บทที่ 4
อุโมงค์ลำนำเทวา
“ไม่นึกว่าจะมาเจอนายที่นี่เลยนะมาร์ช” เสียงเด็กผู้หญิงดังขึ้นในร้านอาหารที่เป็นซากวิหารกลับหัวที่ตกลงมาจากท้องฟ้าที่สูงขึ้นไปจากเมืองลอยฟ้าแห่งนี้อีกขั้นหนึ่ง
“ว่าแต่ไอไม่ค่อยโตเลยนะฉันชอบไอตอนโตมากกว่า...สวยกว่า...เย็นชากว่า” เด็กหนุ่มที่ลอยวนไปมารอบๆตัวหญิงสาวผมยาวสีเงินพูดออกมา
หญิงสาวที่เขากำลังลอยวนไปรอบๆค่อยๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างช้าๆหลังจากเธอลิ้มรสของมันแล้วทอดสายตามองผ่านกระจกบานใหญ่แล้วจึงพูดขึ้น “เราต้องขอโทษด้วยนะที่ทำอะไรประหลาดไปคือปกติบ้านเราเวลาดีใจที่ป๊ะป๋ากับมัมชมเราว่าน่ารักเราจะหอมแก้มกันน่ะ เพื่อนๆก็เตือนเราว่าอย่าไปทำกับคนแปลกหน้า เราต้องขอโทษจริงๆ” เธอพูดก่อนจะวางแก้วชาที่มีลายดอกไม้เล็กๆแต้มอยู่บนกระเบื้องเคลือบสีขาว
“ไม่เป็นไรหรอก แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะ...” เสียงชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอพูดออกมาในตอนนี้คนทั้งแปดอยู่ในห้องพิเศษของร้านอาหารที่สร้างจากซากวิหารกลับหัวของดัสวัลเลย์มันเป็นสถานที่ซึ่งมีกระจกใสบานใหญ่ ติดเรียงรายอยู่รอบๆภาพที่มองจากตรงนี้คือผืนเมฆที่ปูราวกับเป็นพื้นดินท้องฟ้าใส่กระจ่างและยานบินที่บินผ่านไปมา
“แล้วอีกอย่างดูเหมือนคนที่จะว่าเป็นผู้เสียหายก็คงไม่รู้สึกอย่างนั้น” เขาพูดก่อนจะมองไปที่เอ็ดเวิร์ดที่ยังมีสภาพเหมือนกับกำลังล่องลอยอย่างมีความสุข
“แทนนายพูดถูกฉันว่าพี่เอ็ดน่าจะมีความสุขมากกว่าจะรู้สึกเสียหาย ก็คุณมิร่าสวยเสียขนาดนี้” บลานซ์พูดขึ้น
“หา!” หญิงสาวผมเงินพูดเสียงสูง“นายว่าเราสวยเหรอ!” เธอพูดพร้อมกับยืนขึ้นและทำท่าจะเดินมาที่บลานซ์
“หยุด! หยุดอยู่ตรงนั้นเลยมิร่า...ห้ามหอม!เข้าใจไหม...ห้ามหอม” นิกกี้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือห้ามมิร่าที่ทำท่าจะพุ่งเข้าไปหอมบลานซ์
“อุ้ย! เราขอโทษ...เราลืมตัว” เธอพูดขึ้นด้วยสายตาและท่าทางรู้สึกผิด
“เอาเถอะ ว่าแต่ไม่คิดเลยนะว่าจะมาเจอกับคนที่มีเพื่อนของไออยู่เธอมีการ์ดระดับ X ด้วยใช่ไหมล่ะ” แทนถามออกไป
มิร่าใช้ดวงตาสีฟ้าใสของเธอมองไปที่ภูตเด็กหนุ่มดวงตาสีเขียวและใส่ชุดคลุมสีเดียวกับดวงตาหมวกปลายแหลมที่เขาสวมใส่อยู่ปลายพับงอลงไปด้านหลัง และที่ปลายหมวกนั้นมีปุยสีขาวกลมติดอยู่
“ตอนนี้มาร์ชเป็นระดับ B แล้วล่ะ เราเจอกับมารช์ที่ปราสาทลวงตามาชูรัค” เธอว่า “ตอนแรกเขาก็ตัวเล็กๆเหมือนไอเลยนะ แต่พอเราไปทำนู่นทำนี่กับเพื่อนเขาก็โตขึ้น”
“ฉันมีอะไรจะถาม...” ลินขัดขึ้น
“ถามเรา?” มิร่าเลิกคิ้วประหลาดใจก่อนจะใช้ริมฝีปากบางๆถามออกมา
“ย่ะ...เธอนั่นล่ะ” ดูเหมือนลินจะไม่ค่อยชอบหน้าผู้หญิงคนนี้สักเท่าไร“เธอนี่เป็น Npc รึเปล่า...สวยเกิ๊น!”
“หยุด!” นิกกี้ยกมือห้ามก่อนที่มิร่าจะขยับตัว
คนถูกห้ามยิ้มแห้งๆเธอเกือบจะลืมตัวอีกครั้ง “เราเป็นเพลเยอร์นะ เราไม่ใช่ Npc ถึงเกมนี้จะมี Npc สารพัดอย่าง...แต่เราเป็นเพลเยอร์” มิร่าตอบเสียงหวาน
“แล้วเธอเป็นผู้ชายรึเปล่า...” นิกกี้ถามขึ้นบ้างมันทำเอาสายตาทุกคู่จ้องมาที่เธอแทบจะทันที ไม่เว้นแม้กระทั่งอายะและทาก
“ก็ปกติถ้าเจอคนสว...” นิกกี้เหมือนนึกบางอย่างได้ “ปกติถ้าเจอคนแบบเธอนะ ตามการ์ตูนหรือหนังอะไรประมาณนี้มักจะเป็นผู้ชายที่เกิดสวยกว่าผู้หญิงอะไรเทือกนี้น่ะยิ่งเธอชอบพุ่งเข้าไปหอมแก้มเขาทั่วแบบนี้ด้วย...มันน่าสงสัย” เธอกอดอกแล้วขมวดคิ้วถาม
“เราเป็นผู้หญิง ไม่เชื่อลองตรวจค่าสถานะดูสิอ่ะ...เราปลดการป้องกันแล้วล่ะ” มิร่าพูดพร้อมกับทำตาใส
“แทนลองดิ...เจ้าเอ็ดหมดสภาพไปแล้ว ส่องเธอดิ” นิกกี้สั่ง
“ลินส่องเองๆ” ลินเสนอตัวและเธอก็ไม่รอให้ใครอนุญาตเธอตรวจดูค่าสถานะของผู้หญิงตรงหน้าทันที “มิร่า ไนติงเกลอายุยี่สิบเอ็ดปี เพศหญิง อาชีพผู้วิงก์ไนท์ สายทักษะผู้ขับลำนำเลเวล....ร้อยเจ็ดสิบแปด!” ประโยคสุดท้ายลินตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ
“หะ...”
“หืม!?”
“เอ้ย...!”
“มีความสุขจัง”
“...?”
ปฏิกิริยาชองแต่ละคนนั้นแตกต่างกันแต่ทุกคนอยู่ในอาการตกใจ
“เธอเลเวลหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปด!” ลินถามย้ำ
“อื้อ...เราเลเวลเท่านั้นล่ะ ไปนู่นนี่กับเพื่อนๆที่เจอในเกมนี้บ่อยๆ เลเวลก็ขึ้นน่ะ” เธอพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ
“เจ้านายฉันเลเวลสูงกว่าเจ้านายไออีกนะ” ภูตเด็กหนุ่มผิวขาวของมิร่ากอดอกทำหน้าภูมิใจ
“เดี๋ยวมาสเตอร์ของไอก็เก่งแล้วนะมาสเตอร์เพิ่งเข้ามาไม่นานเอง มาสเตอร์ไม่แพ้หรอก!” ไอเสียงเข้มตามด้วยทำแก้มป่อง
“เดี๋ยวๆ” แทนพูดขึ้น “เธอเลเวลมากขนาดนี้แล้วมาที่นี่ทำไมล่ะ” เขาถามขึ้นหลังจากจัดการกับน้ำผลไม้ปั่นตรงหน้าจนเหลือแต่แก้วเปล่า
“อืม...เรามาเพราะหลายเรื่องน่ะอย่างแรกก็มางานแข่งยานบินแต่ก่อนหน้านั้นเราจะไปในถ้ำที่เป็นดันเจี้ยนอยู่ในเมืองนี้น่ะ” มิร่าตอบเสียงเรียบ
“เธอนี่แปลกคน...” แทนกอดอกก่อนพิงหลังไปที่พนักพิงของโซฟาที่นุ่มสบาย“มีอะไรพูดหมดเลยพวกเราเป็นคนแปลกหน้านะ อย่างนี้ระวังจะมีปัญหานะ คนไม่ได้ดีกันหมดหรอกนะ”
“ไอ้คนที่พูดอยู่นั่นล่ะตัวอย่างคนไม่ดี” นิกกี้แทรกทันทีที่สิ้นเสียงของแทน “แล้วอีกอย่างนายจะเอาอะไรกับคนที่วิ่งไปหอมแก้มคนไม่รู้จักกันล่ะ”
“เออ...จริง ทั้งเรื่องฉันนี่ล่ะคนไม่ดีแล้วก็จริงเรื่องที่จะเอาอะไรกับคนที่พุ่งไปหอมคนไม่รู้จักได้หน้าตาเฉยดูสิ...พี่เอ็ดยังไม่คืนสภาพเลย” แทนพูดพร้อมกับหันไปมองเอ็ดเวิร์ดที่ยังเคลิ้มราวต้องมนต์สะกด
มิร่าอมยิ้มเมื่อได้ฟังที่แทนพูดหลังจากนั้นเธอก็พูดออกมา “พวกนายตลกจัง เพื่อนเราก็บอกตลอดว่าเรามีอะไรก็พูดหมดใครถามอะไรก็ตอบ...” เธอว่า “แต่ก็จริงแหละ บางครั้งก็มีคนจะมาแย่งของเราด้วย”
“แล้วเธอทำไง” ลินถามเสียงขุ่นๆ
“ก็ฆ่าพวกนั้นจนหมดนั่นล่ะ พอพวกนั้นตายหมด เราก็ไปทำธุระเราต่อ” มิร่าตอบพร้อมกับยกแก้วชาขึ้นดื่มช้าๆ “ชาที่นี่รสชาติดีนะ...” เธอพูดขณะที่มองไปที่ถ้วยกระเบื้องเคลือบที่ถืออยู่ในมือ
ลินชะงักก่อนจะหันมองหน้านิกกี้ที่อยู่ใกล้ๆก่อนจะพูดออกไปด้วยเสียงอ่อยๆ “ฆ่า...ฆ่าเลยเหรอ” เธอถามเสียงสั่น
“ก็...เราก็ฆ่านะ บางทีรำคาญน่ะ” มิร่าตอบ
“เอ่อ...เราว่ามิร่าใจดีไม่น่าจะทำอะไรคนรู้จักหรอกใช่ไหมล่ะ” ลินเปลี่ยนโทนเสียงในการพูดกับผู้หญิงตรงหน้าทันที
“ไม่หรอก เราไม่ฆ่าคนรู้จักหรอกนะถ้าไม่จำเป็น” เสียงสบายๆ ตอบกลับมาแต่ดูเหมือนสีหน้าคนฟังจะไม่ค่อยสบายนัก
“เอ่อ...” พูดไม่ออกเธอหันไปที่แทนทันที ซึ่งเมื่อเขาเห็นท่าทางของลินก็จัดการเปลี่ยนเรื่องให้
“ว่าแต่ที่เธอบกว่าจะมาดันเจี้ยนที่นี่น่ะเธอนัดเพื่อนไว้รึไง เห็นมาคนเดียว” แทนถาม
หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธผมสีเงินของเธอขยับตัวเบาๆ “เปล่าหรอก เรามากับมาร์ช” เธอมองไปที่ภูตของเธอ“แต่ถ้าไม่นับมาร์ช เราก็ไปทำเควสคนเดียวน่ะ” เธอว่า
“เลเวลขนาดนี้ก็ไม่แปลกที่จะไปคนเดียวว่าแต่มันคือที่ไหนน่ะที่เธอจะไป” แทนถามต่อ
“อุโมงค์ลำนำเทวา ที่ที่พลังของมาร์ชหลับอยู่สนใจไปไหมล่ะ เราไม่เคยเจอเพื่อนของมาร์ช อยากให้สองคนนี่ได้คุยกัน” มิร่าออกปากชวนด้วยแววตาจริงจัง “แต่สูงที่สุดไปได้อีกแค่สองคนนะเควสกำหนดจำนวนสูงสุดที่จะลงไปได้คือสามคน”
แทนหันมองหน้านิกกี้เหมือนจะขออนุญาตแล้วเมื่อนิกกี้พยักหน้ารับเขาก็หันไปบอกกับหญิงสาวผมสีเงินตรงหน้าทันที
“เธอใช้คาถาฟื้นพลังได้ไหม” แทนถามออกมา
“ก็ไม่เชิงนะแต่ก็ฟื้นพลังให้คนที่อยู่ในขอบเขตสกิลได้ แต่มันมีข้อสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง...” มิร่าว่า “สายทักษะของฉันไม่สามารถร่วมปาร์ตี้กับใครได้ทั้งนั่น...”
“เอ้ย! มันมีอย่างนี้ด้วยเรอะ!” แทนทำเสียงประหลาดใจ
“สามคนในร่างเดียวก็มี คนเดียวสองร่างก็มีฉันว่าเรื่องแบบนี้สำหรับเจ้าเกมนี้นี่มันไม่น่าแปลกใจแล้วล่ะ” นิกกี้แทรกขึ้นมา
“เออจริงด้วยแฮะ” แทนพยักหน้าเห็นด้วยทันที“งั้นเอางี้...เดี๋ยวฉันกับเจ้าบลานซ์ไปทัวร์ดันเจี้ยนเพราะถ้าให้อายะและทากะไปกับฉันคนจะเกิน ส่วนลินก็จะมีสกิลซ้ำซ้อนกันและที่สำคัญ...ถ้าฉันเอานิกกี้ไป มีหวังพวกที่เหลือสร้างเรื่องแน่ๆ” ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันว่าคนสร้างเรื่องบ่อยที่สุดก็ไม่พ้นคนพูดนั่นล่ะ” นิกกี้พูดก่อนจะถอนหายใจยาว “แต่เอาอย่างนั้นก็ได้ นายไปหาชองกับบลานซ์เดี๋ยวพวกฉันจะลองไปดูตลาดของที่นี่แล้วลองวางแผนตั้งร้านกัน จะได้ลองหาชิ้นส่วนยานบินที่พวกเราต้องการด้วยเลย”
“พวกนายจะสร้างยานบินเหรอ! รุ่นไหนๆๆๆๆ!” แววตาเรียบๆ สบายๆของมิร่าลุกวาวทันทีที่พูดถึงยานบิน
“สกายแซฟไฟร์เออร์น่ะ” แทนตอบกลับไป
“อ้อ...! ลำที่ว่านั่นของดีเลยนะเดี๋ยวถ้าจัดการเรื่องเควสเสร็จเรามาช่วยนะ เรารู้จักคนที่จัดการเรื่องยานบินนี่เยอะอยู่” มิร่าตอบสีหน้าเธอยืนยันได้ว่าทุกคำที่พูดมานั้นเป็นเรื่องจริง
“มีค่าตอบแทนรึเปล่า” แทนถามอย่างสงสัย
มิร่าส่ายหน้าไปมาก่อนจะตอบพร้อมร้อยยิ้ม“พวกนายเป็นเพื่อนของเราเราเอาค่าตอบแทนจากเพื่อนหรอกนะ” เธอว่า
“งั้นฉันช่วยเธอจัดการเควสก็แล้วกันถือว่าเราเจ๊ากันไป ไม่อยากคิดหนี้บุญคุณใคร” แทนพูดออกไป “ว่าแต่ที่เราจะไปมันอยู่ที่ไหนกันจากชื่อมันเป็นอุโมงค์ใช่ไหม” เขาถาม
มุมปากของมิร่าขยับยิ้มเธอมองออกไปนอกกระจกก่อนจะตอบออกมา “มันเป็นถ้ำแต่ทางเข้าอาจจะลึกลับสักหน่อย” เธอพูดก่อนจะลุกขึ้นยืน“เราไปกันเถอะ” มิร่าบอกกับแทนซึ่งเขาก็พยักหน้ารับก่อนจะหันไปหาบลานซ์
หลังจากนั้นแทนและบลานซ์ก็แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อไปทำเควสกับหญิงสาวผมสีเงินที่พวกเขาเพิ่งจะพบหน้าได้ไม่นานนักสาเหตุหลักๆ เลยไม่น่าจะใช่อย่างที่แทนบอกออกไป มันน่าจะมีมากกว่านั้นทั้งความสนใจในภูติของหญิงสาวคนนี้และเรื่องความเป็นมาของเธอที่เมื่อดูจากเลเวลแล้วไม่น่าจะธรรมดา
“ที่นี่เนี่ยนะ!?” เสียงแทนถามขึ้นด้วยความสงสัย
ไม่แปลกที่เขาจะถามออกมาแบบนั้นเพราะครั้งแรกที่เขาชื่อของดันเจี้ยนที่กำลังจะเข้าไปแทนนึกถึงอะไรที่มันยิ่งใหญ่ชื่ออุโมงค์ลำนำเทวาดูแล้วน่าจะเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาแต่ตอนนี้พวกเขากลับต้องมายืนอยู่หน้าบ้านชั้นเดียวที่ดูจากขนาดแล้วเหมือนกับห้องๆหนึ่งเสียมากกว่า ประตูทางเข้าที่ปิดไว้ก็เป็นไม้เก่าๆมันอยู่ในซอยลึกเข้ามาจากถนนใหญ่กลางเมืองดัสท์วัลเลย์ เป็นแค่บ้าที่ดูซ่อมซ่อที่หนึ่งเท่านั้น
“ที่นี่ล่ะ เพื่อนๆ ของเราหาข้อมูลมาให้ไม่ผิดแน่หลังประตูนี้มีดันเจี้ยนอยู่แต่คนไม่ค่อยรู้กันนักถึงพวกที่อยู่ในเมืองนี้เองก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้แล้วที่สำคัญ...มันต้องมีเจ้านี่ด้วยถึงจะเข้าไปได้” มิร่าพูดพร้อมกับหยิบกุญแจสีเงินที่มีพลอยสีดำฝังอยู่ส่วนตัวกุญแจสร้างจากอัญมณีที่นำมาเจียรนัยเป็นรูปดอกกุญแจ
“กุญแจ? ประตูเก่าๆแบบนี้ถีบทีเดียวก็พังแล้ว ไม่เห็นต้องใช้กุญแจเลย” แทนพูดพร้อมกับเดินไปหน้าประตูไม้เก่าแก่จะพังแหล่มิพังแหล่เขายกเท้าขึ้นเตรียมพร้อมจะถีบใส่บานประตูที่ว่าและหลังจากนั้นกล้ามเนื้อขาของเขาก็ทำงานส่งแรงออกไปเท้าของแทนถีบเข้าใส่บานประตูอย่างรุนแรง
ประตูบานนั้นพังไม่มีชิ้นดี...ด้านในนั้นไม่มีอะไรเลยมีเพียงโต๊ะเก่าๆ และเก้าอี้อีกสองสามตัว
“อ่าว...พังจริงๆ ด้วยรึนี่” บลานซ์ทำเสียงประหลาดใจ “ปกติมันต้องไม่พังไม่ใช่เหรอต้องใช้คีย์ไอเทมเพื่อเปิดอะไรประมาณนี้รึเปล่า”
“ขอโทษทีเราบอกไม่ทันคงต้องรอกันอีกสองสามนาทีแล้วล่ะ” เสียงมิร่าดังขึ้นมา
“หา?” แทนทำเสียงประหลาดใจ“ก็ฉันเปิดให้แล้วนี่ต้องรออะไรอีกล่ะ” ชายหนุ่มย่นคิ้วสงสัย
“รอให้ประตูกลับมาเป็นเหมือนเดิม ถ้าใช้วิธีนั้นเราจะเข้าดันเจี้ยนไม่ได้ต้องรอระบบสร้างประตูขึ้นใหม่ก่อน” หญิงสาวคนเดียวในสามคนพูด
“เวร...” แทนบ่นก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง
หลังจากนั้นราวๆสามนาทีประตูที่พังไปแล้วก็ปรากฏขึ้นที่เดิม มันเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เมื่อประตูบานนั้นกลับมาเป็นเหมือนเดิมเสียงระบบก็ดังขึ้น
ผู้เล่นแทนไทยสร้างความเสียหายให้ประตูไม้เก่าแก่จะถูกหักเงินจำนวน 2,400 กิล...
“คุ้นเคย...ว่าแต่จะประกาศทำไมเงินแค่นี้” แทนบ่นออกมา
“พร้อมนะ เราจะเปิดประตูแล้วล่ะ” มิร่าพูดก่อนจะสอดกุญแจไปที่รูกุญแจบนประตูบานนั้นและเมื่อเธอใช้กุญแจไขประตูบานนั้นเข้าไปด้านใน
บันไดที่ทอดยาวลึกลงไปด้านล่างและดูไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหนก็ปรากฏอยู่ตรงที่เคยเป็นโต๊ะเก่าๆ
“ไปกันเถอะ” หญิงสาวพูดก่อนจะเดินนำลงไปสู่บันไดที่ทอดลงสู่ความลึกความมืด และปริศนา...