บทที่ 9 มาทางไหนกลับไปทางนั้น
ตะวันบ่ายคล้อยคนมาซื้อของเริ่มซาลงรวมทั้งคนที่มาร่วมยินดีกับฟู่เยี่ยนเริ่มกลับกันไปมาก ผิงผิงง่วงนอนจึงให้เจียวเจียนพากลับบ้านไปนอนพักกลางวัน จางจื่อจือออกมาร่วมยินดีกับฟู่เยี่ยนได้เพียงครู่ก็ต้องกลับไปที่อำเภอเพราะมีงานที่ยังทำค้างอยู่
“ป้าดีใจกับหนูจริง ๆ เลยไม่คิดเลยว่าหนูจะทำกิจการได้ร่ำรวยขนาดนี้” ป้าซือเสียนนั่งมองร้านค้าของฟู่เยี่ยนอย่างยินดีปรีดาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“หากไม่มีป้าซือเสียนกับเจียวเจียนก็คงไม่ได้ดีขนาดนี้หรอกค่ะต้องขอบคุณป้าที่คอยช่วยเหลือฉันมาตลอดแถมยังเอ็นดูผิงผิงเหมือนหลานตัวเองอีกด้วย เย็นนี้เราไปกินของอร่อย ๆ กันดีมั้ยคะ”
“แค่วันนี้ของกินที่หนูเลี้ยงแขกก็มากพอแล้ว เก็บแรงเอาไว้เถอะนะกว่าจะหมดวันคงต้องใช้พลังงานอีกมาก” ซือเสียนเริ่มเห็นความเหนื่อยล้าปรากฏขึ้นใบหน้าของฟู่เยี่ยน เธอแทบจะทำเองทุกอย่างในร้าน หยัดยืนด้วยขาของตัวเองแสดงให้เห็นความเป็ผู้นำช่างน่านับถือจริง ๆ ซือเสียนย้อนมองไปอดีตของตนเองเธอต้องมาเสียสามีตอนที่ลูกเข้ากรมทหารโชคดีที่ลูกเติบโตหมดแล้วทำให้เธอไม่ต้องดิ้นรนมาก แต่กับฟู่เยี่ยนไม่ใช่อย่างนั้นเธอเป็ทั้งพ่อและแม่ที่สมบูรณ์ของลูกจริง ๆ
“อย่างนั้นเอาไว้วันไหนว่าง ๆ ฉันจะพาทุกคนไปเที่ยวแล้วกันนะคะป้าซือเสียนอยากกินอะไรนำกลับบ้านได้นะคะฉันต้องขอตัวเขาไปดูของหลังร้านก่อน”
“ได้จ้ะ” ซือเสียนจ้องมองตามแผ่นหลังด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ก็ไม่เข้าใจและสงสัยในตัวของฟู่เยี่ยน ั้แ่เธอมาอยู่ที่นี่ไม่เคยพูดถึงเื่ครอบครัวสักครั้ง ไม่รู้ว่าเธอยังมีครอบครัวเหลืออยู่มั้ย?
“ช่างเป็เด็กที่เก่งจริง ๆ สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงลูกของตัวเองได้แม้ฉันไม่รู้เื่ครอบครัวของเธอ ฉันจะเป็ยายของผิงผิงมอบความรักความเอ็นดูเธอไม่ให้ขาดเลย” เธอพูดออกมาเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปช่วยฟู่เยี่ยนเก็บของ
ฟู่เยี่ยนเดินดูของที่ชั้นวางของจดใส่กระดาษเช็คของจนเธอมั่นใจว่าต้องเพิ่มอะไรและเดินเข้าไปที่หลังร้านเปิดประตูของทำงานของเธอที่มีแต่เธอเท่านั้นที่เข้ามาข้างในได้ก่อนจะเรียกฉิงเชา
“ฉิงเชาเธอได้ยินมั้ย ?”
ติ่ง…//
“สวัสดีฟู่เยี่ยน วันนี้เธอเรียกฉันทั้งที่ฟ้ายังสว่าง้าของอะไรหรือ”
“ฉันอยากได้ของใช้เพิ่มและอยากถามตอนนี้ฉันสามารถนำของออกมาได้เยอะแค่ไหน”
“รอสักครู่ ฉันจะเช็คความดีที่เธอนำมาแลกในครั้งนี้เสียก่อน” ฉิงเชาเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะดังขึ้นมาอีกครั้ง "ตอนนี้ฉันได้ตรวจสอบแล้วความดีที่เหลืออยู่สามารถนำของออกมาได้เพียงแค่สิบอย่าง วันนี้ฉันมีสิ่งที่จะเพิ่มความดีของเธอมาให้หากเธอสามารถทำได้และช่วยเหลือคะแนนความดีของเธอจะเพิ่มขึ้นสองเท่า" ทันทีที่ฟู่เยี่ยนได้ยินเธอคลี่ยิ้มเต็มดวงหน้าไม่ว่าให้เธอช่วยเหลืออะไรเธอสามารถทำได้ทั้งนั้น
“เื่ที่เธอว่าคืออะไรแต่ไม่ว่าอะไรที่เธอให้ทำแล้วมีคะแนนความดีเพิ่มฉันสามารถทำได้ทั้งนั้น”
“วันนี้หลังจากกลับบ้านจะมีชายคนหนึ่งที่้าความช่วยเหลือให้เธอช่วยเหลือเขาตามที่เขา้าแล้วเธอจะได้คะแนนเพิ่ม”
"แค่ช่วยคนเองฉันทำได้แต่ตอนนี้ฉันขอเข้ามิติไปเอาของออกมาก่อนนะ พอดีวันนี้ฉันอยากกลับบ้านไปฉลองกับลูกสาวตัวน้อยเร็ว ๆ " เพียงฟู่เยี่ยนพูดออกมาแบบนั้นมิติได้เปิดขึ้นให้เธอเข้าไปเลือกของตามที่เธอ้าทันที
ดวงอาทิตย์ลับลาขอบฟ้าเปลี่ยนผันเป็ดวงจันทร์ขึ้นมาแทนที่ฟู่เยี่ยนขอบคุณคนงานทุกคนก่อนจะให้ทุกคนเลิกงานกลับบ้านไปพักผ่อนเธอไม่ลืมที่จะให้ทริปเพราะวันนี้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่จริง ๆ เมื่อคนงานกลับหมดแล้วฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปนำของในห้องเธอที่เอาออกมาจากมิติมาวางไว้ข้างนอกเพื่อให้คนงานได้เติมเข้าชั้นในวันพรุ่งนี้ เมื่อเธอทำอะไรเสร็จสิ้นสำรวจทุกที่ของร้าน และเดินออกมาปิดประตูอย่างแ่าพลางถอนหายใจ
“เฮ้อ!! ไม่คิดเลยว่าฉันจะมาไกลได้ขนาดนี้แค่คิดไว้เปิดร้านเล็ก ๆ แล้วเลี้ยงลูกแต่กลับเป็ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลางจนได้ คิดถึงผิงผิงแล้วสิรีบกลับบ้านไปหาผิงผิงดีกว่า” ฟู่เยี่ยนเหนื่อยแต่เธอก็ภูมิใจที่สามารถทำให้กิจการของเธอเติบโตขึ้น ตอนนี้เธอมีแทบทุกอย่างทั้งลูกความสุขและเงิน เธอจึงคิดว่าอีกไม่นานจะพาผิงผิงไปหาพ่อของฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าตอนนี้ท่านจะเป็อย่างไร เมื่อรู้เื่ที่ฟู่เยี่ยนหย่ากับเสี่ยวฮั่ว คนเป็พ่อคงทุกข์ใจไม่น้อย
ฟู่เยี่ยนขับรถยนต์กลับบ้านเธอยังอาศัยอยู่บ้านหลังที่เธอมาอยู่ในครั้งแรกเพราะผิงผิงผูกพันกับบ้านหลังนี้หากจะให้เธอย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่กว่านี้หรืออพาร์ทเม้นท์หรู ๆ ยังได้แต่เมื่อเห็นเด็กหญิงมีความสุขเธอจึงเลือกที่จะอยู่บ้านหลังนี้ต่อ เพราะอย่างไรเ้าของไม่มีท่าทีว่าจะกลับมาง่าย ๆ เมื่อเดือนก่อนเธอพึ่งไปทำสัญญาเช่ารายปีกับญาติเ้าของบ้านมาทำให้เธอสบายใจในส่วนนี้
แต่เมื่อเธอมาถึงหน้าบ้านเห็นรถยนต์ไม่คุ้นตามาจอดเทียบอยู่คิ้วของเธอเริ่มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย
"นั่นรถใครกันนะ ทำไมถึงมาจอดขวางทางเข้าบ้านฉันแบบนี้" ฟู่เยี่ยนพูดพึมพำก่อนจะขับรถจอดริมถนนทางเข้าบ้านและรีบเดินเข้าไปดูว่าใครกันที่มาหาจอดเอาไว้อย่างนี้และในใจเกิดเป็ห่วงเด็กทั้งสองคนที่อยู่ในบ้านจนหัวใจเต้นแรงระรัวสองเท้ารีบเดินเข้าไปอย่างฉับไว หน้าบ้านของเธอมีโต๊ะหน้าบ้านเมื่อเดินเข้ามาเห็นชายสองคนเพียงแค่เห็นแผ่นหลังที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำให้เธอเริ่มหวั่นใจ หรือว่าเธอจะไปขัดขาใครหรือกิจการของคนแถวนี้ถึงได้ให้ชายฉกรรจ์ถึงสองคนมานั่งคอยเธออยู่หน้าบ้านอย่างนี้ ยิ่งยุคนี้เป็ยุคที่มีมาเฟียมากมายอีกด้วย
“คุณทั้งสองคนมาทำอะไรที่หน้าบ้านของฉันคะ หากจะมาก่อความวุ่นวายหรือมารังแกกัน ฉันจะแจ้งความทันทีช่วยออกไปจากหน้าบ้านที่มีแต่ผู้หญิงด้วยเถอะค่ะ” เสียงเล็กแหลมของเธอเปล่งออกไปสุดเสียงเพื่อให้ทั้งสองได้รับรู้ว่าตอนนี้เธอที่เป็เ้าของบ้านไม่ต้อนรับ แต่เมื่อชายทั้งสองที่นั่งอยู่หันกลับมามองเธอ สองเท้าของฟู่เยี่ยนชะงักหยุดอยู่กับที่ดวงตาเบิกโพลงโตลมหายใจเริ่มติดขัดใจเต้นแรงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน พอเห็นหน้าก็ขับไล่เลยหรือไงกันใจร้ายจริง ๆ ” เสี่ยวฮั่วยิ้มอย่างมีเลศนัยลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ฟู่เยี่ยนที่ยังยืนอึ้งอยู่กับที่ไม่ว่าผ่านมากี่ปีที่ไม่ได้พบหน้ากัน เธอจดจำใบหน้าของเขาได้เสมอมาเพราะความเกลียดชังที่เธอมีต่อเขาทำให้เธอจำเขาได้ขึ้นใจ
“คุณมาทำอะไรที่นี่จำไม่ได้หรือไงว่าครั้งสุดท้ายที่ฉันพูดกับคุณคืออะไร อย่ามาทำเป็รู้จักกันอีกฉันไม่อยากรู้จักคุณ มาจากที่ไหนก็กลับไปซ่ะ เวลาของฉันมีค่าไม่อยากจะมาเสียเวลากับคนอย่างคุณ" ฟู่เยี่ยนตั้งสติได้เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะตอบเขาออกมาเสียงแข็งพร้อมขับไล่ให้เขากลับไปเธอไม่อยากให้เขารู้ถึงการมีอยู่ของผิงผิง