กงหยางฮ่าวะโขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของไป๋หมาง
"รีบมาช่วยข้า!"
กงหยางอวี้ชะงัก ขาที่กำลังจะก้าวไปหาหลินเย่หยุดลงพร้อมเสียงนั้นเขาหันไปทางพี่ชาย แสงค่ายกลจางลงจนเหลือเพียงเส้นบางๆ ไม่พอจะกดอสูรระดับกลายพันธุ์ไว้ได้อีกแล้ว คนที่ยืนอยู่กลางวงต้องคอยหลบหางที่ฟาดออกมาโดยไม่มีจังหวะให้จับ
"เ้าเด็กนี่มันหลอกข้า!" กงหยางอวี้ชี้นิ้วไปที่หลินเย่ ดวงตาแดงขึ้นจากความโกรธที่สะสมมาั้แ่รู้ตัวว่าร่างกายเริ่มขัดคำสั่ง
"ช่างมันเสีย!" กงหยางฮ่าวพูดขึ้นไม่มีเวลาอธิบาย "สังหารงูนี่ก่อน ค่อยชำระแค้นก็ไม่สาย!"
ร่างของกงหยางฮ่าวพุ่งเข้าหาไป๋หมางอีกครั้งดาบกวาดออกไปที่จุดเดิมตรงเกล็ดบาง
ทว่าคราวนี้ไป๋หมางคาดไว้แล้ว หัวงูหลบแล้วพุ่งกลับมาที่ลำตัว กงหยางฮ่าวกลิ้งออกข้างเพื่อรับแรงกระแทก เท้าลงพื้นแล้วดีดขึ้นอีกครั้งลมหายใจเริ่มหอบกงหยางอวี้หันกลับไปทางฝั่งของไป๋หมาง ก่อนจะหยุดชะงัก แล้วหันกลับมามองหลินเย่ที่ยืนอยู่ห่างออกไปสิบก้าวอีกครั้ง
"เ้าจำหน้าข้าไว้ให้ดี" เสียงต่ำลงและแค้นเคือง "ข้ากงหยางอวี้ไม่ตายง่ายๆเมื่อเื่ในวันนี้จบลง ข้าจะตามไปฆ่าเ้า!"
แล้วร่างซึ่งขาเริ่มติดขัดก็ฝืนก้าวเดินออกไปหลินเย่มองแผ่นหลังที่กำลังห่างออกไปนั้นหากปล่อยให้สองพี่น้องคู่นี้รอดออกไปได้ พวกเขาจะตามกลับถึงตระกูลหลินจะรู้ชื่อ จะรู้หน้า และคำที่กงหยางอวี้เพิ่งพูดออกมาไม่ใช่คำในอารมณ์ชั่วว่บคนที่พูดประโยคนั้นด้วยเสียงระดับนั้นคือคนที่หมายมั่นจะทำจริงพวกเขาทั้งสองคือภัยแฝง หากไม่สังหารทิ้งเสียที่นี่ ย่อมนำพาภัยมาสู่ตนในภายหลัง
มีดในมือขวาหนักขึ้นเล็กน้อย
เขายืนนิ่งอยู่สามอึดใจ สั้นพอที่กงหยางอวี้จะไม่ทันสังเกตว่าเขากำลังคิดอะไร และนานพอที่ทุกอย่างจะตกตะกอนจนชัดเจนนี่ไม่ใช่การป้องกันตัว ไม่มีใครกำลังพุ่งเข้ามาหาเขาในตอนนี้เขารู้ดี และเขาก้าวออกไปอยู่ดี
ขาของเขาก้าวออกจากแสงกองไฟเข้าสู่เงามืด กงหยางอวี้อยู่ในพื้นที่ที่แสงส่องไปไม่ค่อยถึง ร่างกายขยับลำบากขึ้นเรื่อยๆ แผ่นหลังนั้นหันให้เขาโดยไม่ระวังตัวเลยแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้าสี่จังหวะดังขึ้นจากด้านหลัง เร็วและเบากว่ากงหยางอวี้จะรู้ตัว หลินเย่ก็ประชิดแล้วเขาหมุนตัวหันมา ไม่ทัน มีดปักลงที่ชายโครงข้างซ้าย ไม่ลึก — ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนเสียงร้องหลุดออกมามีดถูกดึงออก หลินเย่เงื้อขึ้นเพื่อแทงซ้ำปราณะเิออกจากร่างกงหยางอวี้ แผ่ออกเป็วงกว้าง ร่างเล็กของหลินเย่ถูกผลักกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่เต็มแรง
"อั่ก!"
เขาล้มลงกับพื้น เืซึมออกมาที่มุมปากกงหยางอวี้เดินตรงเข้ามา สายตาจ้องตรงไปยังตำแหน่งที่เขาล้มร่างกายของหลินเย่รู้ก่อนสมองว่าหากอยู่นิ่งนานกว่านี้จะต้องตายแน่ เขาดีดตัวขึ้นจากพื้น พุ่งเข้าไปในเงาระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้นที่แสงกองไฟส่องไม่ถึงแล้วหยุดนิ่งจนกลมกลืนเป็ส่วนหนึ่งของความมืดกงหยางอวี้ก้าวตาม ขาเริ่มช้าลง ยังไม่หยุดก้าว หันซ้ายหันขวาตามเสียงฝีเท้า
ในสภาพที่ขาไม่ยอมฟังคำสั่งจากสมอง การไล่ตามร่างเล็กที่ซ่อนตัวในความมืดนั้นยากกว่าที่ควรจะเป็
กระนั้นครานี้เขาไม่พรวดพราดตามอย่างครั้งก่อนเขาหยุดนิ่ง ผ่อนลมหายใจ ปล่อยให้ประสาททุกส่วนจับความเคลื่อนไหวรอบตัว คนที่ผ่านสมรภ่มิมามากพอย่อมรู้ว่าเด็กคนนั้นจะต้องเข้ามาอีก และมันจะเข้ามาจากด้านหลัง
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากทางซ้ายมือ
หลินเย่พุ่งออกมาปักมีดลงที่ต้นขาด้านหลัง คราวนี้กงหยางอวี้หมุนตัวรับทัน มือคว้าไปที่ข้อมือเด็ก ปลายมีดจึงเฉือนเข้าที่ต้นขาเพียงตื้นๆ แทนที่จะปักลึก
หลินเย่ไม่ฝืนแรง เขาปล่อยตัวไปตามทิศที่ถูกคว้า ทิ้งมีดคาไว้ในเนื้อ แล้วสะบัดข้อมือหลุดออกจากมือที่ยังขยับไม่ได้ดั่งใจ ดีดตัวถอยเข้าเงามืดอีกครั้งกงหยางอวี้ค ารามออกมาเสียงต่ำ ปราณะเิออกอย่างรุนแรงจนเกิดสายลมหมุนรอบตัว เขากระชากมีดที่คาอยู่ในขาออกมาแล้วขว้างทิ้ง
หลินเย่ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
มีเพียงความมืดใจกลางป่าที่กลืนร่างนั้นหายไป ห่างออกไปจากจุดที่กงหยางฮ่าวกำลังสู้กับไป๋หมางเรื่อยๆ
กงหยางฮ่าวหายใจหอบหนักขึ้นทุกลมหายใจ ไป๋หมางพุ่งเข้าหาเขาเป็ครั้งที่สิบสามในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ดาบกวาดออกไป แรงเริ่มไม่เท่าเดิม ขาที่แตะพื้นสั่นสะท้านก่อนจะทรงตัวได้
เขาเห็นน้องชายจากหางตา
กงหยางอวี้เคลื่อนที่ลำบากขึ้นทุกก้าว กลับยังไล่ตามเด็กคนนั้นอยู่ ใบหน้าที่บิดเบี้ยวนั้นไม่ได้มีแค่ความโกรธ หากมีบางอย่างที่หนักกว่านั้น ใบหน้าของคนที่เพิ่งถูกหยามศักดิ์ศรีต่อหน้าพี่ชายตัวเอง
"อวี้!!"
ไป๋หมางพุ่งเข้ามาพอดี หางกวาดออกมาในแนวต่ำ กงหยางฮ่าวะโพ้น ลงพื้นเสียหลัก ดาบกวาดออกไปเพื่อเบี่ยงแรงปะทะแทนที่จะฟาด ปราณที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งทำให้ความเร็วลดลงเรื่อยๆหางเส้นนั้นเหวี่ยงกลับ กวาดเข้าใส่แนวทหารที่ยังยึดค่ายกลอยู่เสียงกระดูกหักดังลั่น สามคนล้มลงและไม่ลุกขึ้นมาอีกค่ายกลดาราสังหารที่ต้องใช้คนครบทุกจุดจึงแหว่งไปครึ่งวง แสงสีแดงที่เคยสานเป็ตาข่ายว่บดับลงเป็แถบ
เหลือกงหยางฮ่าวยืนอยู่เดียวดายกลางค่ายกลที่พังไปครึ่งหนึ่งกงหยางอวี้หยุดเดินอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ขาที่ชะงัก หากเป็ทั้งตัว เข่าทรุดลงกับพื้นโดยที่สมองยังสั่งให้ยืน
เขามองมือตัวเองที่เริ่มกำไม่เข้า นิ้วแข็งค้างครึ่งงอพิษไม่ได้อยู่แค่ที่ต้นขาอีกต่อไป มันไต่ขึ้นมาถึงแขน ถึงอก ทุกลมหายใจเริ่มมีเสียงหวีดบางๆ ปนออกมา
"ท่านพี่... ข้าขออภัย"
เสียงต่ำจนแทบเป็เพียงลมหายใจ
กงหยางฮ่าวสบตาน้องชายชั่วขณะ ในสายตานั้นมีความหนักหน่วง หากไม่มีเวลาให้เอ่ยสิ่งใดออกมา เขาหันกลับไปรับมือไป๋หมางด้วยตัวคนเดียวกงหยางอวี้จ้องแผ่นหลังของพี่ชายที่ยืนสู้อยู่ลำพังนั้นอยู่นานแล้วจึงหันกลับมาทางหลินเย่ สีหน้าที่ปรากฏขึ้นไม่ใช่สีหน้าของคนที่โกรธอีกแล้ว หากเป็สีหน้าของคนที่เพิ่งตัดสินใจทิ้งบางอย่าง และรู้ตัวว่าจะเอากลับคืนมาไม่ได้
"โลกใบนี้ของเ้ายังเล็กเกินไป!" เสียงแหบแห้งะโออกมาสุดเส้นเสียง
"เ้าฉลาด เ้าวางแผนเก่ง แต่เ้ายังไม่รู้ว่ามีบางสิ่งที่ความฉลาดรับมือไม่ได้!"
เขาล้วงมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา เล่มเดียวกับที่ใช้ผ่าอกสัตว์อสูรเอาแก่นเมื่อคืนก่อน
"วิชานี้ต้องห้ามในทวีปชิงหลง... ตำราที่ท่านพี่เคยห้ามข้าแตะต้อง"
เขาพูดพลางยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสิ้นหวัง
"ท่านพี่เอ๋ย ข้าขออภัย หากไม่ทำเช่นนี้ เกรงว่าพิษจะแทรกซึมถึงขั้วหัวใจ!"
เขาสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
"วิชามาร... กายาอสูรกลืนกิน!"
แสงสีแดงฉานะเิออกจากร่างของกงหยางอวี้ไม่ใช่สีแดงของแสงไฟ มันพุ่งออกมาจากภายในร่างกาย หนักและทึบ พื้นดินรอบตัวแตกร้าวเป็วงออกไป เสียงจากลำคอนั้นคือเสียงของคนที่กำลังเค้นสิ่งที่ไม่ควรเค้นออกมา
เส้นลมปราณที่อุดตันและแข็งตัวจากพิษถูกบังคับให้แตกออกด้วยแรงจากภายใน ดวงตาเปลี่ยนเป็สีแดงฉานทั้งดวง ปราณทะลักออกจากทุกรูขุมขนพร้อมกัน ราวกับเผาร่างที่พังอยู่แล้วให้ลุกเป็เชื้อเพลิงในชั่วขณะสุดท้ายหลินเย่ออกวิ่งด้วยฝีเท้าที่ไม่ได้อยู่ในแผนของตัวเองเขารู้ด้วยสัญชาตญาณว่าสิ่งนี้อันตรายเกินกว่าจะรับมือไหวแล้วเสียงะเิก็ดังขึ้นจากแนวป่า
ยันต์ที่ทหารแปะไว้ตามต้นไม้เมื่อตอนเดินเข้ามาเริ่มทำงานทีละอัน ปราณของวิชามารที่ทะลักออกมาไม่เลือกทิศไปกระตุ้นมันเข้าโดยไม่มีใครสั่งแสงสี้สมะเิออกเป็ชุดตามแนวเดียวกับที่พวกเขาเดินเข้ามา ต้นไม้ล้มลงเป็แนวราบ
หลินเย่หันไปมองแนวนั้นเพียงชั่วพริบตา
เจ็ดใบที่เตรียมไว้เป็ทางถอย กำลังะเิออกในเวลาที่ไม่มีใคร้าให้มันะเิ และมันเรียงตัวอยู่บนเส้นทางเดียวกับที่เด็กสิบคนเพิ่งวิ่งออกไปเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดต่อว่าหลินจ้าววิ่งไปได้ไกลพอหรือยังแรงะเิผลักร่างเขาออกไปข้างหน้า หลินเย่สะดุด ไม่ล้ม ลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อโดยไม่คิดชีวิต
ร่างสีแดงของกงหยางอวี้พุ่งทะลุกลุ่มควันออกมา ความเจ็บจากแรงะเิไม่มีอยู่ในการรับรู้ของเขาอีกต่อไปแล้วปราณสีแดงพวยพุ่งออกจากใบมีดสั้นในมือขวา ยืดยาวออกไปจนกลายเป็คมดาบที่ยาวกว่าตัวคน
หลินเย่หมุนตัวเอี้ยวหลบไปทางซ้ายได้ทัน แรงกระแทกที่หลังก็ยังทำให้ร่างลอยขึ้นสั้นๆ แล้วกระทบพื้นอย่างแรง
เืไหลซึมที่ริมฝีปากและคาง ปอดสูดอากาศได้ไม่เต็มที่ เขาพยายามลุกขึ้นยืน ลุกได้แค่ครึ่งตัว
กงหยางอวี้เดินเข้ามาในแสงไฟที่กระจายอยู่รอบๆ จากการะเิของยันต์เส้นเืบนิันูนชัดเป็สีแดงเข้ม ดวงตาจ้องมองโดยไม่กะพริบไม่มีความโกรธเหลืออยู่แล้ว มีเพียงการตัดสินใจที่จะสังหารเด็กที่อยู่เบื้องหน้า
หลินเย่ยันแขนขึ้นมา ร่างกายไม่ตอบสนองตามที่้า ปอดสะดุดทุกครั้งที่พยายามสูดลมหายใจลึก ความเจ็บจากขาขวากัดกินออกมาเป็ระลอกขอบสายตาพร่าเบลอ
ปราณในตันเถียนกระเพื่อมไม่เป็จังหวะเสียแล้ว
"อวี!้ เ้าอย่าใช้วิชามาร ไม่เช่นนั้นสติเ้าจะไม่กลับคืน!"
เสียงกงหยางฮ่าวดังขึ้นจากทางขวา หอบหนักและใกล้จะหมดเรี่ยวแรงเต็มที
กงหยางอวี้ไม่หันกลับไปมองแม้แต่น้อย
ปราณสีแดงเคลือบหนาขึ้นบนคมดาบ แล้วฟาดลงมาที่ร่างซึ่งกำลังคลานอยู่เบื้องหน้าอย่างเต็มแรง
หลินเย่กลิ้งตัวหลบด้วยแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดคมปราณสีแดงฉานเฉียดผ่านร่างไปไม่ถึงสองนิ้ว พื้นดินที่มันกระทบแตกออกเป็หลุมขนาดกำปั้น ดินกระเด็นเข้าตาและปากจนสำลักเขายันแขนขึ้นพยายามลุก ขาขวาไม่ตอบสนอง ขาซ้ายขยับได้ ทว่ารับน้ำหนักไม่ไหว
เขาสะดุดล้มหน้าทิ่มลงกับพื้น เืทะลักเต็มปากกงหยางอวี้เดินเข้ามาทีละก้าว ทุกก้าวหนักอึ้งจากร่างกายที่กำลังรับผลของวิชามาร กระนั้นเขาก็ไม่หยุด
"เ้าคือคนแรกที่บีบให้ข้าต้องใช้วิชานี้!" เสียงแหบแห้งเปล่งออกมาอย่างเคียดแค้นขณะลากคมดาบขูดกับพื้นดินจนเกิดเสียงบาดห่ "วันนี้หากไม่ได้สังหารเ้าเพื่อดับเพลิงแค้น ข้ากงหยางอวี้ไม่ขอเกิดเป็คน!"
หลินเย่ตะเกียกตะกายคลานหนีอย่างสุดชีวิตกงหยางอวี้ยกดาบขึ้นเหนือหัว คมปราณสีแดงฉานฟาดลงมาอีกครั้งหลินเย่ดีดตัวหลบด้วยเรี่ยวแรงที่แทบไม่เหลือ แรงเฉี่ยวที่ปะทะเข้ามาก็ยังทำให้ร่างกระเด็นกลิ้งไปหลายตลบ
เขากลับมานอนหงาย ท้องฟ้าเบื้องบนไม่มีดวงดาวสักดวงความเจ็บที่ขาขวารุนแรงขึ้นทุกครั้งที่หายใจเข้า เขามองเห็นกงหยางอวี้ยืนอยู่ท่ามกลางเพลิงจากยันต์ที่ยังคุกรุ่นอยู่รอบๆ ร่างนั้นสว่างด้วยปราณสีแดงที่ทะลักออกมาไม่หยุด
ฝืนกายอีกกี่ครั้งก็ไร้ความหมาย ร่างกายไม่ตอบสนองอะไรอีกแล้ว ขาขวาไร้ความรู้สึกจนไม่อาจหยัดยืนเพื่อพาตัวเองหนีรอดไปได้แผนการทั้งหมดกลายเป็เื่ตลก
เขาไม่เคยรู้ว่าโลกนี้มีวิชามารอันชั่วร้ายเช่นนี้อยู่ และไม่เคยคิดว่าจะมีคนยอมทิ้งทุกสิ่งของตัวเอง เพียงเพื่อมาบดขยี้มดปลวกอย่างเขายามนี้ตัวเขาช่างอ่อนแอและต้อยต่ำ ต้อยต่ำเสียจนฟ้าดินไม่เคยเหลียวมองเขากำมือซ้ายแน่นขึ้น
ในฝ่ามือนั้นยังมีก้อนเล็กๆ ที่อุ่นอยู่ตลอดคืน ลูกกวาดที่ไม่ได้กินและไม่ได้ทิ้งมันอยู่ที่นั่นผ่านทุกการวิ่ง ทุกการกระแทก และทุกการล้มกลิ่นหวานจางๆ ลอยออกจากฝ่ามือปนกับกลิ่นคาวเืที่ค้างอยู่บนนิ้วกงหยางอวี้ยกดาบขึ้นเป็ครั้งสุดท้าย ปราณสีแดงรวมตัวกันที่ปลายคมสว่างไสวยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เื้ัเขาคือเพลิงจากยันต์ที่ยังคุกรุ่น แสงสีส้มกับสีแดงผสมปนเปกันจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือไฟจริง สิ่งใดคือปราณหลินเย่ไล่หาทางออกในหัวอีกรอบหนึ่ง
ไม่มีมีด ไม่มียันต์ ไม่มีขาที่ใช้ได้ ไม่มีใครอยู่ในระยะที่จะมาถึงทันเป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาคิดจนจบแล้วไม่พบอะไรเลยเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกที่มืดสนิท ไม่มีเสียงเด็กร้อง ไม่มีเสียงคนวิ่ง มีเพียงความเงียบที่บอกว่าคนที่วิ่งออกไปนั้นพ้นแล้วนิ้วมือกำลูกกวาดในฝ่ามือแน่นขึ้นอีกครั้งหลินเย่หลับตาลง มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อยไม่ใช่เพราะเขายอมแพ้ หากเพราะเมื่อคิดตามตัวเลขที่มีอยู่ทั้งหมดแล้วบัญชีคืนนี้ยังถือว่าคุ้ม