจิบน้ำชาพลางชำเลืองมองจักรพรรดินี ยังดีที่เห็นว่าอีกฝ่ายสงบอารมณ์และเก็บกลิ่นอายพลังกลับไปเป็ปกติแล้ว
มู่อวี่เยียนซ่อนความใและความโกรธแค้นไว้ได้อย่างเป็ธรรมชาติ ก่อนจะเปลี่ยนแววตาเป็ความเลื่อมใสศรัทธาที่ภรรยามีต่อสามี
"ท่านพี่กู้สมกับเป็บัณฑิตจริง ๆ รู้เื่ราวมากมายถึงเพียงนี้!"
'ฝ่าาช่างแสดงได้แเีจริง ๆ !' หลิ่วเย่ซีลอบชมในใจ แล้วก้มหน้าจิบชาต่อไป
"แค่เ้าชอบฟังก็พอแล้ว"
กู้หลานมองนางด้วยความรักและอ่อนโยน นิ้วมือลูบไล้เส้นผมดำขลับของนางทะนุถนอม
"ข้าชอบฟังยิ่งนักเ้าค่ะ"
มู่อวี่เยียนดูเหมือนจะพบวิธีเข้าหาที่ถูกต้อง นางไม่รีบร้อนถามว่ามีขุนนางชั่วคนใดในราชสำนักบ้าง แต่ใช้วิธีชักจูงอย่างนุ่มนวลว่า "หากท่านผ่านการสอบฤดูใบไม้ผลิปีหน้า และได้เป็ขุนนางใหญ่ แคว้นจิ้งของเราก็คงมีความหวังแล้ว"
'ขุนนางใหญ่ขอผ่านเถอะ เมืองหลวงไม่ใช่ที่ที่น่าไปเลยสักนิด มีแต่พวกตัวประหลาดที่มีสกิลโกงอาละวาดกันเต็มไปหมด...' กู้หลานคิดอย่างรอบคอบ
ครู่หนึ่งเขาก็ถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างช้า ๆ ว่า "น้องหญิง ที่ข้าอ่านหนังสือไม่ได้หวังจะไปเป็ขุนนางหรอก"
"ไม่ได้หวังเป็ขุนนาง?"
มู่อวี่เยียนไม่เข้าใจ ั้แ่นางขึ้นครองราชย์มา นางเคยพบเจอหนอนหนังสือในท้องพระโรงมานับไม่ถ้วน มีใครบ้างที่ไม่ฝันอยากจะมีชื่อในทำเนียบทองและกลับบ้านเกิดอย่างสง่างาม?
บัณฑิตทั่วหล้าต่างพากันแย่งชิงเพื่อที่จะเข้าเมืองหลวง แต่ทำไมกู้หลานกลับไม่แยแสเลยแม้แต่นิดเดียว?
หลิ่วเย่ซีในฐานะขุนนางหญิงก็สงสัยเช่นกัน นางวางถ้วยชาลงแล้วมองเขา
"แล้วท่านพี่ อ่านหนังสือไปเพื่ออะไรกันเ้าคะ?"
"เพื่อ..."
กู้หลานนึกถึงประโยคที่เขาชอบใช้ในการเขียนเรียงความในชาติก่อน
"เพื่อตั้งปณิธานให้ฟ้าดิน เพื่อมอบชีวิตให้มวลประชา เพื่อสืบทอดสรรพวิชาที่สาบสูญของเหล่าปราชญ์ และเพื่อสร้างสันติภาพชั่วนิรันดร์ให้โลกหล้า!"
ในบรรยากาศเช่นนี้…
แม้จะเป็คำพูดที่หยิบยกมาใช้ในตอนนั้น แต่มันช่างเหมาะสมเหลือเกิน!
เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและเปี่ยมไปด้วยพลัง!
ภายในห้องพลันเงียบกริบอีกครั้ง!
"เพื่อตั้งปณิธานให้ฟ้าดิน... เพื่อมอบชีวิตให้มวลประชา..." มู่อวี่เยียนทวนประโยคะบทนี้ในใจ ความรู้สึกของนางถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง!
ั้แ่นางขึ้นครองราชย์ รอบตัวนางมีแต่คำสรรเสริญเยินยอที่ฟังดูจอมปลอม นางไม่เคยได้ยินคำกล่าวที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อนเลย!
โดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่งามของนางก็เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า!
บัณฑิตในโลกนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถกล่าวคำพูดที่ทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชนออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจขณะที่กำลังสนทนากับภรรยาได้เช่นนี้?
‘นี่สิ ถึงจะเป็กระดูกสันหลังและจิติญญาที่บัณฑิตพึงมี!’
'เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ท่านพี่ก็สามารถเป็อาจารย์ของจักรพรรดิได้แล้วจริง ๆ ...'
มู่อวี่เยียนรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกันความตั้งใจหนึ่งที่นางไม่เคยมีมาก่อนก็ผุดขึ้นมาในใจ!
ขุนนาง!
นางจะต้องให้กู้หลานเป็ขุนนางให้ได้!
และต้องให้เขาเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน เป็ขุนนางที่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น!
นี่ไม่เพียงแต่เป็การช่วยชีวิตราษฎร แต่ยังเป็การไม่ยอมให้คนที่มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองต้องถูกฝังจมอยู่กับที่!
แน่นอนว่านั่นยังเป็การตอบสนองความ้าส่วนตัวเล็ก ๆ ของมู่อวี่เยียนด้วย...
เพราะถึงแม้ในอนาคตนางจะกลับคืนสู่ฐานะจักรพรรดินี นางก็ยัง้าให้เขาอยู่เคียงข้างนางในฐานะคู่ชีวิตต่อไป!
เมื่อมู่อวี่เยียนตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ทางด้านหลิ่วเย่ซีที่เพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ ก็ยิ้มออกมาด้วยความชื่นชม
"สมกับเป็คุณชาย คำพูดนี้... ควรให้เหล่าขุนนางในราชสำนักได้ฟังกันจริง ๆ เ้าค่ะ"
นอกจากนางจะเป็คนสนิทของจักรพรรดินีแล้ว นางยังเป็ขุนนางหญิงที่กุมอำนาจในสำนักเสวียนเทียน มีหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมของขุนนาง
ดังนั้นเมื่อได้ฟังประโยคที่งดงามเช่นนี้ นางจึงรู้สึกมีอารมณ์ร่วมเป็พิเศษ
กู้หลานในฐานะ 'บัณฑิตนักหยิบยืม' โบกมือเบา ๆ "คนพวกนั้นต่อให้ได้ฟังก็คงไม่รู้สึกอะไรหรอก ความรักที่มีต่อแคว้นจิ้งมันต่างกัน ฟังไปก็ไร้ความหมาย"
"นั่นก็จริง"
มู่อวี่เยียนเห็นด้วย
ทันใดนั้นหลิ่วเย่ซีก็เกิดความฉลาดหลักแหลมขึ้นมา จึงถามขึ้นว่า "แล้วคุณชายคิดว่า ในบรรดาขุนนางเ่าั้ ใครกันที่จะฟังแล้วไม่รู้สึกรู้สาอะไรบ้างเ้าคะ?"
คำถามนี้เป็การถามหาเื่แบบตรง ๆ เลยว่า ใครเป็ขุนนางฏ ใครเป็ขุนนางตงฉิน
กู้หลานเขกหัวนางเบา ๆ ทันที "เ้าเป็เด็กเป็เล็ก จะรู้อะไรเยอะแยะไปทำไมกัน?"
"ท่านพี่ ข้าเองก็อยากรู้เ้าค่ะ" มู่อวี่เยียนขยับเข้ามาใกล้พลางกล่าว
"อะแฮ่ม... ในเมื่อน้องหญิงอยากฟัง ข้าก็จะเล่าให้ฟังสั้น ๆ แล้วกัน"
กู้หลานกระแอมไอเล็กน้อย
หลิ่วเย่ซี "..."
"ไม่ต้องมองไปไหนไกลหรอก ก็ไอ้ท่านโหวอะไรนั่นที่อยู่ทางใต้อย่างไรเล่า... เขาชอบหาผลประโยชน์เข้าตัว กินเงินบรรเทาทุกข์ของราษฎรเป็ว่าเล่น... แต่เขาก็ไม่ได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงอะไรหรอก แค่โลภมากเฉย ๆ "
กู้หลานเกาหัว พยายามนึกถึงตัวละครร้ายในนิยายต้นฉบับที่น่าสะอิดสะเอียนคนนั้น
มันเป็พวกที่ชอบรีดไถหยาดเหงื่อแรงงานประชาชน
ปกติจะทำชั่วก็คงไม่เท่าไหร่ แต่พอเกิดภัยพิบัติขึ้นมา กลับยังคงเสวยสุขบนความทุกข์ของคนอื่น แถมยังร่วมมือกับพวกพ่อค้าหน้าเื กักตุนเสบียงไว้เก็งกำไรอีกต่างหาก!
แบบนี้มันจะไม่ให้พวกผู้อพยพก่อจลาจลได้ยังไงกัน!
กู้หลานจำชื่อของเขาไม่ค่อยได้แล้ว เพราะมันเป็แค่ตัวร้ายกระจอก ๆ ใน่ต้นเื่ ที่ต่อมาถูกพระเอกจัดการได้อย่างง่ายดาย
แต่ทว่า…
จักรพรรดินีกลับรู้จักคนที่เขาพูดถึงเป็อย่างดี!
"อันกั๋วโหว ไช่อวี้!"
มู่อวี่เยียนสูดลมหายใจลึก ทางใต้มีท่านโหวเพียงคนเดียวที่มีบรรดาศักดิ์สืบทอดกันมา นางย่อมจำได้แม่นยำ
บอกตามตรง หากกู้หลานไม่พูดขึ้นมาในวันนี้ นางก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเนื้อร้ายชิ้นนี้เลยจริง ๆ !
"ภัยจากน้ำมืุ์ที่ท่านว่า หมายถึงท่านโหวไช่ผู้นี้สินะเ้าคะ?"
"น้องหญิงช่างฉลาด ย่อมเป็เขานั่นแหละ"
กู้หลานจิบชาเบา ๆ โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่า เขาได้ตัดสินปะาชีวิตท่านโหวผู้หนึ่งไปเสียแล้ว...