บทที่43ความจริงกระจ่างแจ้ง
หลังจากเหตุการณอันวุ่นวายในรั้วพระราชวังแห่งแคว้นเหยียนจบลงเรื่องราวเลวร้ายของเหยียนโจวหยวนถูกเปิดเผย เฟยหลงก็ได้พ้นผิดจากมลทินทั้งหมดทันทีและดูเหมือนว่ามันจะมีสถานะพิเศษเพิ่มขึ้นอีกด้วย อีกทั้งชื่อเสียงของชายหนุ่มก็นับได้ว่าเพิ่มพูนไปในทางที่ดีเช่นเดียวกันเมื่อทุกอย่างลงเอยไปเช่นนี้ ก็ถึงเวลาที่เฟยหลงต้องจากวังหลวงอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ไปเสียที
“เจ้าจะไปแล้วจริงๆ”
“มิผิด ข้าต้องออกตามหาสหายทั้งยังมีเรื่องมากมายที่รอให้ข้ากลับไปสะสาง”
“เฟยหลง ข้ากลับเริ่มรู้สึกถูกชะตากับเจ้ามิคิดว่าคนที่ข้าลงมือทำร้ายที่กลางขุนเขาวันนั้น จะเป็นผู้ที่นำความสงบและขับไล่ความอยุติธรรมออกจากแคว้นเหยียนแห่งนี้ได้ข้าขอคาราวะเจ้าจากใจจริง”
เฟยหลงรีบเข้าไปรับการคาราวะจากหัวหน้าองครักษ์อวี้จงหวิน ทันที ก่อนกล่าว “มิกล้า ข้าทำก็เพื่อหาทางยุติเรื่องให้กับตนเองและเพื่อตอบแทนพระคุณที่องค์หญิงจินอวี้เคยช่วยเหลือข้าไว้เท่านั้น”
“กล่าวถึงองค์หญิง เจ้าอย่าลืมแวะไปร่ำลาพระองค์ล่ะมิเช่นนั้นพระองค์จะทรงมิพอพระทัยเอาได้”
“ทราบแล้ว”
ค่ำคืนที่จันทร์กระจ่างฟ้าไร้พยัพเมฆาปิดคลุมมีเหล่าดวงดาราน้อยใหญ่ห้อมล้อมประจันแข่งขันกันเปล่งแสงทอทอดไปทั่วพื้นปฐพี ด้วยแสงที่นวลละออส่งให้ทุกสรรพสิ่งในรัศมีต่างมิอาจหลบซ่อนจากประกายตาไปได้เช่นนั้นภาพของดอกไม้พฤกษานานาพันธุ์ในสวนหย่อมตำหนักองค์หญิงเหยียนจินอวี้ จึงแข่งขันชูช่อเพื่ออวดโฉมให้สตรีที่งดงามมิแพ้กันได้เชยชมค่ำคืนของวันนี้เป็นคืนที่ฟ้าปลอดโปร่ง เหยียนจินอวี้จึงเดินทอดน่องชมเหล่าแมกไม้นี้หรืออาจบางทีนางกำลังรอคอยใครบางคนอยู่
เสียงฝีเท้าย่ำลงบนพื้นหินขัดดังมาจากด้านหลังเหยียนจินอวี้หันขวับกลับไปทันที พร้อมกล่าว “ท่านมาแล้ว”คำกล่าวยังมิทันจะสิ้นสุดลง ความแปลกใจก็เข้ามาแทนที่ เนื่องเพราะบุคคลที่ปรากฏขึ้นกลับมิใช่เฟยหลงแต่เป็นบุรุษหนุ่มร่างสูงชะรูด คิ้วดกดำ ดวงตาคล้ายจงอยปากของเหยี่ยว จมูกตั้งสันดูหล่อเหล่ามิน้อย
“กู่เชวี่ยเทียนตี้ เจ้าเข้ามาได้อย่างไร”
มันผู้นี้กลับเป็น กู่เชวี่ยเทียนตี้ บุตรคนรองของประมุขนิกายสุริยันจันทราอันเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยา และเป็นพี่ชายของกู่เชวี่ยเทียนอี้ นั่นเอง มันกล่าวตอบ
“มิคิดว่าองค์หญิงจะกล่าววาจาที่ห่างเหินถึงเพียงนี้”
“ท่านหัวหน้าองครักษ์!”
พรึบ พรึบ พรึบ เสียงชุดคลุมของคนผู้หนึ่งกระพรือตีลมดังมาแต่ไกลแต่เพียงชั่วครู่เสียงนั้นก็บรรลุถึงสวนหย่อม ก่อนปรากฏร่างขึ้นขวางหน้าองค์หญิงเหยียนจินอวี้อย่างรวดเร็วหากผู้มามิใช่หัวหน้าองครักษ์อวี้จงหวินแล้วมันจะเป็นใคร เมื่ออวี้จงหวินมาถึงมันก็ยืนจ้องหน้ากู่เชวี่ยเทียนตี้เขม็งพร้อมทั้งยกมือสองข้างขึ้นมาระดับหน้าอกตั้งท่าเตรียมต่อสู้ เป็นเหยียนจินอวี้กล่าวขึ้น
“แม้เจ้าจะเก่งกาจ แต่ที่นี่ยังไงก็เป็นวังหลวงเจ้าอย่าริอาจมาก่อความวุ่นวายที่นี่ ออกไปซะเถอะ”
กู่เชวี่ยเทียนตี้ กลับหัวเราะลั่น“ฮ่าฮ่าฮ่า” พร้อมๆ กับเสียงหัวเราะ อวี้จงหวินที่อยู่ในท่าเตรียมต่อสู้กลับเปลี่ยนท่าทางเป็นการประสานมือขึ้นพร้อมโค้งกายคาราวะอย่างนอบน้อม ก่อนเบี่ยงกายหลบฉากไปด้านข้าง เหยียนจินอวี้เห็นเช่นนั้นต้องตวาดขึ้น
“ท่านทำอะไร”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” กู่เชวี่ยเทียนตี้ยังหัวเราะลั่นราวบ้าคลั่ง ก่อนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าหาเหยียนจินอวี้เหยียนจินอวี้มิรอช้า นางพุ่งร่างถอยหลังคิดหลบหนี เพียงแต่กู่เชวี่ยเทียนตี้นั้นมีพลังที่สูงส่งเกินกว่าที่นางจะรับมือได้เช่นนั้นกู่เชวี่ยเทียนตี้เพียงขยับกายก้าวเดียวก็สามารถรั้งตัวนางไว้ได้แล้ว ชายหนุ่มยื่นใบหน้าอันชั่วร้ายเข้ามาใกล้ใบหน้าอันงดงามของเหยียนจินอวี้ระยะห่างเพียงไม่กี่ชุ่นก่อนสูดลมหายใจเข้าอย่างรุนแรง
“หอมยิ่งนัก”
เหยียนจินอวี้ตวาดเสียงเจื้อยแจ้ว“เจ้าคนชั่วช้า” ก่อนตวัดปลายเท้าเตะเสยขึ้นบริเวณใบหน้าของกู่เชวี่ยเทียนตี้อย่างรวดเร็วพร้อมทั้งหมุนกายฟาดฝ่ามือใส่บริเวณหน้าอกของชายหนุ่มต่อเนื่องทันที ทว่าการโจมตีเมื่อครู่มิอาจสะกิดโดนกู่เชวี่ยเทียนตี้แม้แต่ปลายเส้นขนกู่เชวี่ยเทียนตี้ยังหัวเราะลั่น รอยยิ้มของมันแฝงแววชั่วร้ายอยู่สามส่วน และแฝงแววความหื่นกระหายอยู่เจ็ดส่วนทุกคราที่มันจ้องมองเหยียนจินอวี้เหมือนมันพร้อมที่จะกลืนกินนางลงไปทั้งร่างกายอย่างใดอย่างนั้น
“หัวหน้าองครักษ์ เราสั่งให้ท่านขับไล่มันออกไป”
อวี้จงหวินยังยืนแย้มยิ้มที่มุมปากมิกล่าววาจาและมิกระทำการใดๆเป็นอวี้หลันบุตรีของมันที่เดินออกมาจากภายในตำหนัก แล้วเข้าไปสวมกอดกู่เชวี่ยเทียนตี้ที่ด้านข้างก่อนหันมากล่าวกับเหยียนจินอวี้
“องค์หญิงคุณชายเทียนตี้คือบุรุษที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า หากพระองค์ทรงยินยอมเสกสมรสกับมัน รับรองราชวงศ์เหยียนจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่แพ้ราชวงศ์ใดๆในแผ่นดินใหญ่นี้ทั้งสิ้น”
กู่เชวี่ยเทียนตี้โน้มตัวลงแล้วยื่นริมฝีปากของมันสัมผัสกับใบหูของอวี้หลันอย่างแผ่วเบาก่อนยกยิ้มแล้วกล่าว
“อวี้เอ๋อของข้ากล่าววาจาได้ประเสริฐนักจนข้าอดที่จะตบรางวัลให้มิได้แล้ว”
องค์หญิงเหยียนจินอวี้เห็นเช่นนั้นต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่นก่อนกล่าวเสียงหนัก “อวี้จงหวิน อวี้หลัน พวกเจ้า!!” แล้วนางก็ตะโกนเสียงดัง “ทหาร”
ปรากฏรองแม่ทัพฝ่ายขวาอวู่เซี่ยวเหว่ย พร้อมทหารชุดเกราะนับสิบวิ่งกรูกันเข้ามา องค์หญิงเหยียนจินอวี้กล่าวต่อ“จับตัวคนทรยศทั้งสองนั่น และขับไล่บุรุษผู้นั่นออกไปซะ” แต่ทว่ารองแม่ทัพขวาและเหล่าทหารกับยืนนิ่งมิฟังคำสั่งขององค์หญิง พวกมันกลับประสานมือทำความเคารพกู่เชวี่ยเทียนตี้กันอย่างถ้วนหน้าเหยียนจินอวี้ยืนนิ่งค้าง ก่อนคนจะกล่าววาจาออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พวกมันต่างเป็นคนของกระหม่อมทั้งสิ้นพระองค์เองก็ควรจะยินยอมเสียโดยดี”
“หมายความว่าอย่างไร”
“เรื่องผ่านมาถึงขั้นนี้แล้วกระหม่อมก็จะบอกต่อองค์หญิงเพื่อจักได้รับทราบ เพราะถึงอย่างไรพระองค์ต้องตกเป็นภรรยาของกระหม่อมเช่นนั้นสามีภรรยาจึงไม่จำเป็นต้องมีความลับต่อกัน”
กู่เซวี่ยเทียนตี้ยืนมือไพร่หลังก่อนเดินผ่านร่างเหยียนจินอวี้ไปหยุดยืนที่ด้านหลังของนางคนแหงนหน้ามองพระจันทร์ที่ส่องแสงนวลกระจ่างบนท้องฟ้า แล้วกล่าวต่อ “พระองค์ย่อมทรงทราบ ว่ากระหม่อมเพียงเป็นบุตรอนุภรรยาของประมุขนิกายสุริยันจันทราเท่านั้นแม้จะเก่งกาจมีความสามารถเพียงใด ก็ต้องถูกกดข่มมิให้เหนือล้ำไปกว่าพี่ชายของตน ซึ่งเป็นบุตรสายหลักและแน่นอน ตำแหน่งประมุขนิกายคนต่อไปต้องไม่มีทางตกทอดมาถึงกระหม่อม ฉะนั้น หนทางที่กระหม่อมจะพิสูจน์ให้ทุกผู้ได้ทราบว่ากระหม่อมนั้นยอดเยี่ยมกว่าผู้ใดและเหมาะสมที่จักขึ้นเป็นหนึ่งเหนือทุกผู้ในนิกายย่อมมีหนทางเดียวคือ รวบรวมกองกำลังที่ยิ่งใหญ่พอที่สามารถเทียบเคียงกับนิกายสุริยันจันทราได้ เพื่อไปท้าชิงกับนายน้อยลำดับหนึ่ง ซึ่งนั่นก็หมายถึงกองกำลังของราชวงศ์แห่งแคว้นเหยียนนี้และถึงแม้ตอนนี้กองกำลังของราชวงศ์จะอ่อนแอ มิอาจต่อสู้กับเหล่าผู้ฝึกญาณได้ แต่กระหม่อมรับรองหากมันตกอยู่ใต้อาณัติของกระหม่อม กระหม่อมจะทำให้ที่นี่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรและเหนือกว่านิกายสุริยันจันทราที่มีพี่ชายกระหม่อมเป็นประมุขให้ได้”
กู่เชวี่ยเทียนตี้หันขวับกลับมามองเหยียนจินอวี้แล้วกล่าวต่อ “เช่นนั้นกระหม่อมจึงวางแผนที่จะยึดครองราชวงศ์แห่งนี้แต่ก็นะที่แห่งนี้ยังนับว่ามีพยัคฆ์ซุ่ม มังกรซ่อนอยู่มากมาย โดยเฉพาะเหยียนโจวจิ้งกับเหยียนโจวหยวน พี่ชายทั้งสองของพระองค์ และกระหม่อมก็ไม่มีกองกำลังจากนิกายหนุนหลังเท่าที่ควรแต่ดีที่ยังมีหัวหน้าองครักษ์ รองแม่ทัพฝ่ายขวา ไม่สิต้องเรียกมันว่าท่านแม่ทัพใหญ่คนต่อไปถึงจะถูกและคนสุดท้ายที่ถือเป็นหมากสำคัญในกระดานนี้” กู่เชวี่ยเทียนตี้หยุดกล่าววาจาแต่คนกลับผายมือไปยังบุคคลผู้หนึ่งที่กำลังเดินมา เมื่อเหยียนจินอวี้เห็นผู้มาได้ชัดตาคนต้องอดอุทานขึ้นมามิได้
“ท่านหัวหน้าหมอหลวง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ถูกต้อง หากข้ามิได้รับความช่วยเหลือจากหัวหน้าหมอหลวงไม่สิ หากข้ามิได้รับความช่วยเหลือจากท่านลุงซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของมารดาข้า เรื่องราวก็อาจจะมิง่ายดายถึงเพียงนี้และเป็นท่านที่ทำให้ข้ากำจัดเหยียนโจวจิ้งได้ในที่สุด”
เหยียนจินอวี้ได้ยินเช่นนั้นร่างต้องสะท้านขึ้นคราหนึ่ง นัยน์ตาของนางเริ่มแดงก่ำ นิ้วมือทั้งห้าต่างกำแน่นจนจิกเข้าไปในฝ่ามือคนก็กล่าววาจาขึ้นอย่างเครียดแค้น “พวกเจ้า คนสารเลว บิดาข้าราชวงศ์ของข้าให้ทั้งอำนาจและวาสนาต่อพวกเจ้าตั้งมากมาย แต่พวกเจ้ากลับ..”
“พระองค์ย่อมเคยได้ยินคำว่าเลือดนั้นข้นกว่าน้ำ หรือคำที่ว่าอำนาจที่มากกว่าย่อมน่าสัมผัสกว่าอำนาจที่มีอยู่เป็นไหนๆเช่นนั้นพวกเราจึงเลือกติดตามผู้ที่มีอนาคตอันเกรียงไกร มิใช่ติดตามเหล่าคนที่มินานมีแต่จะต่ำตมลงเช่นราชวงศ์ของพวกท่าน”
แม่ทัพขวากล่าวเสริม“ท่านหัวหน้าหมอหลวงกล่าวมิผิด ข้าย่อมต้องการอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่และต้องการนายที่สามารถนำพาข้าสู่จุดสูงสุดได้ ซึ่งวันนี้ก็ได้มาถึงแล้ว”
กู่เชวี่ยเทียนตี้หัวเราะลั่น“ฮ่าฮ่าฮ่า พูดได้ประเสริฐนัก แต่นี่ยังมิใช่ทั้งหมด กระหม่อมขอเล่าต่อก็แล้วกันนับจากที่ท่านลุงวางแผนกำจัดเหยียนโจวจิ้งพี่ชายแท้ๆ ของพระองค์ไปได้ และสร้างหลักฐานที่จะโยนความผิดแก่เหยียนโจวหยวนแต่ว่าเจ้าเหยียนโจวหยวนกับหลักแหลมมิใช่น้อย สามารถคลี่คลายหลุดรอดไปได้ และเหตุการณ์นี้ทำให้บิดาพระองค์ต้องส่งให้พระองค์ซึ่งเป็นเป้าหมายของกระหม่อมต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองชายแดนแคว้น ทำให้แผนการของกระหม่อมต้องชะงักไปพักใหญ่เช่นนั้นกระหม่อมและท่านลุงจึงวางแผน โดยการถวายโอสถที่ผสมพิษร้ายชนิดหนึ่ง ที่ไร้สีไร้กลิ่น ไร้ร่องลอยให้สืบสาว และมีผลกัดกินชีวิตในระยะยาว ส่งให้พระวรกายของบิดาพระองค์ต้องทรุดโทรมลงเป็นการบีบบังคับให้พระองค์ต้องกลับมา และขั้นตอนสุดท้ายก็หาทางกำจัดเหยียนโจวหยวนเพื่อกระหม่อมจักได้เสกสมรสกับพระองค์โดยไร้เสี้ยนหนามและสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิแห่งแคว้นเหยียนในที่สุด”
“พวกเจ้า!!!”
“จุ๊ๆๆ แต่ทว่าเจ้าเหยียนโจวหยวนกลับคล้ายรู้ตัวคนที่อยู่เบื้องหลังมันจึงได้ส่งคนมากมายเพื่อติดตามหาท่านปู่ของกระหม่อม เพื่อให้มาสะสางเรื่องราวในครั้งนี้ทั้งยังแอบลักลอบสับเปลี่ยนโอสถที่มีพิษออกไปโดยที่กระหม่อมมิรู้ตัว และคอยกันตัวของพระองค์อย่างลับๆแต่ใครจะรู้ สวรรค์กับส่งเสริม เมื่อบุรุษหน้าโง่ที่พระองค์ทรงนำมาด้วย กลับเป็นตัวพลิกกระดานหมากตานี้ให้กับกระหม่อมสามารถกำจัดเหยียนโจวหยวนออกไปได้ฮ่าฮ่าฮ่า”
เหยียนจินอวี้ทั้งโกรธแคว้นและเศร้าเสียใจละคนกันไปนางโกรธแค้นเหล่าคนเบื้องหน้าอันชั่วช้าสามานย์เหล่านี้ จนแทบอยากจะตัดเนื้อเถือกระดูกพวกมันออกมาเป็นชิ้นๆและที่เศร้าเสียใจเป็นเพราะนางกับหลงเชื่อคนผิด ทำร้ายพี่ชายบุญธรรมที่ทำเพื่อตนเองและราชวงศ์มาโดยตลอด“ท่านพี่ข้าผิดไปแล้ว ข้ากลับโง่งมถึงเพียงนี้”
“พวกเจ้าจะไม่มีวันสมมาตรปรารถนา” กล่าวจบเหยียนจินอวี้พลันกระชากปิ่นปักผมบนศีรษะก่อนแทงลงใส่ลำคอของตนเองอย่างรวดเร็ว เป็นกู่เชวี่ยเทียนตี้ที่รวดเร็วกว่า จึงเข้าเยื้อแย่งปิ่นปักผมนั้นไว้ได้มันพลันตวาดขึ้น
“หากพระองค์ทรงคิดทำอะไรเช่นนี้อีกบิดาของพระองค์ก็จะต้องสิ้นชีพตามไปด้วย องค์หญิงทรงทบทวนให้ดีอีกที หรือพระองค์อยากได้ชื่อว่าบุตรอกตัญญูเป็นเหตุให้บิดาของตนเองต้องตกตาย”
เหยียนจินอวี้ยืนนิ่งไม่ไหวติงเป็นกู่เชวี่ยเทียนตี้ที่กล่าวขึ้นต่อ “อภิเษกสมรสกับกระหม่อมซะหากปฏิเสธพระองค์ย่อมรู้ผลลัพธ์ว่าจะเป็นเช่นไร อ้อ อย่าทรงนึกถึงความช่วยเหลือจากใครเพราะพระองค์ไม่มีที่ให้พึ่งอีกแล้ว”
เรื่องราวก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในค่ำคืนที่สวนหย่อมตำหนักองค์หญิงเหยียนจินอวี้
“กล่าวถึงองค์หญิง เจ้าอย่าลืมแวะไปร่ำลาพระองค์ล่ะมิเช่นนั้นพระองค์จะทรงมิพอพระทัยเอาได้”
“ทราบแล้ว”
กล่าวจบเฟยหลงก็เดินนำหน้าอวี้จงหวินเพื่อที่จะไปกล่าวร่ำลาเหยียนจินอวี้ เสียงฟุบ ตูมมมม!! ก็ดังสนั่นไปทั่วบริเวณเป็นหัวหน้าองครักษ์อวี้จงหวินที่ลอบฟาดฝ่ามือใส่เฟยหลง แต่มันกลับทำได้เพียงฟาดใส่ธาตุอากาศเท่านั้นเช่นนี้อวี้จงหวินจึงกล่าวขึ้น
“ข้าทำพิรุธอันใด เจ้าถึงได้ไหวตัวทัน”
เฟยหลงที่เคลื่อนกายหลบรอดไปยืนอยู่อีกด้านหนึ่งก็กล่าวตอบ“ท่านมิได้เผยพิรุธ แต่ข้าบังเอิญสัมผัสถึงพลังญาณของท่านตอนต่อสู้กับแม่ทัพใหญ่ทำให้ข้ารู้ว่าท่านคือบุรุษชุดดำที่ลอบปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิผู้นั้น”
“แล้วทำไมถึงมิกล่าวเปิดโปงข้า”
“ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อพวกของท่านอยู่เต็มไปหมด”
“เจ้ารู้”
“เสียดายที่ข้ารู้ช้าไปนิดจึงโง่งมชักนำให้พวกเลวทรามเช่นพวกท่านมีเปรียบได้”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเจ้าก็เตรียมตัวตายเพราะความโง่งมเถิด”
“ท่านยังมิอาจที่จะทำเช่นนั้นได้แต่คนที่อยู่เบื้องหลังโขดหินตรงนั้นมิแน่”
แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือดังมาจากโขดหินที่ห่างไปไม่ไกลปรากฏเป็นบุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบแปดปีเศษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา บุรุษหนุ่มผู้นี้มีร่างสูงชะรูดคิ้วดกดำ ดวงตาคล้ายจงอยปากของเหยี่ยว จมูกตั้งสัน ท่าทีน่าเกรงขามอยู่มิน้อย มันกล่าวเสียงดังกังวาน
“โฮ่ สามารถสัมผัสถึงการดำรงอยู่ของข้าได้นับว่ายอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่ง”