บทที่ 2 ภาพในจินตนาการ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าในขณะนี้มันทำให้แอรีสไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี เขาไม่เข้าใจเลยว่าเื่ของผู้สืบทอดและราชันย์ไร้พ่าย ที่หนังสือเล่มนี้พูดออกมาหมายความอะไร จุดประสงค์เดียวของแอรีสที่เข้ามายังภายในสุสานของตระกูลไวท์ยอร์กก็เพื่อนำโครงกระดูกของบิดามากักเก็บเอาไว้ที่นี่เท่านั้น กลับกลายเป็ว่าเขายังไม่ทันได้หาโรงศพของผู้เป็บิดาเจอก็ต้องพบเจอกับเื่ราวประหลาดเช่นนี้แล้ว
“ผู้สืบทองของราชันย์ไร้พ่ายเอ๋ย…รีบใช้กุญแจของเ้าปลดผนึกให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
เห็นปฏิกิริยาของแอรีสไม่ตอบสนองหนังสือเล่มดังกล่าวก็ยังตระโกนโหวกเหวกโวยวายไปทั่วสุสาน ต่อให้รูปลักษณ์ของมันจะเป็เพียงแค่หนังสือเล่มนึงแอรีสกับรู้สึกว่ามันมีท่วงทำนองในการพูดคล้ายกับมนุษย์ หากไม่เห็นว่ามันเป็หนังสือละก็แอรีสคงคิดว่ามีใครบางคนอยู่ภายในสุสานกับเขาด้วย
“ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเ้าพูดเื่อะไรก็เถอะแต่ข้าไม่มีกุญแจที่เ้า้าหรอก…รวมถึงเื่ผู้สืบทอดอะไรนั่นด้วย”
แอรีสเลือกที่จะเสี่ยงด้วยการตอบกลับหนังสือเล่มนี้ไป แต่ก็ยังคงเว้นระยะห่างจากมันประมาณ 3 เมตรเขาไม่รู้ว่ามันจะทำแบบเมื่อครู่อีกไหม มันคงไม่ใช่เื่ที่น่าจดจำอย่าแน่นอนหากมือของตนเองต้องโดนหนังสือรูปร่างหน้าประหลาดนี่กัดจนขาดไป
“โกหก! ข้าไม่เชื่อหรอก! เหมือนกับเมื่อ 2000 ปีก่อนพวกเ้าก็หลอกให้ข้าตายใจเช่นนี้ ก่อนจะกักขังข้าไว้ในหนังสือโกโรโกโสนี่!…อีกอย่างนึงกลิ่นสายเืของราชันย์ไร้พ่ายที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเ้ามันโชยออกมาแล้วเ้าหนู…อย่าได้มาเล่นลิ้นกับข้า”
“ข้าพึ่งอาบน้ำมาเมื่อเช้านี้เองนะจะมีกลิ่นได้ยังไง…ถึงก่อนหน้านี้ข้าจะไปขุดหลุมศพมาก็เถอะ แต่แค่นั้นไม่น่าจะทำให้มีกลิ่นได้นี่”
ได้ยินสิ่งที่หนังสือพูดออกมาแอรีสก็พยายามใช้จมูกดมไปยังเสื้อผ้าของตนเองว่ามีกลิ่นออกมาตามที่อีกฝ่ายพูดหรือไม่ ซึ่งทางด้านของหนังสือเองที่เห็นการกระทำของแอรีสมันถึงกับต้องนิ่งค้างไป พร้อมกับใช้ความคิดของมันพินิจอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งว่าเ้าเด็กคนนี้คือผู้สืบทอดราชันย์ไร้พ่ายจริง
“ผ่านไปเพียงแค่ 2000 ปีนึกไม่ถึงเลยว่าสายเืของเ้าจะตกต่ำลงได้ถึงเพียงนี้…แล้วความแค้นของข้าที่สั่งสมเป็พันปีกับต้องมาลงกับเ้าเด็กนี่หรือ?”
แอรีสไม่สนเลยว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปมันจะทำให้หนังสือเล่มดังกล่าวรู้สึกยังไง สิ่งที่เขาต้องสนใจตอนนี้ก็คือหาโรงศพของผู้เป็บิดาให้เจอและนำโครงกระดูกทั้งหมดไปเก็บไว้ในนั้นหน้าที่ของเขาจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“เฮ้! เ้าหนูนั่นเ้าจะไปไหนน่ะ!…กลับมาปลดผนึกให้ข้าเดี๋ยวนี้เลยนะไม่งั้นล่ะก็-"
น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะหนังสือเล่มนี้จะพยายามให้แอรีสกลับมาปลดผนึกให้มันเท่าไหร่กับไม่เป็ผล เพราะว่าแอรีสไม่ได้หันกลับมาสนใจมันแต่อย่างใดเขายังคงใช้สายตาของตัวเองกวาดหาว่าโรงศพอันไหนที่มีชื่อบิดาของเขาอยู่ จากข้อมูลที่เขาเคยอ่านเจอเกี่ยวกับสุสานของตระกูลไวท์ยอร์ก นับั้แ่ลืมตาดูโลกขึ้นมาชื่อของทารกตัวน้อยจะต้องถูกนำไปสลักไว้บนโรงศพในสุสานตามธรรมเนียม และเมื่อถึงเวลาที่คนผู้นั้นได้สิ้นใจลงก็จะถูกนำตัวมายังโรงศพของตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้ั้แ่ตอนเกิดมา
“เมเยอร์ ไวท์ยอร์ก…เอเลน่า ไวท์ยอร์ก…ไม่มี! ทำไมถึงไม่มีชื่อของท่านพ่ออยู่บนโรงศพ…”
ทว่าถึงจะเดินมาจนสุดทางและพยายามสำรวจโรงศพทุกอันแล้ว แอรีสก็ไม่สามารถจะหาโรงศพของผู้เป็บิดาได้พบ ทั้งที่ถ้าหากเรียงตามตัวอักษรแล้วมันควรจะมีชื่อบอกบิดาของเขาอยู่แถวนี้…ทันใดนั้นเองสีีหน้าของแอรีสก็แสดงออกถึงความแตกตื่นพร้อมกับที่เขาจะรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นได้หลงลืมเื่ที่สำคัญไป…
“ไม่มีชื่อของข้า?
หลังจากลองยืนคิดกับตัวเองอยู่สักพัก แอรีสก็พบว่านอกจากภายในสุสานแห่งนี้จะไม่โรงศพของผู้เป็บิดาแล้ว แม้แต่โรงศพของตัวเขาเองมันก็ไม่มีอยู่ในสุสานแห่งนี้ด้วย แอรีสได้นำแผ่นหลังของตนไปผิงกับกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง เขายอมเสียเวลาเตรียมการทุกอย่างเพื่อจะรักษาที่ให้ไว้กับผู้เป็บิดากว่า 2 ปี เพียงแต่ว่าสิ่งเกิดขึ้นมันเหมือนกับเป็การตอกย้ำว่าการกระทำของทั้งหมดของเขามันสูญเปล่า จนเขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะต้องเดินไปทางไหนต่อในตอนนี้
“ยิ้มเข้าไว้สิแอรีส! ขอแค่ยิ้มเข้าไว้ทุกอย่างก็จะดีขึ้น…”
ต่อให้ความเป็จริงจะโหดร้ายสักแค่ไหน แอรีสก็ยังพยายามดึงมุมปากของตัวเองเอาไว้เพื่อให้เหมือนกับตัวเขาเองยังคงยิ้มอยู่ แม้ว่าบริเวณหางตาของเขาจะมีหยาดน้ำตาไหลออกมาก็ตาม…เขารู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างมากไม่ว่าจะเป็ทางกายหรือสภาวะจิตใจก็ตาม สิ่งเดียวที่เขาอยากทำในตอนนี้ก็นอนหลับตาลงเพื่อลืมเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“เย็นสบายดีจัง…บางทีสถานที่แห่งนี้อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้”
ยามที่แอรีสหลับตาของเขาลงไปความเย็นที่อยู่ภายในสุสานก็เข้าปกคลุมร่างกายของเขา ถึงกระนั้นแอรีสกับคิดว่าบรรยากาศในตอนนี้มันเย็นสบายเป็อย่างมาก มันเหมือนกับว่าตัวเขาได้ปล่อยให้จิตใจของตัวเองได้ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย
“ใครน่ะ!”
ทว่าทันใดนั้นเองแอรีสก็ต้องลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน เพราะในระหว่างที่เขาปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปเมื่อครู่กับมีภาพของท้องพระโรงแห่งหนึ่งที่มีกระดูกปริศนากำลังจ้องมองเขาอยู่บนบัลลังก์สีเื ก่อนที่ภาพดังกล่าวจะหายไปหลังจากแอรีสได้สติขึ้นมา เขามีความรู้สึกว่าภาพที่เห็นนั้นสมจริงเป็อย่างมาก น่าเสียดายที่บริเวณนี้ไม่มีสิ่งที่แอรีสเห็นในจินตนาของตนเอง
“กำแพงนี่มันมีอะไรแปลกๆ…”
หลังจากพิงกำแพงมาอยู่สักพักแอรีสก็สังเกตเห็นว่ากำแพงด้านหลังของเขามันดูแปลกไปจากกำแพงบริเวณอื่นในขณะที่ทุกกำแพงจะมีตัวอักษรสลักอยู่ กำแพงทางด้านหลังของแอรีสกับไม่ได้มีอักษรอะไรสลักไว้แต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อลองทำการเคาะดูแอรีสก็พบว่ามันดูเปราะบางคล้ายกับสามารถพังลงได้ตลอดเวลา
แอรีสจ้องมองกำแพงอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจนำก้อนหินขนาดเท่ากับลูกบอลทุบไปยังกำแพงอย่างสุดแรง โดยเพียงแค่การทุบครั้งแรกก็เริ่มมีรอยร้าวปรากฎอยู่บนกำแพง ยิ่งแอรีสทุบมากขึ้นเท่าไหร่กำแพงก็ใกล้ที่จะพังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือการทุบครั้งสุดท้าย เขาก็ตัดสินใจที่จะใช้น้ำหนักของตัวเองในการชนเข้ากับกำแพงอย่างจังจนตัวเขาสามารถที่จะทะลุข้ามไปยังอีกฝากของกำแพงได้
ซึ่งสิ่งที่รอแอรีสอยู่ก็คือบันไดสีแดงสดที่ยอดยาวไปเข้าไปในเงามืดอย่างไร้ขอบเขต ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบทำให้ยามที่แอรีสเดินไปตามขั้นบันไดก็จะมีเสียงฝีเท้าดังอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่เืภายในร่างกายของเขามันก็ร้อนลุ่มราวกับถูกไฟเผาเหงื่อเม็ดโตเริ่มจะไหลออกมาตามิั ทำให้สภาพของแอรีสในตอนนี้คล้ายกับคนที่พึ่งใช้ร่างกายมาอย่างหนักหน่วง ทั้งที่ในความเป็จริงก็คือเขาเดินขึ้นบันได้เท่านั้น และเมื่อก้าวเท้ามาถึงบันไดขั้นสุดท้ายความรู้สึกร้อนลุ่มในร่างกายเองก็ค่อยๆสลายหายไป ก่อนที่อุณหภูมิในร่างกายจะกลับมาเป็ดังเดิมอีกครั้ง
“นี่มัน…เหมือนกับตอนนั้น…”
วินาทีแรกที่แอรีสได้เห็นบริเวณที่เขายืนอยู่ในขณะนี้ สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงอันเนื่องมาจากสถานที่แห่งนี้มันมีลักษณะคล้ายกับทองพระโรง และยิ่งสุดทางเดินของทางท้องพระโรงมีโครงกระดูกที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สีเืแอรีสก็สามารถยืนยันได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้มันเหมือนกับที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ไม่มีผิด…