หลิวอวิ๋นเหยาพยายามกดอารมณ์ให้กลับมาเป็ปกติ ก่อนจะมองหามุมลับตาคน “คืนนี้ยังมีอีกภารกิจ”
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกต เธอก็หายเข้าไปในพสุมายาแล้วเปลี่ยนเป็ชุดรัดกุมสีดำที่เหมาะสำหรับการพรางตัวในความมืด ความตึงเครียดที่เกาะอยู่บนใบหน้าค่อย ๆ คลายลงเมื่อเธอผูกสายรัดสุดท้ายเสร็จ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างช้า ๆ “เอาล่ะ คืนนี้นางโจรน้อยพร้อมแล้ว”
ค่ำคืนนั้น เมฆครึ้มบดบังแสงจันทร์ราวกับ์เองก็สมรู้ร่วมคิดกับเธอ หลิวอวิ๋นเหยาแต่งกายด้วยชุดดำที่เรียบง่าย คลุมศีรษะเพื่ออำพรางใบหน้าที่งดงาม แววตาคมกริบส่องประกายในความมืด เงาร่างเล็ก ๆ พลิ้วไหวไร้ซุ่มเสียงราวกับภูตแห่งรัตติกาล
หลิวอวิ๋นเหยาซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือหลังคา เธอใช้พลังเนตรมายามองทะลุผ่านความมืด สแกนผนังบ้านและห้องต่าง ๆ อย่างเงียบงันเพื่อมองหาร่องรอยของสมบัติและของมีค่าที่ถูกซุกซ่อนอยู่ข้างใน
เบื้องล่าง เ้าหน้าที่ในคราบโจรเดินไปมาอย่างไม่ระวังตัว ร่างของพวกเขาสะท้อนแสงไฟจาง ๆ ทรัพย์สมบัติที่ถูกยักยอกมาชัดเจนอยู่ในสายตาเธอ
“รอบนี้พวกเรากอบโกยได้มากเลยนะ นายทุนเ่าั้ สุดท้ายก็ต้องหมดตัว ถูกส่งไปชนบท พวกมันไม่รู้เลยว่าทรัพย์สินแทบทั้งหมดตกอยู่ในมือพวกเรา ของที่ส่งเข้าหน่วยงานก็ส่งไปแค่พอเป็พิธีเท่านั้น” เสียงหนึ่งหัวเราะอย่างยียวน
“ระวังหน่อย! ถ้าใครได้ยินเข้าจะซวยกันหมด!” อีกเสียงกระซิบเตือนอย่างหวาด ๆ
หลิวอวิ๋นเหยาแสยะยิ้มเล็ก ๆ เธอแอบหัวเราะเบา ๆ ในใจ แววตาเ้าเล่ห์ส่องประกายเหนือความมืด เธอรู้ทุกก้าวของพวกมัน เห็นทุกของมีค่า และทุกความประมาทของคู่ต่อสู้
“เอาล่ะ เริ่มได้แล้ว” เธอกระซิบกับตัวเองพลางเคลื่อนตัวลงจากกิ่งไม้ใหญ่อย่างเงียบงัน ฝีเท้านุ่มจนแทบไม่แตะพื้น เงามืดกลืนร่างของเธอไปกับค่ำคืน ทุกย่างก้าวถูกวางแผนไว้ราวกับบทละครที่เธอเป็ผู้กำกับ เนตรมายากวาดสำรวจไปยังตัวบ้านด้านใน ก่อนจะหยุดที่ประตูไม้เก่า ซึ่งซ่อนทางลงใต้ดินด้านหลังโรงเก็บเสบียง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเงาคนอยู่ใกล้ ๆ เธอจึงสไลด์ตัวผ่านประตูแคบ ๆ แล้วค่อย ๆ เลื่อนฝาปิดบันไดไม้อย่างระวัง เสียงกรอบแกรบเพียงน้อยนิดได้ถูกความมืดกลืนหายไปทันที ราวบันไดทอดลึกไปในโพรงใต้ดิน หลิวอวิ๋นเหยาหยิบไฟฉายจากพสุมายา ส่องแสงลงไปด้านล่างกระทบผนังหินหยาบ ๆ จนเกิดเงาเลือนลางเคลื่อนไหวไปตามจังหวะฝีเท้า
เสียง ‘คลิ๊ก’ ดังขึ้นอย่างแ่เบาเมื่อเธอใช้ลวดไขล็อกชั้นแรก ซึ่งเป็กลอนเหล็กที่ถูกซ่อนอยู่หลังบานไม้เก่า เธอใช้ปลายนิ้วหมุนกลไกอย่างเชี่ยวชาญ
ล็อกชั้นที่สองเป็ลิ่มเหล็กยึดตรึงกับฝาผนัง เธอใช้เหรียญบาง ๆ งัดสลักที่ซ่อนอยู่ กดเบา ๆ ให้มันเลื่อนหลุดโดยไม่เกิดเสียง
ส่วนชั้นสุดท้ายเป็กลไกสปริงโบราณ หากสับพลาดเพียงนิดเดียวจะเกิดเสียงลั่นอย่างจงใจ หลิวอวิ๋นเหยาเอานิ้วแตะลงบนแถบไม้ ก่อนพึมพำกับตัวเองอย่างขบขัน “กะจะกันแมลงวัน หรือกันคนกันแน่”
เธอกดจุดกดซ่อนสองตำแหน่งพร้อมกัน ฝาปิดเหล็กด้านในจึงคลายออกอย่างไม่มีเสียง ม่านอากาศเย็นจากใต้ดินแตะผิวหน้าราวกับทักทาย
ยิ่งเข้าใกล้ชั้นล่างมากเท่าไหร่ เสียงหัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นกระชั้นมากขึ้นเท่านั้น มันไม่ใช่เพราะหวาดหวั่น แต่เป็เพราะความคึกคักที่พุ่งพล่านอยู่ในสายเื
พื้นใต้ดินเย็นเฉียบแต่กว้างขวาง กลิ่นฝุ่นผสมไม้และโลหะหนักลอยอวลอยู่ในอากาศ แสงสลัวจากไฟฉายเผยให้เห็นแนวหีบและลังไม้ที่เรียงซ้อนกันเต็มพื้นที่ผนังทั้งสี่ด้าน บางส่วนคลุมด้วยผ้าไหมเก่า บางส่วนมีฝุ่นจับจนสีซีด แต่ทุกใบอัดแน่นด้วยความมั่งคั่งของพวกตระกูลใหญ่ที่ถูกยึดทรัพย์
แววตาของหลิวอวิ๋นเหยาวาววาบแทบจะทันที เธอสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วเริ่มลงมืออย่างคล่องแคล่ว
หีบทองคำขนาดใหญ่กว่า 90 ใบ วางซ้อนกันอยู่มุมหนึ่ง สีทองด้านในสะท้อนแสงเรืองรองจาง ๆ หีบเงินอีกเกือบ 50 ใบเรียงต่อกันอยู่ถัดออกไป มีทั้งแท่งเงิน เหรียญ ภาชนะและของใช้โบราณที่ยังคงลวดลายหรูหรา
เธอแตะมือไปทีละใบ…ทีละหีบ…ทีละกอง ทุกชิ้นหายวับเข้าสู่พสุมายาราวกับไม่เคยมีของอยู่ตรงนั้นมาก่อน
“ฮี่ ๆ~ อันนี้ของฉัน… นั่นก็ของฉัน! ของฉัน ของฉัน ลาล้าลันลา~” เธอร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีในใจ แก้มแดงเปล่งปลั่งราวกับการเก็บสมบัติเหล่านี้เป็เพียงการละเล่นเท่านั้น นี่ไม่ใช่การปล้นชิง แต่เป็เกมล่าสมบัติของนางโจรต่างหาก
ทุกการเคลื่อนย้ายมีแต่ความสดใสและซุกซน เหมือนลิงน้อยแสนซนที่ได้เข้ามาอยู่ในสวนผลไม้
ถัดจากนั้นคือเครื่องหยกและอัญมณีจำนวนมาก หีบไม้หนัก ๆ กว่า 60 ใบเต็มไปด้วยหยกเฮ่อเทียน หยกหลานเทียน หินลาพิส ลาซูลี เทอร์ควอยซ์ ไพลิน ทับทิมและเพชรดิบสารพัดสี
อีกด้านหนึ่งเป็กล่องยาวเก็บภาพเขียนจีนโบราณกว่า 50 ม้วน วางทับหีบเครื่องสัมฤทธิ์โบราณอีกหลายใบ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยกระถางจากราชวงศ์ เครื่องปั้นลายเมฆ เครื่องทรงและอาวุธพิธีการ
ดวงตาของหลิวอวิ๋นเหยามีประกายขี้เล่นปนเอาแต่ใจ ยิ่งเก็บก็ยิ่งหัวใจเต้นแรง เธออยากจะหัวเราะออกมาเสียงดัง ๆ แต่จำต้องกลั้นเก็บเอาไว้ ทว่าก็ไม่อาจหักห้ามรอยยิ้มกว้างจนตาหยีของตัวเองเอาไว้ได้
ยังมีหีบผ้าไหม เครื่องแต่งกายปักดิ้นทอง และตำราโบราณของตระกูลเก่ารวมกันไม่น้อยกว่า 30 ใบ เธอรวบเก็บเข้าพสุมายาราวกับแมวลอบขโมยปลาทะเลใหญ่
เสียงความเคลื่อนไหว้าทำให้หลิวอวิ๋นเหยาต้องหยุดมือเป็พัก ๆ
เสียงกระทบหน้าไพ่ดัง แป๊ะ แป๊ะ สลับเสียงหัวเราะปนหงุดหงิดลอดผ่านช่องอากาศบนเพดานหิน
“เฮ้ย ๆ อย่ามาโกงนะเว้ย รอบที่แล้วก็ทีหนึ่งแล้ว!”
“โกงบ้านแกสิ! ดูไพ่ตัวเองก่อนเหอะ ยังกล้ามาโทษคนอื่นอีก!”
หลิวอวิ๋นเหยาที่อยู่ในห้องใต้ดิน ใช้มือซ้ายแตะหีบใบสุดท้ายเข้าไปในพสุมายา ขณะที่ยังเงี่ยหูฟังทุกคำ้าอย่างไม่ปล่อยผ่าน
ไม่นานนัก สมบัติเกือบ 300 หีบก็ถูกเก็บจนเกลี้ยง ห้องใต้ดินที่เคยอัดแน่นกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า หีบใหญ่ หีบเล็ก ข้าวของมีค่าทั้งหมดถูกเก็บกวาดจนแทบไม่เหลือฝุ่น
กึก...กึก...
เสียงไม้ขยับเบา ๆ เธอหยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที
“เอ๊ะ… พวกแกได้ยินไหม?” หนึ่งในเ้าหน้าที่เอ่ยเสียงต่ำ
เสียงไพ่ชะงักกึก ก่อนจะมีใครหัวเราะหยัน “อะไรของแกอีกวะ หูยื่นไปถึงชั้นใต้ดินแล้วหรือไง”
อีกคนก็ส่งเสียงจึ๊ปาก ก่อนจะวางไพ่ลงบนโต๊ะ “จะกังวลอะไรนักหนา ห้องใต้ดินนั่นล็อกตั้งสามชั้นนะเฟ้ย แมลงวันยังเข้าไปไม่ได้เลย”
“แต่ฉันได้ยินจริง ๆ นะ เหมือน…มีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ข้างล่าง”
หลิวอวิ๋นเหยาเงยหน้าขึ้น เธอััได้ถึงเงียบงันที่คนพวกนั้นกำลังเงี่ยหูฟัง
“หูเพี้ยนแล้ว! ฉันไม่เห็นได้ยินอะไรเลย หรือแกกลัวจนแว่วเสียงสมบัติบ่นอยู่ในหีบฮะ?” อีกเสียงแค่นหัวเราะดังออกมา จากนั้นก็เคาะโต๊ะเร่งเร้า “รีบ ๆ จั่วเลย อย่าชักช้า! มัวฟังแต่เสียงภูตพรายอยู่นั่นแหละ”
เสียงเล่นไพ่กลับมาอีกครั้ง ทั้งเสียงหัวเราะ เสียงสบถ และเสียงปรบมือจากชัยชนะ
เธอยกมุมปากน้อย ๆ แล้วพึมพำอย่างไร้เสียง “แมลงวันเข้าไม่ได้… แต่นางโจรน้อยอย่างฉันมีหรือจะเข้าไม่ได้”
สายตาเลื่อนไปยังผนังฝั่งบันไดลับที่ขึ้นสู่ชั้นบน เธอเช็กตำแหน่งกุญแจล็อกสามชั้นในหัวอีกครั้ง หายใจเบา ๆ ราวกับยุง ก่อนเตรียมเคลื่อนไหวขึ้นไปชั้นบนอย่างไร้ร่องรอย
ก่อนจะขยับตัว เธอก้มมองห้องใต้ดินที่เหลือเพียงความว่างเปล่าอีกครั้ง ที่นี่ราวกับไม่เคยถูกใช้เก็บอะไรเลยมาก่อน ขณะที่กำลังจะขึ้นไป้า เธอก็ได้ยินเสียงคนพวกนั้นอีกครั้ง