ใบไม้แรกผลิไหวเอนอยู่ใต้สายลมยามอรุณ ห้องโถงอารามหมื่นลี้ เหล่าผู้าุโและผู้คุมกฎทั้งสี่กำลังยืนสนทนากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศหนักอึ้งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา กระทั่งผู้าุโผู้หนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมา ไม้เท้าในมือกระทบพื้นหินดังแ่
“เมื่อสามวันก่อน... ผู้ถือครองเสี้ยวจันทราถูกลอบสังหาร”
สิ้นคำกล่าว ความเงียบก็แผ่ปกคลุมทั่วอาราม ฉินอวี่เทียนกวาดสายตามองทุกคนด้วยแววตาเ็า ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ปิดบังความคิด
“ข้าเตือนพวกท่านแล้ว ควรสังหารนางเสียก่อนที่ผู้อื่นจะแย่งชิงศาสตราเทพไป”
ผู้าุโผู้ถือแส้เงินสะบัดปลายแส้เบา ๆ พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิด
“บางที... เราอาจจำเป็ต้องให้นางเสียสละ”
เพล้ง!
เสียงถ้วยชาแตกดังขึ้นฉับพลัน เศษกระเบื้องกับน้ำชากระเซ็นกระจายบนพื้นหิน เฟิงอวี้ค่อย ๆ วางด้ามถ้วยที่แตกคามือลง ก่อนกวาดสายตามองผู้คนในห้องทีละคน
“แต่ผู้ลอบสังหารเ่าั้... ล้วนมาจากภพเทพเช่นเดียวกับพวกท่าน”
หลายคนชะงัก สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซือคงเยี่ยลูบเคราดำช้า ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่ว่าผู้ใดจะเป็ผู้ลงมือ แต่พวกเราปฏิเสธไม่ได้... การปล่อยให้ศาสตราเทพอยู่กับเด็กเช่นนั้น มิใช่ทางเลือกที่ดี”
มู่หลานซินคลี่ยิ้มบาง พลางพับพัดหยกในมือ
“เช่นนั้นก็เพียงพานางมาที่จวินเหิงหย่วนตอนนี้ ตราบใดที่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยผู้คนก็ยังไม่กล้าลงมืออย่างเปิดเผย”
ข้อเสนอนั้นทำให้ผู้าุโหลายคนค่อย ๆ พยักหน้าเห็นด้วย ชายชราผู้ถือพู่กันั์จึงเอ่ยขึ้นต่อ
“จะให้นางผ่านป่าต้องห้ามบนยอดเขาเทียนซาน แล้วปีนผาลงมารึ หากเดินทางเช่นนั้นอาจใช้เวลาเพียงสองชั่วยามแต่นางจะลงผาสูงชันนั้นได้อย่างไร”
“หรือให้นางลงเรือจากซุยเซียนอ้อมเขาเทียนซาน” ผู้าุโผู้ถือพินเงินกล่าวเสริม “แม้ต้องใช้เวลาสามวัน แต่ปลอดภัยกว่า”
ฉินอวี่เทียนเพียงส่ายหน้า “ยิ่งใช้เวลานาน ระหว่างทางก็ยิ่งเกิดเื่ได้ง่าย”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ก่อนโม่หยวนซางซึ่งนั่งนิ่งมาตลอดจะลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“เช่นนั้นก็ให้ผ่านป่าต้องห้าม และลงจากผาด้านหลังเทียนซาน”
เฟิงอวี้ขมวดคิ้วทันที
“แม้แต่ศิษย์ระดับสูง... ยังไม่กล้าประมาทเส้นทางนั้น และที่สำคัญการขึ้นลงผาเทียนซานไม่ใช่เื่ง่าย”
มู่หลานซินค่อย ๆ ปิดพัดหยกในมือ แล้วกวาดสายตามองผู้คนทั่วห้อง
“พรุ่งนี้... ข้าจะไปรับนางด้วยตัวเอง”
คำกล่าวเพียงประโยคเดียวทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ นางทอดสายตามองทุกคนอย่างสงบนิ่ง
“ยังมีผู้ใดกังวลอีกหรือไม่”
ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนสร้อยผลึกสีเขียวที่ห้อยอยู่เหนือเนินอก แสงสีเขียวอ่อนส่องวาบขึ้นเพียงชั่วขณะ
“หากจำเป็... ข้าจะใช้สิ่งนี้”
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคัดค้านอีก
กังง—
เสียงระฆังจากปลายหออารามจวินเหิงหย่วนดังกังวาน สะท้อนผ่านม่านเมฆเหนือบันไดเมฆบนยอดเขาเทียนซาน ขณะที่แสงอาทิตย์ยามสายค่อย ๆ แผ่ความอบอุ่นไปทั่วภพเทพ แนวไม้สีเขียวทอดยาวสลับเรือนของตระกูลต่าง ๆ จนสุดสายตา
ภายในลานกว้างเบื้องหน้าเรือนหลักของตระกูลเยว่ เยว่เสวี่ยหลิงยังคงคุกเข่าอยู่เพียงลำพัง
ร่างบางโงนเงนราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ เหงื่อเม็ดเล็กไหลอาบผ่านใบหน้าซีดเซียว ดวงตาพร่ามัวเพราะมิได้พักผ่อนตลอดสามวันเต็ม กระนั้นมือของเยว่เสวี่ยหลิงยังคงกำปิ่นปักผมไว้แน่น ปลายนิ้วซีดขาวจากแรงบีบที่มากเกินไป
ไม่ไกลออกไป เยว่เทียนอวิ๋นกับเยว่จิงเทียนยืนมองนางอยู่เงียบ ๆ ความกังวลฉายชัดอยู่ในแววตาของทั้งสอง
“เหตุใดท่านพ่อยังปล่อยให้นางคุกเข่าเช่นนี้” เยว่จิงเทียนเอ่ยขึ้นพลางทอดมองน้องสาว “นี่ก็วันที่สามแล้ว”
เยว่เทียนอวิ๋นถอนหายใจแ่เบา
“มิมีผู้ใดสั่งให้นางทำเช่นนั้น”
เยว่จิงเทียนชะงัก ก่อนหันกลับไปมองเยว่เสวี่ยหลิงอีกครั้ง
“ข้านึกว่าเป็คำสั่งของท่าน... หรือมิใช่ก็าุโ นางจึงมิกล้าฝืน”
“เมื่อวานซุนเถานำอาหารไปให้นาง” ผู้เป็บิดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “แต่นางปฏิเสธ”
สายตาของเขายังคงจับจ้องร่างของบุตรสาว
“นางบอก... จนกว่าเยว่เหยียนจะฟื้น”
ความเงียบโรยตัวลงชั่วครู่ ก่อนเยว่จิงเทียนจะถามเบา ๆ
“ท่านมิห่วงนางหรือ... เหตุใดจึงไม่นำนางกลับมา”
เยว่เทียนอวิ๋นทอดสายตามองบุตรสาวซึ่งยังคุกเข่าอยู่ใต้แสงอาทิตย์ ดวงตาของผู้เป็บิดาเต็มไปด้วยความปวดร้าว
“นางเป็ดังแก้วตาดวงใจของข้า เหตุใดข้าจะมิห่วง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“แต่บางสิ่ง... ผู้คนต้องผ่านมันด้วยตนเอง เหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้นางเติบโต”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ซุนเถาก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ท่านผู้นำตระกูล! คุณชายรองฟื้นแล้วเ้าค่ะ!”
เยว่เสวี่ยหลิงยังคุกเข่าอยู่ เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาที่พร่าเลือนสั่นไหวเล็กน้อย ขณะที่เยว่เทียนอวิ๋นกับเยว่จิงเทียนรีบก้าวเข้าไปในเรือนด้านใน
กลิ่นสมุนไพรยังคงอบอวลอยู่ทั่วห้อง เยว่เหยียนลืมตาขึ้นช้า ๆ ใบหน้ายังคงซีดขาวจากการเสียเื สายตาค่อย ๆ กวาดมองผู้คนรอบด้าน ก่อนหยุดลงที่บิดาและพี่ชาย
“ข้าหลับไปกี่วันแล้ว”
ซุนเถาเดินไปเทน้ำชาลงในถ้วยไม้ ขณะที่เยว่จิงเทียนขยับเข้าไปใกล้เตียง
“สามวัน”
เยว่เทียนอวิ๋นทอดสายตามองแขนข้างที่ขาดหายของบุตรชาย ผ้าพันแผลสีขาวยังมีเืซึมออกมาเป็จาง ๆ
“เ้า... เสียใจหรือไม่”
เยว่เหยียนนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนใช้มืออีกข้างแตะหัวไหล่ที่ถูกตัดขาดเบา ๆ
“เหตุใดข้าต้องเสียใจ”
แม้เสียงจะยังแหบพร่า แต่กลับหนักแน่น
“เมื่อเราทำเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ซุนเถาค่อย ๆ ประคองเขาลุกขึ้นดื่มน้ำ ก่อนเยว่เหยียนจะเงยหน้าขึ้นถามอีกครั้ง
“แล้วเสวี่ยหลิงเล่า”
ไม่มีผู้ใดตอบ
ความเงียบค่อย ๆ หนักอึ้งขึ้น จนกระทั่งประตูไม้ถูกผลักเปิดออก
เยว่จิงเทียนกับซุนเถาประคองเยว่เหยียนเดินออกมาสู่ลานกว้าง สายลมอ่อนพัดผ่านเรือนอาภรณ์ ขณะที่สายตาของเขาหยุดลงบนร่างของน้องสาวซึ่งยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวอย่างไม่อาจปิดบัง
“เสวี่ยหลิง...”
เพียงได้ยินเสียงนั้น เยว่เสวี่ยหลิงก็เงยหน้าขึ้นทันที ครั้นเห็นพี่ชายยังมีชีวิตอยู่ น้ำตาซึ่งกลั้นไว้ตลอดสามวันก็หลั่งรินออกมาโดยไม่อาจห้าม
“พี่ขา...”
นางโน้มกายลง หน้าผากกระแทกพื้นหินดังปึก
ครั้งหนึ่ง
แล้วอีกครั้ง
เืสีแดงค่อย ๆ ซึมออกจากหน้าผากอันซีดขาว
“ข้าขอโทษ...”
เสียงของนางสั่นเครือ
“ข้าขอโทษ...”
เยว่เหยียนมองภาพนั้นด้วยหัวใจบีบรัด
“เสวี่ยหลิง... พอแล้ว...”
แต่เยว่เสวี่ยหลิงยังคงก้มศีรษะลงอีกครั้ง ร่างกายสั่นเทา ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ก่อนร่างบางจะทรุดลงต่อหน้าทุกคน
เยว่เทียนอวิ๋นพุ่งเข้าประคองบุตรสาวไว้ได้ทัน
“เร็ว! ไปตามหมอมา!”
เสียงตวาดดังขึ้นทันที เขาอุ้มร่างอันไร้เรี่ยวแรงของเยว่เสวี่ยหลิงกลับเข้าไปในเรือนอย่างรีบร้อน
กริ๊ง—
เสียงกระดิ่งเล็กหน้าประตูตระกูลเยว่ดังแ่เบา เมื่อสายลมยามสายพัดผ่าน เหนือบันไดเมฆ ผู้คนแห่งภพเทพยังคงดำเนินชีวิตดังเช่นทุกวัน มีเพียงหน้าตระกูลเยว่เท่านั้นที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบวิพากษ์
“บุตรสาวตระกูลเยว่... คือผู้ถือครองศาสตราเทพผู้นั้นจริงหรือ”
หญิงวัยกลางคนสามคนยืนพูดคุยกันอยู่ไม่ไกลจากประตูใหญ่ ขณะที่หน้าตระกูลเซียวซึ่งอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มหลายคนในอาภรณ์ฝึกสีดำกำลังยืนรวมตัวกัน
“นางทำให้สหายข้าตาย”
ชายอีกคนแตะบ่าเขาเบา ๆ
“ข้าได้ยินว่าผู้ลอบสังหารมาจากหลายตระกูลในภพเทพ เื่นี้... อาจมิใช่ความผิดของนางทั้งหมด”
ชายหนุ่มผู้นั้นยังคงนิ่งเงียบ สายตาที่ทอดมองไปยังตระกูลเยว่เต็มไปด้วยความสับสน
ไม่ไกลนัก ภายในตำหนักประชุมแห่งภพเทพ เสียงโต้เถียงดังขึ้นไม่ขาดสาย
าุโผู้แทนจากหมู่บ้านเมฆาและหมู่บ้านวายุต่างกล่าวโทษอีกฝ่าย เมื่อคนจากตระกูลของตนล้วนมีส่วนร่วมในการลอบสังหารเยว่เสวี่ยหลิง
"พอได้แล้ว"
นางมิได้ะโ ทว่าทั้งห้องประชุมกลับเงียบลงในทันที ชายชราทั้งสองหันไปมองซุนฮูหยินซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นอย่างสงบนิ่ง
“ไม่ว่าผู้ใดจะเป็คนลงมือ... เื่นี้ก็คือความอัปยศของภพเทพ”
“แจ้งต่อสภาเสีย ครอบครัวของผู้ร่วมลอบสังหารทั้งหมด... จะถูกเนรเทศ”
นางเงยหน้าขึ้น กวาดตามองผู้คนในห้องทีละคน
“เราไม่อาจปล่อยให้ภพเทพสั่นคลอนอำนาจ เพราะคนเพียงบางกลุ่ม”
ภายในห้องประชุมยังคงเงียบ จนกระทั่งผู้าุโในชุดคลุมสีขาวซึ่งนั่งนิ่งมาตลอดค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เส้นผมของเขาขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา
“พวกท่าน... ยังจะยึดติดกันอีกหรือ”
ผู้เฒ่าอู๋ถอนหายใจแ่เบา
“ยิ่งผลักไส... ยิ่งก่อให้เกิดปม”
หญิงชราในชุดคลุมขาวอีกผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างเขาโบกพัดในมือเบา ๆ
“ข้าเห็นด้วยกับท่านอู๋”
แม่เฒ่าหรงเงยหน้ามองผู้คนในห้องทีละคน ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“พวกท่านต่างก็รู้ดี... บรรพบุรุษของพวกเราเริ่มต้นมาจากสิ่งใด”
สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศภายในห้องพลันตึงเครียดขึ้นทันที ซุนฮูหยินวางถ้วยชาลงกับโต๊ะดังปึก สายตาของนางเย็นเยียบลงเล็กน้อย
“ผู้เฒ่าอู๋ แม่เฒ่าหรง... พวกท่านอย่าได้กล่าวคำเ่าั้อีก”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง
“มันคือข้อห้ามของสภา”
ผู้เฒ่าอู๋หัวเราะแ่เบา เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาก้มมองมือตนเองซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอย ก่อนกล่าวอย่างช้า ๆ
“ดูวัยของพวกเราสิ... อีกไม่นานก็คงต้องตายกันหมดแล้ว”
สายลมอ่อนพัดผ่านม่านหน้าต่าง ภายในห้องกลับเงียบเสียยิ่งกว่าเดิม ผู้เฒ่าอู๋เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาขุ่นมัวด้วยกาลเวลายังคงมีประกายบางอย่างหลงเหลืออยู่
“อย่างน้อยก่อนตาย... ข้าอยากเห็นสามภพเป็หนึ่งเดียวกัน”
ไม่มีผู้ใดกล่าวคำใดอีก
กริ๊ง—
เสียงกระดิ่งลมหน้าห้องประชุมดังแ่เบาตามแรงลม เสียงนั้นลอยผ่านแนวเมฆ ลงสู่หน้าตระกูลเยว่ที่อยู่เบื้องล่าง
บนหลังคาเรือนแห่งหนึ่ง ร่างในอาภรณ์สีเขียวเข้มนั่งอยู่เงียบ ๆ สายตาของโม่เย่หลัวทอดมองไปยังห้องด้านในซึ่งประตูเพิ่งถูกเปิดออก
“ขอบคุณท่านหมอ”
เสียงหนึ่งดังแว่วมาจากภายในเรือน
พรึ่บ—
เสียงปลายเท้าแตะลงบนหลังคาเบาราวไร้น้ำหนัก โม่เย่หลัวเหลือบมองด้านข้าง เห็นโม่หยวนซางในอาภรณ์สีแดงเพลิงยืนอยู่บนชายคาแล้ว
สายลมพัดชายแขนเสื้อของเขาไหวแ่
“เย่หลัว... นางยังมิยอมแพ้อีกหรือ”
โม่เย่หลัวหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนท่านจะสนใจนางเป็พิเศษ ถึงกับให้ข้ามาเฝ้านางเช่นนี้”
โม่หยวนซางยกมือแตะบ่าเขา
“พรุ่งนี้มู่หลานซินจะมารับตัวนาง”
โม่เย่หลัวเงียบไปครู่หนึ่ง สายตายังคงทอดมองไปยังห้องของเยว่เสวี่ยหลิง
“สภามองศาสตราเทพ แล้วท่านเล่า... มองสิ่งใด”
โม่หยวนซางหันมองน้องชาย
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”
โม่เย่หลัวยิ้มบาง
“ข้าแค่อยากรู้ว่า... นางจะกลายเป็จุดอ่อนของท่านหรือไม่”
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ในเมื่อท่านยังคอยปกป้องนาง”
โม่หยวนซางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือลงบนบ่าอีกฝ่าย
“ข้าก็ปกป้องเ้าเช่นกัน”
โม่เย่หลัวพลันสะบัดมือนั้นออก สายลมยามสายพัดอาภรณ์สีเขียวเข้มของเขาไหวแรงขึ้นเล็กน้อย
“ข้ามิใช่เด็ก และข้ามิได้้าให้ผู้ใดปกป้อง”
เขาหันกลับมาสบตาพี่ชาย ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและแรงกดดันบางอย่างซึ่งซ่อนอยู่ลึก ๆ
“ข้าคือผู้ที่จะยืนเคียงข้างท่าน มิใช่ผู้ที่อยู่ด้านหลัง”
โม่หยวนซางชะงักไปเล็กน้อย
“เย่หลัว...”
โม่เย่หลัวกลับยิ้มขึ้นบางเบา
“สักวันหนึ่ง... ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็น ว่าข้ามิได้ด้อยกว่าท่าน”
สิ้นเสียงนั้น ร่างของเขาก็ทะยานออกไปจากหลังคา อาภรณ์สีเขียวเข้มพัดไหวท่ามกลางสายลม ก่อนเลือนหายไปในหมู่เมฆ
ภายในห้องพักอีกด้านหนึ่ง เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสงตะวันยามบ่ายลอดผ่านม่านบาง กลิ่นสมุนไพรยังคงอบอวลอยู่ภายในห้อง นางรีบลุกขึ้นนั่งทันที ก่อนสายตาจะเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะไม้ไม่ไกลนัก
เมื่อได้ยินเสียงขยับตัว ชุนเถาก็สะดุ้งตื่นขึ้น
“คุณหนู!”
นางรีบลุกขึ้นทันที
“คุณหนูเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
เยว่เสวี่ยหลิงส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้าไม่เป็ไรแล้ว”
นางมองใบหน้าที่อ่อนล้าของอีกฝ่าย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เ้าไปพักผ่อนเถอะ เ้าดูแลพี่ข้า... แล้วยังต้องมาดูแลข้าอีก”
ชุนเถาส่ายหน้า ดวงตาแดงเรื่อเล็กน้อย
“พรุ่งนี้คุณหนูต้องไปจวินเหิงหย่วนแล้ว”
เสียงของนางเริ่มสั่นแ่
“ขอให้ข้าได้ดูแลท่านอีกสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออก เยว่เหยียนก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบางเบา ทันทีที่เยว่เสวี่ยหลิงเห็นแขนข้างที่ขาดหายของพี่ชาย ดวงตาของนางก็แดงขึ้นอีกครั้ง
“เป็เพราะข้า...”
เยว่เหยียนเดินเข้ามานั่งข้างเตียง ก่อนหยิบปิ่นปักผมออกมาจากอกเสื้อ แล้วค่อย ๆ ปักมันกลับคืนบนเรือนผมของนางอย่างระมัดระวัง
“เ้ามิชอบมันแล้วหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนโผเข้ากอดพี่ชาย
"ข้าจะรักษามันไว้..."
เสียงของนางสั่นเครือ
เยว่เหยียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ผละน้องสาวออก สายตาของเขาอ่อนโยนยิ่งนัก
“จวินเหิงหย่วนมีคนเก่งมากมาย และเ้าอาจถูกกลั่นแกล้งมากกว่าที่นี่”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามองเขา แววตายังคงแดงเรื่อ หากกลับมั่นคงกว่าก่อนหน้า
“ข้าไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของพวกเขา แต่ข้าจะไม่หยุดเพราะพวกเขา”
เยว่เหยียนจ้องมองแววตานั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือแตะปลายจมูกนางเบา ๆ
“เ้าเป็เช่นนี้เสมอ... และพี่เชื่อมั่นในตัวเ้า”