บทที่ 43 แม่ควรจะทำอย่างไร?
ร่างกายของเธอยังคงแข็งทื่อเมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจ ผู้คนเดินไปมามากมายแต่เธอกลับเหมือนมองไม่เห็นและค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
“จั่นเหยียน อย่าเป็นแบบนี้เลย เด็กคนนี้ ฉีส่าวฉิงเพียงแค่มอบเซลล์สืบพันธุ์มาให้เท่านั้น ตอนนี้อยู่ในท้องของเธอ ก็เป็นของเธอคนเดียว ไม่เกี่ยวกับเขา เธอจะเลือกเก็บเขาไว้หรือไม่ก็ได้”
กำลังจะหย่ากับผู้ชายเลวอยู่แล้ว แต่กลับตั้งท้องในจังหวะแบบนี้ ถ้าเป็นเธอ ก็คงไม่สามารถยอมรับได้เช่นกัน
“จิ้งจิ้ง บอกฉันหน่อยสิ ทำไมถึงเป็นแบบนี้?”
ทำไมถึงมีสิ่งผูกมัดอยู่เสมอ ไม่สามารถตัดขาดได้อย่างเด็ดขาดสักที
“เหยียนเหยียน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะอ่อนแอ ดูนั่นสิ!”
เจียงจิ้งเห็นใครบางคนเดินเข้ามาที่ประตู ก่อนจะจับแขนของเธอไว้แน่น บังคับให้เธอตั้งสติ ลู่จั่นเหยียนหันมองไปก็เห็นเซี่ยงหว่านถือกระติกเก็บความร้อนเดินมาจากที่ไกล ๆ
เธอตัวแข็งทื่อ ริมฝีปากเองก็เกร็งตาม ทำไมถึงได้มาเจอเธอที่นี่
เซี่ยงหว่านเองก็เห็นลู่จั่นเหยียนเช่นกัน เธอชะงักเท้าไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มและเดินเข้ามาหาเธอ “คุณนายฉี ช่างบังเอิญจริง ๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะ?”
ความภาคภูมิใจในส่วนลึกเตือนเธอว่า ต่อให้บาดเจ็บถึงหัวใจ ตับ ม้าม ปอด ก็อย่าแสดงออกต่อหน้าคนที่เกลียดแม้แต่นิดเดียว เธอยิ้มเล็กน้อย สายตาจ้องมองไปยังใบหน้าที่อ่อนโยนน่ารักของเซี่ยงหว่าน “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ ฉันไม่เป็นไร”
“ถ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันคงรู้สึกผิดมาก โต้วโต้วเขาเป็นหวัดและมีไข้ ส่าวฉิงยืนกรานจะให้นอนสังเกตอาการอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนกลางคืนเขาก็เป็นคนเฝ้าทั้งคืน ฉันเลยต้องเอาอาหารเช้าที่พ่อลูกชอบกินมาให้ตอนเช้า ขอโทษจริง ๆ นะคะ”
เซี่ยงหว่านยกกระติกเก็บความร้อนในมือขึ้นมาเล็กน้อย คำพูดอ่อนโยนกลับเหมือนมีดแทงเข้าไปที่หัวใจของลู่จั่นเหยียนอย่างแรง เด็กคนนั้นเป็นไข้และเขาเฝ้าทั้งคืน แม้กระทั่งเธอยังจินตนาการภาพที่พวกเขาทั้งสามคนกินอาหารเช้าในห้องพักผู้ป่วยอย่างมีความสุขได้เลย
มือที่วางอยู่ด้านข้างลำตัวกำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เธอช่างดูเหมือนตัวตลกจริง ๆ
สามีมีลูกชายที่โตขนาดนั้นกับผู้หญิงคนอื่น เธอถูกเยาะเย้ยมาสามปีว่าไม่สามารถมีลูกได้ แต่กลับตั้งท้องลูกของอดีตสามีในอีกสามวันก่อนจะหย่า!
ช่างน่าขันจริง ๆ!
“คุณเซี่ยง คุณเรียกส่าวฉิงด้วยน้ำเสียงหวานขนาดนั้น ทำไมไม่ลองเรียกว่าชู้สักหน่อยล่ะ จะฟังดูหวานกว่าไหม?”
เจียงจิ้งก้าวเท้าไปข้างหน้า สายตาที่ปกติมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ ตอนนี้กลับเย็นชาผิดปกติ แม้แต่เซี่ยงหว่านยังอดขมวดคิ้วไม่ได้ “คุณผู้หญิง ฉันรู้จักคุณหรือเปล่า?”
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้จักฉัน คุณแค่จำไว้ว่ากำลังเป็นชู้กับสามีคนอื่นก็พอ ดูภายนอกคุณดูดีนะ แต่มาทำลายครอบครัวคนอื่นได้อย่างไม่ลังเลเลย ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือไง?”
“ขอโทษนะที่ต้องแก้ไขนิดหน่อย ลูกชายของฉันกับส่าวฉิงอายุสามขวบแล้ว ถ้าจะพูดถึงการทำลาย ฉันคิดว่าคนที่ทำลายมันไม่ใช่ฉันหรอก”
แม้ตัวเองจะถูกด่าว่าเป็นชู้ แต่เซี่ยงหว่านกลับไม่แสดงความโกรธเกรี้ยวแม้แต่น้อย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังสามารถยิ้มบาง ๆ และแก้ไขสถานการณ์ได้อีก ทำให้เจียงจิ้งโกรธจนแทบจะระเบิด ก่อนจะทันได้ระบายอารมณ์ เธอก็ถูกลู่จั่นเหยียนห้ามเอาไว้
“นั่นก็แค่แสดงว่าคุณโชคไม่ดี ตั้งท้องลูกแล้วก็ยังเข้าประตูบ้านตระกูลฉีไม่ได้อยู่ดี”
เซี่ยงหว่านยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร อีกไม่นานในประตูบ้านตระกูลฉีก็จะไม่มีผู้หญิงคนอื่นแล้ว ฉันจะเข้าไปหรือไม่ก็ไม่สำคัญหรอก”
ลู่จั่นเหยียนกำมือแน่น อยากจะโต้กลับ แต่ก็รู้สึกอ่อนแรงอย่างประหลาด เธอคลายมือออกขณะที่เรียวปากซีดเผือด “จิ้งจิ้ง พวกเราไปกันเถอะ”
“พวกเราจะไปแบบนี้เลยเหรอ?”
เจียงจิ้งโกรธจนหายใจไม่ทัน เธอเคยเห็นเมียน้อยที่หยิ่งยโสมาก่อน แต่แบบที่รับมือยากขนาดนี้ เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
อยากจะฉีกเธอเป็นชิ้น ๆ จริง ๆ!
“ไม่ใช่ทุกคนที่คู่ควรให้เราเสียเวลา”
ลู่จั่นเหยียนพยายามดึงมุมปาก เธอไม่อาจอ่อนแอต่อหน้าเซี่ยงหว่านได้
“ก็จริงนะ เสียเวลาอะไรกับเมียน้อยที่ไม่มีวันได้เป็นเมียหลวงคนนั้น”
เจียงจิ้งพูดจบก็ลากลู่จั่นเหยียนออกไป
รอยยิ้มที่มุมปากของเซี่ยงหว่านหุบลง แววตาฉายแววหม่นหมองและโกรธเคือง ขณะที่กำลังจะกลับห้องพักผู้ป่วย เธอก็ต้องหยุดฝีเท้าลงเพราะใบตรวจที่ตกอยู่บนพื้น
เธอก้มลงเก็บและเห็นชื่อคนที่มุมซ้ายบนกับผลตรวจด้านล่างอย่างชัดเจน ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นิ้วเรียวบางขยำใบตรวจจนเป็นก้อน ลู่จั่นเหยียน เธอท้องได้ยังไง!
เซี่ยงหว่านเงยหน้ามองทางที่ทั้งสองคนจากไป ในดวงตาเธอมีความดุดันเพิ่มขึ้น มุมปากเองก็ยกขึ้นตาม
ลู่จั่นเหยียนและเจียงจิ้งออกมาจากโรงพยาบาล ร่างกายที่เธอฝืนไว้ก็ทรุดลง ขณะยืนอยู่ข้างทางก็อาเจียนเป็นพัก ๆ แต่กลับอาเจียนอะไรไม่ออกเลย
เจียงจิ้งตบหลังเธอเบา ๆ และอารมณ์ไม่ดีสุด ๆ “ฉันไม่เคยเห็นเมียน้อยหน้าด้านขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะไม้อ่อนหรือไม้แข็งเธอก็ไม่สน”
ลู่จั่นเหยียนอาเจียนจนตาแดง แต่ก็กลั้นหายใจเอาไว้ ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมา ใบหน้าซีดเผือดจนคนอดสงสารไม่ได้
“หรือจะเอาเด็กคนนี้ออกไปซะเลย ทิ้งไอ้เวรนั่นไว้ข้างหลัง แล้วก็ไม่ต้องเอาอะไรของมันไปด้วย อนาคตยังมีชีวิตดี ๆ เหลืออยู่อีกมาก ถือว่าเขากับเธอหมดเวรหมดกรรมต่อกันแล้ว”
เจียงจิ้งไม่อยากพูดแบบนี้ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ยังไงก็ไม่ควรเก็บเด็กคนนี้ไว้
“จิ้งจิ้ง ให้ฉันคิดเองได้ไหม?”
ลู่จั่นเหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงเล็กน้อยและดูไร้ที่พึ่ง มือวางลงบนหน้าท้องแบนราบ หัวสมองยุ่งเหยิงไปหมด
ลูก บอกแม่หน่อยสิ แม่ควรทำยังไงดี?
…
“พ่อเก่งจริง ๆ โตขึ้นผมก็จะเก่งให้ได้เหมือนพ่อ”
ในห้องพักผู้ป่วย โต้วโต้วมองของเล่นที่ฉีส่าวฉิงประกอบเสร็จแล้วด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม เซี่ยงหว่านเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยนและเอาใจใส่ปรากฏบนใบหน้าทันที
“โต้วโต้ว เป็นเด็กดีหรือเปล่า พ่อดูแลลูกมาทั้งคืน เขาคงเหนื่อยมากแล้ว ส่าวฉิง ฉันทำขนมจีบที่คูณชอบกินไว้ ล้างหน้าแล้วรีบมาลองชิมนะ”
“แม่ครับ เมื่อกี้คุณหมอมาตรวจให้ผมแล้ว บอกว่าวันนี้ผมออกจากโรงพยาบาลและกลับบ้านได้แล้ว”
เห็นลูกชายตื่นเต้น เซี่ยงหว่านก็ยิ้มแล้วจูบที่แก้มของเขา ก่อนจะหันไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่อีกฝั่ง “งั้นหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ พ่อกับแม่จะพาลูกกลับบ้านนะ ดีไหม?”
ฉีส่าวฉิงเหม่อลอยไปชั่วขณะ แต่ก็ถูกเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของโต้วโต้วดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการออกจากโรงพยาบาลและกลับมาถึงบ้านพักในตอนเที่ยง ทันทีที่โต้วโต้วนอนหลับไปแล้ว เซี่ยงหว่านก็เดินออกมาจากห้อง
“โต้วโต้วบอกว่าเขาไม่ชอบกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล ชอบกลิ่นที่บ้านมากกว่า ฉันว่าเขาแค่กลัวการถูกฉีดยาและกินยาน่ะ”
มุมปากของฉีส่าวฉิงกระตุกเล็กน้อย แต่ไม่มีท่าทีจะพูดอะไร อีกสามวันก็จะถึงเวลาที่เขานัดหมายกับลู่จั่นเหยียนเรื่องการหย่าร้างแล้ว
“กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ? ช่วงนี้คุณต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ”
เซี่ยงหว่านเดินไปด้านหลังของเขา วางมือบางลงอย่างนุ่มนวลบนไหล่ของเขา แต่ยังไม่ทันจะได้นวดไหล่ ฉีส่าวฉิงก็จับมือเธอไว้
“ผมไม่เหนื่อย คุณไม่ต้องทำแบบนี้หรอก”
“ฉันแค่อยากให้คุณผ่อนคลายน่ะ ยังไงซะ งานที่บริษัทก็เยอะ แถมยังต้องกังวลเรื่องของโต้วโต้วอีก”
เซี่ยงหว่านยิ้มแล้วดึงมือกลับ ก่อนจะเดินอ้อมโซฟามานั่งข้าง ๆ เขา “บางครั้งฉันรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์มาก ช่วยงานคุณก็ไม่ได้ แม้แต่โต้วโต้วฉันก็ยังดูแลไม่ดีเลย”
ฉีส่าวฉิงที่กำลังจะหันไปอีกทางชะงัก “ถ้าคุณอยากไปทำงานที่บริษัทฉี ผมจะจัดการให้ใหม่ก็ได้นะ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันเจอคุณนายฉีแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
เซี่ยงหว่านพูดจบก็ก้มหน้าลง ไหล่ห่อเล็กน้อยอย่างน่าสงสาร แต่ก็รีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่เรียวปากกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
“โต้วโต้วหลับไปแล้ว คุณช่วยมานั่งดูทีวีกับฉันสักพักได้ไหม เหมือนที่เคยทำมาก่อน ได้หรือเปล่า?”
ฉีส่าวฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ปิดบังความประหลาดใจและความซับซ้อนในดวงตา “ได้ ผมจะนั่งเป็นเพื่อนคุณ”