“ก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนเ้า ข้าจำเป็ต้องให้เ้าเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งวิชาของข้าเสียก่อน ในอีกหนึ่งปีให้หลัง ต่อให้ข้าจากไปแล้ว เ้าก็ยังต้องยึดมั่นและฝึกฝนตามแก่นแท้นี้ต่อไป” จ้าวยุนซิงตีหน้าขรึม จ้องมองฉินอวี่แล้วเอ่ยเสียงเข้ม
เมื่อได้ยินคำว่า ‘แก่นแท้’ ดวงตาของฉินอวี่ก็ลุกวาวขึ้นทันที เขารีบตั้งอกตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
“เมื่อมองไปทั่วหล้า วิถีแห่งการฝึกวิชาภายนอกนั้นมีนับไม่ถ้วน ทว่าวิธีการฝึกส่วนใหญ่นั้นกลับหลงทาง” จ้าวยุนซิงกล่าวเรียบๆ ท่าทีของเขาในยามนี้ประหนึ่งจักรพรรดิผู้ชี้แนะความเป็ไปของแผ่นดิน วิจารณ์วิชาภายนอกสำนักอื่นๆ ว่าไร้ค่า
“ฉินอวี่ เ้าจงจำให้ขึ้นใจ การฝึกวิชาภายนอก จำต้องศึกษาหลักวิชาแพทย์ให้แตกฉาน!” จ้าวยุนซิงจ้องฉินอวี่พลางเน้นย้ำ
“วิชาแพทย์?” แม้ภายในใจฉินอวี่จะรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็สลักคำนี้ไว้ในก้นบึ้งหัวใจทันที
จ้าวยุนซิงกล่าวต่อ “คนเราฝึกฝนไปเพื่ออะไร? ประการแรกเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและอายุยืนยาว ประการที่สองเพื่อเพิ่มพูนพลังโจมตีของตนให้แข็งแกร่ง... ผู้ฝึกวิชาภายนอกมักปรารถนาให้หมัดเท้าของตนแข็งแกร่งดุจวัชระ จริงอยู่ว่าพวกเขาทำได้ แต่ทว่า... ต่อให้หมัดของพวกเขาแข็งแกร่งเพียงใด จะสามารถเทียบเคียงกับดาบศึกที่ตีขึ้นจากเหล็กนิลได้หรือ?”
ฉินอวี่ฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น
เหล็กนิลหรือเสวียนเถี่ยนั้นนับเป็โลหะล้ำค่า อาวุธที่ตีขึ้นจากมันย่อมมีความคมกริบและแข็งแกร่งกว่าอาวุธเหล็กทั่วไปหลายเท่าตัว ความคมของดาบศึกเหล็กนิล ย่อมเหนือล้ำกว่าหมัดเท้าของยอดฝีมือสายวิชาภายนอกอย่างแน่นอน
“ยกตัวอย่างเช่นหมานต้งผู้นั้น เขาบรรลุถึงจุดสูงสุดของการฝึกพละกำลัง เรี่ยวแรงมหาศาล กล้ามเนื้อแข็งแกร่งดั่งเหล็กไหล แต่ทว่า... ความเร็วของเขาเมื่อเทียบกับยอดฝีมือระดับสูงกลับเชื่องช้ายิ่งนัก ข้าใช้เพียงกริชเล่มเดียว ก็สามารถเชือดคอหอยเขาได้ในพริบตา!” จ้าวยุนซิงกล่าวเสียงเย็น ร่างกายแผ่ซ่านรังสีอำมหิตออกมาโดยธรรมชาติ
ยามนี้ฉินอวี่ไม่หลงเหลือความสงสัยในวาจาของจ้าวยุนซิงแม้แต่น้อย เขากลับตาลุกวาว จ้องมองจ้าวยุนซิงและตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ
“หากศึกษาวิชาแพทย์ เ้าจะรู้ว่ากล้ามเนื้อคนเรามีนับร้อยมัด แต่ละมัดล้วนมีหน้าที่แตกต่างกัน หากมุ่งเน้นฝึกเพียงจุดใดจุดหนึ่ง ย่อมส่งผลเสีย... บางคนแรงเยอะแต่เชื่องช้า บางคนมือเท้าแข็งแกร่งแต่ร่างกายขาดความคล่องแคล่ว หรือบางคนความเร็วสูงแต่ความแข็งแกร่งของร่างกายกลับไม่เพียงพอ...” จ้าวยุนซิงร่ายยาว
บัดนี้ฉินอวี่เข้าใจความหมายของจ้าวยุนซิงอย่างถ่องแท้ จึงเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นต้องฝึกกล้ามเนื้อทุกส่วนใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่” จ้าวยุนซิงส่ายหน้า “ต่อให้เ้าปรารถนาจะฝึกกล้ามเนื้อทุกส่วน เ้ารู้วิธีฝึกหรือ?”
ฉินอวี่ถึงกับอึ้งไป
กล้ามเนื้อทั่วร่างมีมากมายมหาศาล การจะฝึกฝนกล้ามเนื้อให้ครบทุกมัดไม่ใช่เพียงแค่ลงมือปฏิบัติก็จะสำเร็จได้ นั่นจำต้องผ่านการค้นคว้าวิจัยของผู้คนมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยจึงจะกระทำได้
“ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มีวิธีการดังกล่าว ก็ไม่ควรทำ... ดังนั้นจงจำไว้ ‘แข็งอ่อนผสาน’ วิถีแห่งวิชาภายนอกก็เฉกเช่นเดียวกัน ไม่อาจมุ่งเน้นเพียงจุดเดียว แต่ในทางกลับกันก็ไม่อาจตะกละตะกลามฝึกฝนไปเสียทุกอย่าง ท้ายที่สุดจะกลายเป็ว่าจัดสรรแรงกายไม่เพียงพอ จนนำไปสู่ความล้มเหลวไม่เป็ท่า” จ้าวยุนซิงส่ายหน้า
ฉินอวี่เริ่มงุนงง
ฝึกจุดเดียวก็ไม่ถูกต้อง ฝึกทุกส่วนก็ไม่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วควรฝึกอะไรเล่า?
“ร่างกายที่สมบูรณ์แบบนั้น พละกำลังต้องแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่นต้องดี พลังะเิต้องรุนแรง ความเร็วต้องสูง ปฏิกิริยาต้องว่องไว และความทนทานต่อการโจมตีต้องสูงล้ำ” จ้าวยุนซิงร่ายข้อกำหนดออกมามากมายจนฉินอวี่ถึงกับเอ๋อไปชั่วขณะ ข้อเรียกร้องมากมายถึงเพียงนี้ แล้วจะฝึกฝนอย่างไรให้ครบถ้วน?
จ้าวยุนซิงเห็นท่าทางมึนงงของฉินอวี่ ก็เผยรอยยิ้มที่หาได้ยากออกมา “ไม่ต้องกังวล ข้าย่อมมีวิธีฝึกฝนเ้า”
ในห้วงความคิดของฉินอวี่พลันปรากฏภาพาาอินทรีหรือยอดฝีมือบาทาเหล็ก ผู้ที่เพียงกรงเล็บเดียวก็สามารถขยี้หินเขียวจนแหลกละเอียด นั่นนับเป็พลังนิ้วที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แต่เหตุใดจ้าวยุนซิงถึงไม่เอ่ยถึงการฝึกฝนเฉพาะจุดเลยเล่า?
“ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงไม่ฝึกฝนมือเท้าเหมือนพวกวิชากรงเล็บอินทรีอะไรพวกนั้นหรือขอรับ?” ฉินอวี่ถามย้อนด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินคำถามของฉินอวี่ จ้าวยุนซิงกลับดูพึงพอใจ กล่าวว่า “ฉินอวี่ เ้าพูดมีเหตุผล ยกตัวอย่างวิชากรงเล็บอินทรีและฝ่ามือทรายเหล็ก หากจะฝึกย่อมต้องเน้นฝึกพลังนิ้ว นอกจากนี้ยังต้องหมั่นทายาและแช่น้ำยาเพื่อให้ฝ่ามือดูดซับฤทธิ์ยา ผนวกกับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ฝ่ามือแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า”
ฉินอวี่พยักหน้ารับ
เขาเคยศึกษาตำราวรยุทธ์วิชาภายนอกมาบ้าง ซึ่งเน้นการฝึกพลังอย่างต่อเนื่องและใช้ยาทาภายนอกเพื่อให้ฝ่ามือแข็งแกร่งถึงขีดสุดจริงๆ
“แต่การฝึกเช่นนั้น... มันก็แค่การกระทำของคนโง่!” จ้าวยุนซิงสบถออกมาทันที แสดงความดูแคลนวิธีฝึกฝนเช่นนั้นอย่างชัดเจน
“ท่านอาจารย์ กรงเล็บอินทรีร้ายกาจมากนะขอรับ เหตุใดจึงกลายเป็การกระทำของคนโง่ไปได้?” แม้ฉินอวี่จะมีความคิดอ่านเป็ผู้ใหญ่กว่าคนวัยเดียวกัน แต่เขาก็ยังเป็เพียงเด็กน้อย เขาเคยเห็นอานุภาพของกรงเล็บอินทรีและฝ่ามือทรายเหล็กมากับตา จึงไม่เข้าใจความหมายของจ้าวยุนซิง
จ้าวยุนซิงกล่าวด้วยท่าทีหยิ่งทะนง “กรงเล็บอินทรี? ฝ่ามือทรายเหล็ก? การใช้ยาพวกนั้นที่เผลอๆ อาจมีพิษเจือปนมาทา ท้ายที่สุดจะทำให้ิัด้านชาจนหมดสิ้น แม้แต่ความเ็ปก็ไม่อาจรับรู้ กลายเป็เพียงถุงมือหนังคู่หนึ่งเท่านั้น... ฉินอวี่ เ้าดูข้า”
จ้าวยุนซิงยื่นมือขวาออกมา มือขวาของเขาเรียบเนียน ยิ่งไปกว่านั้นยังให้ความรู้สึก... นุ่มนวลเสียด้วยซ้ำ
เพียงเห็นแสงสีขาววาบหนึ่ง ถุงมือไหมที่เกือบจะโปร่งใสคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนมือของจ้าวยุนซิง เขาเอ่ยเรียบๆ ว่า “ถุงมือไหมฟ้า แม้จะนับว่าค่อนข้างล้ำค่า แต่ก็ยังเป็เพียงของโลกิยะ อยู่ในระดับเดียวกับเหล็กนิล ขอเพียงยอมจ่ายเงินทอง ก็สามารถหามาได้”
ฉินอวี่ถือกำเนิดในจวนอ๋อง ย่อมรู้จักของเหล่านี้ดี
สิ่งของทั่วไปหากพื้นเพหน่อยก็คือพวกเหล็กกล้า ส่วนไหมฟ้าและเหล็กนิลแม้จะมีน้อย แต่ก็ยังไม่นับว่าเป็ของวิเศษ
ของวิเศษที่แท้จริง โดยทั่วไปมักได้มาจากดินแดนหงฮวงอันไร้ขอบเขต
อาทิเช่นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจในแดนหงฮวง สัตว์อสูรเ่าั้บางตัวแข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทาน หรือกระทั่งเหนือกว่าเซียน... หนัง ขน หรือกรงเล็บเขาของพวกมันต่างหาก จึงจะนับเป็ของวิเศษชั้นยอด
“ไหมฟ้าแม้ความเหนียวจะอยู่ในระดับธรรมดา แต่ก็ยังเหนียวกว่าฝ่ามือของาาอินทรีพวกนั้น” จ้าวยุนซิงหยิบหินเขียวมาก้อนหนึ่ง มือขวาออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย หินเขียวก็แหลกเป็ผงละเอียดได้อย่างง่ายดาย เผลอๆ จะละเอียดกว่าที่าาอินทรีทำได้เสียอีก
จ้าวยุนซิงมองฉินอวี่แล้วกล่าวว่า “ฉินอวี่ ในด้านพลังนิ้วข้ามิได้ด้อยไปกว่าาาอินทรี พลังนิ้วเป็สิ่งที่ต้องฝึก แต่จะทำให้ิับนมือด้านชาไม่ได้... เ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?”
ฉินอวี่พยักหน้า แต่ก็ยังอดถามกลับด้วยความสงสัยไม่ได้ “ท่านอาจารย์ ความหมายของท่านคือให้ปกป้องฝ่ามือให้ดี อย่าให้ฝ่ามือด้านชาเหมือนพวกคนที่ฝึกฝนฝ่ามือทรายเหล็กกรงเล็บอินทรี แต่... ฝึกเช่นนี้มีข้อดีอย่างไร แล้วเื่ร่างกายเล่า? หรือว่าข้าต้องสวมเกราะออกไปสู้กับคน?”
ดวงตาของจ้าวยุนซิงฉายแววชื่นชม เขาพยักหน้าพลางคิดในใจว่าการสอนลูกศิษย์หัวไวเช่นนี้นับว่าสบายยิ่งนัก หลายเื่เพียงสะกิดนิดเดียวก็เข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง
“ปกป้องฝ่ามือให้ดี อย่าให้ฝ่ามือด้านชาโดยสมบูรณ์ ก็เพื่อประโยชน์ในการโจมตี ฝ่ามือคนเราสามารถถือดาบ ถือกระบี่ และใช้อาวุธได้สารพัดชนิด การรักษาประสาทััของฝ่ามือให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบเป็สิ่งที่ยอดฝีมือจำเป็ต้องมี ถึงขั้นที่ยอดฝีมือหลายคนแช่มือในน้ำนมทุกวันเพื่อบำรุงรักษา” จ้าวยุนซิงไขข้อข้องใจ
ฉินอวี่เข้าใจแจ่มแจ้งในทันที
การโจมตีอย่างไรเสียก็ต้องพึ่งพาอาวุธ ดาบกระบี่ล้วนต้องใช้มือจับถือ มือที่มีประสาทััสมบูรณ์แบบ ย่อมควบคุมดาบกระบี่ได้แม่นยำกว่ามือที่ด้านชาจนไร้ความรู้สึกเ็ปและไร้ััอย่างแน่นอน
การสังหารศัตรู บางคราตัดสินกันเพียงชั่วพริบตา จึงไม่อาจมีความผิดพลาดแม้แต่น้อย
“ส่วนขา... พลังะเิต้องรุนแรง ความเร็วต้องสูง และต้องมีความคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็การต่อสู้ตัวต่อตัวของยอดฝีมือ หรือในกองทัพนับหมื่นพันม้า หากขาสองข้างของเ้ามีความเร็วถึงขีดสุด และมีความคล่องตัวถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว ต่อให้ตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพนับหมื่น เ้าก็จะไม่ได้รับาเ็แม้เพียงปลายก้อย” จ้าวยุนซิงกล่าว
ขา... เป็รากฐานของวิชาตัวเบา ความเร็ว พลังะเิ และปฏิกิริยาตอบสนอง ย่อมมีความสำคัญยิ่งยวด
เวลานี้ฉินอวี่ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก เขาคล้ายจะมองเห็นภาพตัวเองเคลื่อนไหววูบไหวราวกับภาพมายาท่ามกลางกองทัพนับหมื่นพันม้า สังหารศัตรูเพียงแค่สะบัดมือ โดยที่ศัตรูกลับไม่อาจแตะต้องตัวเขาได้แม้แต่ชายเสื้อ... นี่คือวิชาตัวเบา นี่คือความเร็ว ขาช่างสำคัญอย่างยิ่งจริงๆ
“มือ... ต้องคล่องแคล่วและรวดเร็ว แม้พลังจะด้อยกว่าขา แต่สามารถถืออาวุธโจมตีได้ดั่งใจนึก ส่วนขา... พลังกล้ามเนื้อมากกว่าแขน พลังโจมตีจึงสูงมาก และยังเป็ตัวกำหนดการเคลื่อนไหว ทั้งสองอย่างล้วนสำคัญที่สุด และลำตัว... ก็คือแกนหลัก...”
ในวันแรกของการฝึกฝน จ้าวยุนซิงกำลังถ่ายทอดแก่นแท้พื้นฐานที่สุด และหลักการดั้งเดิมที่สุดของวิถีการฝึกฝนของตนเองให้แก่ฉินอวี่
ฉินอวี่ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ สลักเสลาทุกคำพูดของจ้าวยุนซิงลงในส่วนลึกของสมอง...