“หว่านหนิงเธอกำลังจะเข้าเมืองใช่ไหม ช่วยไปส่งฉันได้หรือเปล่า ฉันอยากไปซื้อของบางอย่างที่สหกรณ์”
สวีหว่านหนิงปรายตามองหยวนซินก่อนจะเห็นความพยายามอดกลั้นของอีกฝ่ายทว่าสีหน้าและแววตากลับเต็มไปด้วยความดีใจที่ล้นเอ่อ
เธอคงค้นพบความลับที่อยู่ใต้โต๊ะตัวนั้นแล้วสินะ
“ขึ้นมาสิ” สวีหว่านหนิงตบเบาะหลังบอกหยวนซินให้ขึ้นมานั่ง
จากหมู่บ้านต้าเจียงไปที่ตำบลเหอตงจะต้องเดินทางผ่านพื้นที่ป่ารกร้างแม้จะเป็เวลากลางวัน แต่ตอนขี่จักรยานตัดผ่านผืนป่าสวีหว่านหนิงก็อดหวั่นใจไม่ได้
บริเวณนี้เกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นได้ง่าย
ทว่าหยวนซินที่นั่งซ้อนท้ายกลับสะกิดเอวเธอ“หว่านหนิง หยุดตรงนี้ก่อนได้หรือเปล่า ฉันมีเื่สำคัญอยากคุยด้วย”
“ไม่ได้!” สวีหว่านหนิงปฏิเสธทันที ก่อนจะเพิ่มความเร็วในการปั่นจักรยาน
ตอนมาถึงตำบลเหอตง เธอรู้สึกเหมือนขาทั้งสองข้างใกล้จะหักอยู่แล้ว
“พวกเราแยกกันตรงนี้เถอะอีกสองชั่วโมงฉันจะมารอเธอตรงนี้ ถ้าเกินเวลานัดสิบนาทีแล้วเธอยังไม่มาฉันคงต้องกลับก่อน”
เธอต้องกลับไปเตรียมเมนูอาหารเพื่อต้อนรับเ้าหน้าที่ระดับสูง!
หยวนซินคว้าข้อมือของสวีหว่านหนิงเอาไว้“ใจเย็นก่อน ฉันมีของอยากจะให้เธอ”
เธอหยิบห่อผ้าออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างแล้วยัดมันใส่อ้อมอกของสวีหว่านหนิงทันที
“ฉันให้เธอ”
“อยู่ดีๆให้ของฉันทำไม”
สวีหว่านหนิงบีบของในห่อผ้าััที่มือทำให้คิ้วของเธอขมวดมุ่น
หยวนซินแกะห่อผ้าออกต่อหน้าสวีหว่านหนิงตามคาด ในห่อผ้าคือทองคำแท่งสามก้อน
“นี่มัน...”
หยวนซินรีบเอามือปิดห่อผ้าพลางชะเง้อมองรอบกาย เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเธอถึงโล่งอกก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “เมื่อวานที่ร้านซื้อขายของเก่า โต๊ะตัวนั้นที่ฉันซื้อมา เธอยังจำได้ไหมสิ่งนี้หล่นออกมาจากรูใต้โต๊ะ”
สวีหว่านหนิงประหลาดใจ
ที่เธอประหลาดใจไม่ใช่เื่หยวนซินเจอความลับที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะตัวนั้นแต่เป็การนำเื่นี้มาบอกกับเธออย่างไม่ปิดบัง!
เธอไม่เข้าใจความคิดของนางเอกว่าแล้วจึงยัดห่อผ้ากลับคืนไป
“ในเมื่อเธอเป็คนซื้อโต๊ะของพวกนี้ก็ควรเป็ของเธอ เธอจะให้ฉันทำไม”
“เฮ้อ!” หยวนซินกระทืบเท้าเล็กน้อย ก่อนจะยัดห่อผ้าใส่มือสวีหว่านหนิงอีกครั้งและใช้สองมือกดมือของสวีหว่านหนิงไว้เพื่อไม่ให้เธอปฏิเสธ “เธอเป็คนถูกใจโต๊ะตัวนั้นก่อนฉันเป็ฝ่ายแย่งซื้อมาจึงควรแบ่งมันให้กับเธอบ้างตามความเหมาะสม”
“แต่จะว่าไปโต๊ะตัวนั้นฉันเป็คนจ่ายเงินซื้อ และจ่ายเงินจ้างเกวียนขนมันกลับไปที่หมู่บ้านเพราะฉะนั้นของส่วนใหญ่จึงสมควรเป็ของฉัน ฉันคงแบ่งให้เธอได้เท่านี้”
“เดี๋ยวนะ...” สวีหว่านหนิงหลุดขำ “เธอไม่ต้องบอกฉันก็ได้นี่”
เธอไม่เคยคิดจะแย่งโอกาสรวยจากนางเอกเลยสักครั้ง
ทำไมเธอยิ่งไม่อยากได้นางเอกกลับยิ่งพยายามยัดเยียดให้กับเธอ?
หยวนซินส่ายหน้าอย่างหนักแน่น“ไม่ได้หรอก คนเราไม่ควรทำแบบนั้น เอาละ ฉันไม่คุยกับเธอแล้วฉันต้องหาวิธีจัดการกับของที่เหลือ”
พูดจบเธอก็โบกมือลาสวีหว่านหนิงแล้วเดินหายลับไปในซอย
สวีหว่านหนิงมองทองคำแท่งในมือแล้วยิ้มอย่างอ่อนใจ
ทว่าเื่นี้ทำให้เธอรู้จักนิสัยของหยวนซินชัดเจนและลึกซึ้งขึ้น
ตอนอ่านนิยายเธอชอบคาเเรกเตอร์ของนางเอกมาก นางเอกเป็คนหนักแน่น มองโลกในแง่ดี กระตือรือร้นจิตใจงดงาม อีกทั้งยังเป็คนใจกว้างและร่วมฝ่าฟันอุปสรรคอยู่เคียงข้างพระเอกอย่างแท้จริง
แต่หลังข้ามมิติมาแล้วเจอกันครั้งแรกเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของหยวนซิน ทำให้เธอแอบแปะป้าย ‘จอมเสแสร้ง’ให้กับอีกฝ่ายในใจ
ทว่าตอนนี้...
สวีหว่านหนิงถอนหายใจอย่างแรงเธอเข็นจักรยานไปจอดที่จุดรับฝากรถ ก่อนจะเดินไปที่ห้างสรรพสินค้า
ทุกเดือนตระกูลสวีจะส่งตั๋วเงินและข้าวของจำนวนมากมาให้เธอแม้พวกเขาจะกินข้าวในที่ทำงานได้ แต่ก็คงมีวันที่อยากกินอาหารมื้อใหญ่สักมื้อแต่ถ้าไม่มีตั๋วแลกซื้อสินค้าหรือเงินทอง ทุกอย่างคงเป็ได้แค่ความฝัน
ร่างเดิมน้อมรับความเสียสละจากคนในครอบครัวอย่างสบายใจส่วนเธอคงทำแบบนั้นไม่ได้
แต่เธอไม่อาจปฏิเสธข้าวของที่ทางบ้านส่งมาให้หนึ่งเพราะมันย้อนแย้งกับตัวตนของร่างเดิมเกินไปสองเพราะมันคือวิธีการแสดงความรักของครอบครัวที่มีให้เธอ เธอคงปฏิเสธไม่ได้
ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงการส่งของกลับไปให้พวกเขา
มณฑลเฮยห่างไกลจากความเจริญเดิมทีสินค้าที่วางขายในห้างก็ไม่ได้มีอย่างครบครัน คงจะเทียบกับกรุงปักกิ่งไม่ได้
เพราะฉะนั้นการเข้ามาในห้างสรรพสินค้าจึงเป็เพียงฉากหน้าเป้าหมายที่แท้จริงของเธอคือการเอาของออกมาจากช่องมิติ
หลังเข้าไปในห้างสวีหว่านหนิงก็ตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายอาหารแห้ง
ของขึ้นชื่อของมณฑลเฮยคือโสมเขากวางอ่อน เห็ดหัวลิง เป็ต้น โสมคงไม่ต้องพูดถึงโสมป่าที่เก็บได้จากบนเขาล้วนวางขายอยู่ในร้านขายยาส่วนโสมเลี้ยงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะโตพอกินได้ เขากวางอ่อนยิ่งหายากเข้าไปใหญ่แต่ที่นี่มีขายสินค้าประเภทเห็ดตากแห้งจำนวนไม่น้อย
“เห็ดหัวลิงเห็ดหยวน และเห็ดโคน อย่างละห้ากิโลกรัมค่ะ”
เธอคิดไม่ถึงว่าพนักงานจะกลอกตาใส่เธออย่างหงุดหงิด “สาวน้อยเธอคิดว่ามันคือผักกาดขาวงั้นหรือ อยากซื้อเท่าไรก็ได้?”
สวีหว่านหนิงยิ้มแก้เก้อ“พี่สาว ฉันมาเยี่ยมญาติจากต่างถิ่น ได้ยินว่าเห็ดของที่นี่อร่อยมากเลยอยากซื้อกลับไปให้คนที่บ้านลองชิมดูสักครั้งพี่มีเท่าไรคะ ห่อให้ฉันหมดเลยได้ไหม”
“ของพวกนี้ไม่ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อแต่ราคาสูง เห็ดหัวลิงครึ่งกิโลสามหยวนสองเหมา เห็ดหยวนหนึ่งหยวนแปดเหมาเห็ดโคนสองหยวนหนึ่งเหมา มีอย่างละหนึ่งกิโลครึ่ง แน่ใจหรือว่าอยากได้ทั้งหมด?”
ต้องรู้ว่าเหล้าเหมาไถในยุค70 ราคาขวดละ 7-8 หยวนเท่านั้นเห็ดพวกนี้ถือว่าราคาไม่ถูก มิน่าพนักงานขายถึงใช้สายตาแบบนั้นมองสวีหว่านหนิง
สวีหว่านหนิงมีเห็ดหลายชนิดอยู่ในช่องว่างมิติเห็ดสามชนิดนี้ก็มีเช่นกัน แต่พวกมันเป็เห็ดเพาะ เทียบกับเห็ดป่าไม่ได้
“ฉันเหมาหมดเลยค่ะ!”
“ทั้งหมดยี่สิบเอ็ดหยวนสามเหมา”
สวีหว่านหนิงควักเงินจ่ายอย่างไม่อิดออดแต่เพราะไม่มีบรรจุภัณฑ์มาด้วยเธอจึงจ่ายเงินเพิ่มอีกสองเหมาเพื่อซื้อถุงผ้าใบหนึ่ง
เธอซื้อของจิปาถะอีกหลายอย่างและยัดพวกมันใส่เอาไว้เต็มถุง ก่อนจะเดินออกจากห้างสรรพสินค้า
ตอนเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กสวีหว่านหนิงได้ยินเสียงกรีดร้องที่คุ้นหู
“อย่าหนีนะรังแกคนอื่นแล้วควรขอโทษ หยุดนะ!”
สวีหว่านหนิงมองไปตามเสียงก่อนจะเห็นหยวนซินวิ่งไล่ตามชายหน้าแหลมแก้มตอบคนหนึ่ง
ชายคนนั้นวิ่งผ่านหน้าสวีหว่านหนิงพอดีเธอยื่นเท้าออกไปทำให้ชายคนนั้นล้มคะมำ ก่อนจะออกแรงกดตัวเขาลงกับพื้น
ชาติที่แล้วอาจารย์อยากให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อศึกษาค้นคว้าเทคนิคการทำอาหารจึงส่งเธอไปฝึกวิชาที่โรงฝึกศิลปะการต่อสู้ของเพื่อนเก่า
แม้เธอจะไม่ได้เชี่ยวชาญศาสตร์นี้แต่เรี่ยวแรงเยอะกว่าผู้หญิงทั่วไปและรู้ว่าต้องโจมตีจุดไหนถึงจะสร้างความเสียหายได้มากที่สุดโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต
และเวลานี้ผู้ชายคนนี้ก็กำลังถูกเธอกดตัวไว้จนขยับไปไหนไม่ได้