ณ คฤหาสน์สกุลหวู่
ชายสูงอายุในชุดพ่อบ้านวิ่งหน้าตื่นส่งเสียงดังโวยวายตรงมาหา หวู่เผิงหลงที่กำลังนั่งอยู่กลางห้องโถง
“นายท่าน!! นายท่านขอรับ!!”
“เกิดอันใดขึ้นพ่อบ้านเซิน ส่งเสียงดังโวยวายอันใดหนวกหูยิ่งนัก ข้ายิ่งปวดหัวเื่เซียนอี้อยู่” หวู่เผิงหลงขมวดคิ้วมุ่นพร้อมสีหน้าไม่พอใจ เพราะยามนี้มันกำลังคิดเื่ของบุตรสาวที่ถูกลักพาตัวไป
“แฮก...แฮก ก็เื่ของคุณหนูนี่แหละขอรับ ที่ข้ากำลังจะมารายงานนายท่าน” พอหวู่เผิงหลงได้ยินเช่นนั้น สองตาของมันก็พลันเบิกกว้าง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นตะลึง
“เื่ของเซียนอี้กระนั้นหรือ!? ว่าอย่างไรพวกเ้าพบตัวนางแล้วใช่หรือไม่ รีบตอบข้ามาเร็ว”
“ไม่เพียงแค่พบตัวคุณหนูแต่....”
“ท่านพ่อข้าอยู่นี่...” พ่อบ้านเซินยังกล่าวไม่ทันจบ หวู่เซียนอี้ก็ก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้องโถงเป็ที่เรียบร้อย
“โอ้...เซียนอี้ลูกพ่อ เป็เ้าจริง ๆ เกิดอันใดขึ้น? เ้าาเ็ตรงไหนหรือไม่? พวกมันทำอะไรเ้ารึเปล่า?” หวู่เผิงหลงโผเข้ามาหาบุตรสาวของมันก่อนเอ่ยถามเป็ชุด คำพูดเ่าั้ดูคล้ายบิดาที่เป็ห่วงเป็ใยบุตรสาว ทว่า...แววตาของเผิงหลงยามนี้ดูคล้ายพ่อค้าที่กลัวสินค้าของตนจะมีตำหนิเสียมากกว่า หวู่เซียนอี้เองที่เห็นบิดาเป็แบบนั้นก็ชะงักนิ่งไปชั่วชั่วขณะ แต่นางก็ไม่ได้แสดงสีหน้าสีผิดหวังออกมาแต่อย่างใด
“ข้าปลอดภัยดีท่านพ่อเขาไม่ได้ทำอันใดข้า...”
“เขาหรือ?”
“ข้ากำลังจะสื่อว่า มีแค่โจรเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ลักพาตัวข้าไป ข้าจึงใช้คำว่า ‘เขา’ และเพราะมีคนร้ายแค่คนเดียวนี่แหละข้าจึงสามารถหนีรอดกลับมาได้”
“ที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง แล้วเ้าเห็นหน้าของมันหรือไม่ ข้าจะได้ให้คนวาดรูปติดประกาศจับมันทั่วเมือง” หวู่เผิงหลงเอ่ยถาม หวู่เซียนอี้สีหน้านิ่งเรียบ ก่อนที่นางจะสั่นหน้าเบา ๆ
“ข้าไม่เห็นท่านพ่อ คนผู้นั้นสวมใส่ผ้าคลุมปิดบังใบหน้า ส่วนรูปร่างนั้นสูงใหญ่กำยำ อายุอานามน่าจะสามสิบกว่า แถมมีวรยุทธ์พอตัว” หวู่เซียนอี้อธิบายด้วยการโกหกคำโต ซึ่งพอรวมกับข้อมูลที่หวู่เผิงหลงได้มาก่อนหน้ามันจึงมีความน่าเชื่อถือขึ้นอีกหลายส่วน
“ข้าน้อยคิดว่ามันน่าจะเป็พวกชาวยุทธ์ชั้นปลายแถวนะขอรับนายท่าน เพราะมีวรยุทธ์พอตัวจึงเล่นงานผู้คุ้มกันเกี้ยวเ้าสาวได้ แต่ว่าโง่เง่าอวดดีเกินไป ที่ลงมือเพียงลำพัง สุดท้ายจึงพลาดท่าปล่อยให้คุณหนูหนีรอดมาได้”
“ใช่ มันโง่เง่ายิ่งนักที่กล้าทำแบบนี้ แต่ข้าก็ไม่คิดจะปล่อยมันไปหรอกนะ สั่งคนของเรา กับคนของทางการให้เร่งจับตัวมันมาลงโทษให้จงได้” หวู่เผิงหลงกล่าวสั่งเสียงแข็ง ก่อนที่พ่อบ้านเซินจะค้อมตัวรับคำ และหนุนกายเดินออกไปจากห้อง จากนั้นหวู่เผิงหลงจึงเอ่ยปากเรียกสาวใช้ให้มาพาบุตรสาวของมันไปพักผ่อน...
หลังจากนั้นไม่นานข่าวการกลับมาของหวู่เซียนอี้ก็แพร่กระจายไปทั่วคฤหาสน์ราวกับไฟลามทุ่ง ทุกคนต่างโล่งอก และมีความยินดีปรีดากันมาก ทว่า...ยกเว้นเพียงคนเดียวที่ไม่รู้สึกเช่นนั้นนั่นก็คือ...หลิวซิน
ั้แ่นางทราบว่าบุตรชายเสียชีวิตตอนไปคุ้มกันขบวนสินค้า หลิวซินยามนี้ก็ไม่ต่างอันใดกับท่อนไม้ที่ตายซาก ทุกวันมีแต่น้ำตากับความเ็ป บ่อยครั้งที่นางอยากจะจบชีวิตตายตามลูกชายไป ทว่า...ก็ทำไม่ได้เพราะมีคนของหวู่เผิงหลงคอยเฝ้าดูอยู่ใกล้ ๆ ตลอด...
“พี่หลิวข้าวางถาดอาหารไว้ตรงนี้นะ อย่าลืมกินล่ะ ถ้าท่านไม่กิน ข้ามีหวังโดน...” สาวใช้คนหนึ่งนามว่า ‘เย่วหนิง’ เอ่ยขึ้นขณะที่นางวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะภายในห้อง หลิวซินที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียงพอได้ยินแบบนั้น นางก็ระบายยิ้มเศร้า ๆ พร้อมพยักหน้าตอบ ใจนางนั้นยามนี้ไม่ได้อยากกินอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าไม่กิน เย่วหนิง ที่ถูกส่งมาดูแลตนเอง ก็จะถูกหวู่เผิงหลงลงโทษอย่างหนัก...
พอเย่วหนิงจากไป หลิวซินจึงลุกจากเตียงมานั่งที่โต๊ะ ก่อนนางจะใช้ตะเกียบคีบอาหารขึ้นมาใส่ปากทั้งน้ำตา
“จ้าวเยียนแม่คิดถึงเ้าเหลือเกิน...เมื่อไรนะที่แม่จะได้ตามไปอยู่กับเ้าบน์สักที” หลิวซินครำครวญเบา ๆ พร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม แต่แล้ว...ในเวลานั้นลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดเข้ามา ม่านผ้าไหววูบ ก่อนจะมีเสียงของอะไรสักอย่างกระโจนเข้ามาภายในห้อง หลิวซินชะงักนิ่ง ตะเกียบในมือร่วงหล่นกระทบพื้น กร๊าง! หัวใจพลันสั่นสะท้าน เพราะในเงามืดตรงมุมห้องนั้น มีร่างอันคุ้นเคยปรากฏขึ้น ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ สวมใส่ชุดเดินทางขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา แววตาอบอุ่นดังเดิม เขายกมือขึ้นอย่างแช่มช้า ๆ ก่อนเอ่ยเสียงแ่เบาขึ้นท่ามกลางลมหายใจสะอื้นของมารดา
“ท่านแม่...ลูกกลับมาแล้วขอรับ”
หลิวซินเบิกตากว้าง ร่างสั่นระริก ก่อนที่ความคิดในหัวจะปั่นป่วนไปหมด ภาพที่นางเห็นยามนี้คือภาพลวงตา หรือ เื่จริงกันแน่?
แต่ก่อนที่จะคิดจบ จ้าวเยียนก็พลันพุ่งเข้ามาโอบกอดนางแแ่ ไออุ่นจากร่างของบุตรชายเลยทำให้หลิวซินททราบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยามนี้หาใช่ความฝันแต่อย่างใด
“เป็เ้า...เป็เ้าจริง ๆ จ้าวเยียนลูกแม่ เป็เ้าจริง ๆ ฮือ ๆ” น้ำตาของหลิวซินไหลอาบแก้มไม่หยุด ทว่า...ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความโศกเศร้าเสียใจ หากแต่เป็ความปลื้มปีติยินดีอย่างสุดขั้ว จ้าวเยียนเองก็หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจด้วยเช่นกัน
เสียงสะอื้นสองสายประสานกันในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงลมค่ำคืนพัดผ่าน เสียงหวีดหวิวคล้ายจะร้องเพลงแห่งการกลับมาของคนตายที่ยังมีลมหายใจ...
สองแม่ลูกกอดกันอยู่พักใหญ่ ๆ ก่อนที่หลิวซินจะคลายกอดแล้วเอ่ยถามว่าเกิดอะไร จ้าวเยียนจึงแค่นเสียงเล่าด้วยความเจ็บแค้นว่า เผิงหลงทำอันใดกับมัน เคยทำอันใดกับจ้าวหยุนในอดีต และมันรอดชีวิตมาได้อย่างไร...
หลิวซินฟังจบก็น้ำตาไหลพราก หัวใจแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี นางทราบว่า เผิงหลงเป็คนชั่วช้า แต่ไม่คิดว่าจะเลวทรามได้ถึงเพียงนี้ นางร้องไห้อยู่พักใหญ่ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อนั้นจ้าวเยียนจึงเอ่ยถามนางกลับไปบ้างว่า เพราะเหตุใด ไอ้เผิงหลงคนชั่วช้าถึงได้ทำเช่นนี้ หลิวซินที่ยามนี้ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็เคียดแค้น นางจึงได้บอกเล่าให้บุตรชายฟังว่า เมื่อในอดีตนั้นเผิงหลงได้หลงรักนางอย่างหักปักหัวปำ ทว่า....ตัวของหลิวซินนั้นไม่ได้มีใจให้มัน แม้แต่น้อยเพราะนางรักเพียงแค่ จ้าวหยุนผู้เดียว เผิงหลงเจ็บแค้นมากจึงใช้แผนชั่วกำจัดจ้าวหยุน เวลาต่อมามันได้พบกับจ้าวเยียน ซึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับจ้าวหยุนราวกับเป็คนคนเดียวกัน เผิงหลงจึงเกิดความเคียดแค้นอีกครั้ง มันเลยคิดใช้แผนชั่วแผนเดิม...
“ที่แท้เื่ก็เป็แบบนี้นี่เอง เ้าคนชั่วช้าสารเลวผู้นั้นหมายปองท่านแม่ แต่พอไม่สมหวังมันจึงเคียดแค้น ทำลายทุกคนที่ขวางหน้า”
“ใช่แล้วเยียนเยียน เพราะตัณหาราคะโสมมของมัน ที่ทำให้ชีวิตแม่กับเ้าต้องเป็เช่นนี้”
“เช่นนั้นพวกเรา...ก็หนีไปกันเถิดท่านแม่ ยามนี้ข้ามีวรยุทธ์นิดหน่อยติดตัว มันอาจจะไม่ได้สูงส่งพอจะสร้างชื่อเสียงในแผ่นดิน แต่ก็มากพอที่ข้าจะดูแลท่านแม่ได้ พวกเราหนีเข้าไปอยู่ในป่าเงียบ ๆ แล้วจับปลา ล่าสัตว์กันเถอะ หากท่านแม่ยังอยู่ที่นี่ต่อไปสักวันคงโดนไอ้สารเลวผู้นั้นรังแกอีกเป็แน่” จ้าวเยียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง แล้วแววตามุ่งมั่นจริงจัง ซึ่งหลิวซินก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็พยักหน้ารับ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปเก็บข้าวของจำเป็ใส่ห่อผ้า ใช้เวลาไม่ถึงอึดใจก็ทำเสร็จ เมื่อนั้นจ้าวเยียนจึงใช้มือโอบเอวของหลิวซิน ก่อนจะพานางกระโจนออกไปทางหน้าต่าง และขึ้นไปบนหลังคา
ทุกอย่างดูคล้ายจะราบรื่นดี ทว่า....ในตอนนั้นเอง เวรยามในคฤหาสน์ที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยก็ดันหันมาเห็นเข้าเสียก่อน
“เฮ้ย!! นั้นมัน!!! โจร!!!!!! มีโจรบุกรุก!!!” เสียงร้องของมันดังสนั่น และเพียงพริบตาเดียว เสียงเอะอะก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นทั่วคฤหาสน์
“พวกมันรู้ตัวเสียแล้ว!!”
“ทำอย่างไรดีเยียนเยียน”
“ไม่ต้องห่วงนะท่านแม่ เศษสวะเหล่านี้ตามจับพวกเราไม่ทันหรอก ท่านแม่จับตัวข้าไว้แน่น ๆ ก็พอ” จ้าวเยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจ ซึ่งหลิวซินก็พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า จากนั้นจ้าวเยียนจึงถีบเท้าพุ่งทะยานไปข้างหน้า จากหลังคาสู่หลังคา ส่วนเบื้องล่างยามนี้ก็มีเวรยามพร้อมอาวุธ กำลังวิ่งไล่ตามมาติด บ้างก็ใช้หอกปาใส่ ใช้ธนูยิงขึ้นมา ทว่า....ก็ห่างไกลจากเป้าหมายนัก จ้าวเยียนยามนี้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับสายลม แม้นวิชาตัวเบาจะแค่ระดับธรรมดา แต่ก็มากพอจะหลบหนีการจู่โจมจากพื้นดินได้
จ้าวเยียนพุ่งทะยานไปด้านหน้าพร้อมกับร่างงามอวบอัดของมารดาในอ้อมแขน และเพียงอีกไม่กี่ก้าวก็จะพ้นเขตหลังคาของคฤหาสน์สกุลหวู่แล้ว ทว่า...ในตอนที่กำลังจะกระโจนครั้งสุดท้าย สายตาของจ้าวเยียนก็ดันหันมาสบตากับใครบางคนที่ยืนมองอยู่เบื้องล่าง คนผู้นั้นรูปร่างอวบอ้วน ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ชิงชัง หวู่เผิงหลงนั้น...
“เป็ไอ้เด็กเวรนี่ได้อย่างไรกัน นอกจากมันจะยังไม่ตายแล้ว แถมยังมีวรยุทธ์อีก.... หือ? รูปร่างกำยำ มีวรยุทธ์? ระ...หริอว่า....!!!” ขณะที่หวู่เผิงหลงกำลังกำหมัด กัดฟันแน่นด้วยความเคียดแค้น ๆ จู่ ๆ สองตาของมันก็พลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
“หรือว่าเป็มัน ที่บุกมาชิงตัวเซียนอี้ตอนส่งตัว!!! บัดซบ!!!!!!” พอหวู่เผิงหลงรู้แล้วว่าความจริงเกิดอะไรขึ้น มันก็ส่งเสียงคำรามออกมาดังลั่น จากนั้นจึงตวาดสั่งด้วยโมโห ให้ลูกน้องคนรับใช่ไล่ตามจ้าวเยียนกับหลิวซินไปติด ๆ
“พวกเ้าทุกคนจงไล่ตามไปจับพวกมันทั้งคู่มาให้ได้ ถ้าจับไม่ได้ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาให้ข้าเห็น!!” หวู่เผิงหลงพูดจบก็หมุนกายหันหลัง ก้าวเท้าเดินตรงไปททางห้องของ หวู่เซียนอี้ทันที ยามนี้มันอยากรู้เป็ยิ่งนัก ว่าเหตุใดบุตรสาวจึงโกหก และอยากรู้ด้วยว่า หนึ่งคืนที่นางหายไปมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่...
จบบท