ผมได้ยินเสียงประตูเคบินเปิดและปิดจึงลืมตาขึ้น แสงไฟส่องสว่างไปทั่วลำ ผมกดบุหรี่ที่ลามไหม้ลงในที่เขี่ยคาดสายนิรภัย แอร์โฮสเตสเดินเข้ามาและลงมือเช็ครายชื่อผู้โดยสาร
ผมก้มลงดูนาฬิกาข้อมือตี 4 ครึ่งตามเวลาชิคาโกซึ่งถ้าเทียบเป็เวลาของคาบสมุทรแปซิฟิคแล้วก็ประมาณ ตี 2 ครึ่งเท่านั้น
ผมยิ้มให้กับตัวเองมันช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน แค่หมุนเข็มนาฬิกากลับไปเพียง 2 ชั่วโมง เราก็สามารถย้อนกลับสู่อดีตแห่ง 2 ชั่วโมงที่ผ่านมาได้ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า เมื่อมันง่ายถึงเพียงนั้นเหตุไฉนจึงไม่มีใครคิดที่จะทำให้เวลาทั่วโลกตรงกันทั้งหมด ผมรู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรบ้าๆ...คิดในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้...
เพราะ...ผมก็คงไม่อาจหมุนเข็มนาฬิกาให้หวนกลับไปถึง6 ปีได้ ถ้ามันเป็ไปตามที่ผมคิดได้จริงๆดาเนียลก็คงจะไม่ต้องตกอยู่ในภาวะเช่นคืนนี้ และถ้าผมสามารถหมุนเวลากลับไปได้อีก 15ปีเล่า...ถึงวันนั้น...วันที่แกลืมตาขึ้นดูโลก่เวลาที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำรำลึกของผม คืนในโรงพยาบาลก็เวลาประมาณนี้เช่นกันไม่ใช่หรือ ที่นอร่าเพิ่งถูกนำตัวออกมาจากห้องคลอด
ผมยังจำได้ถึงเสียงของหมอทำคลอดที่บอกกับผมว่า
“ไม่จำเป็ต้องอยู่รออีกแล้วละครับทุกอย่างเรียบร้อยดี ตอนนี้คุณยังเยี่ยมภรรยาไม่ได้เพราะคนไข้เพลียมาก”
ผมรู้สึกตื่นเต้นเหลือจะกล่าว
“แล้วเมื่อไหร่ผมถึงจะเยี่ยมลูกได้ล่ะครับ?”
“อีกสักสิบนาทีครับแต่คุณต้องเดินไปดูตรงห้องกระจกนะครับ พยาบาลเขาจะยกเด็กขึ้นให้คุณดูเองคุณจะเข้าไปในห้องนั้นไม่ได้หรอก” หมอตอบผมยิ้มๆ
ผมเดินกลับไปนั่งลงยังที่เดิม 10นาที ช่างเป็เวลาที่เนิ่นนานเสียนี่กระไร ผมหันไปบอกกับหมอว่า
“ผมต้องเยี่ยมลูกเสียก่อนครับหมอไม่อย่างนั้นคงไม่สบายใจมากเพราะเมียผมก็คงอยากรู้เหมือนกันว่าลูกของเราหน้าตาเหมือนใครเธอคงจะโกรธผมมากทีเดียวครับหมอถ้าผมตอบคำถามเธอไม่ได้”
ผมคงจะพูดพล่ามอะไรมากเกินไปจนไม่ทันสังเกตเห็นว่า หมอกำลังมองดูผมด้วยสายตาแปลกๆ ซึ่งต่อมา ผมถึงได้นึกออกว่าทำไมเขาถึงมองผมอย่างนั้นก็เพราะนอร่า...ไม่แม้แต่จะขอดูลูกที่เพิ่งพ้นท้องของเธอออกมา...!
ตอนที่นางพยาบาลอุ้มทารกน้อยซึ่งเป็ลูกสาวของผมชูให้ผมดูจากห้องกระจกที่ผมแนบหน้าเข้าไปจนชิด จนได้ละไอของความเย็น สิ่งที่ผมเห็นคือดวงหน้าเล็กๆ สีชมพูจัด ผมสีดำสนิทเป็ประกายนิ้วของเธอเล็กนิดเดียวจนไม่น่าจะเป็รูปร่างของมนุษย์ได้ผมรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาทันที
ผมรู้สึกเ็ปรวดร้าวไปทั้งร่างและสำนึกได้ถึงความเ็ปในการให้กำเนิดทารกร่างที่อยู่ตรงหน้านั้นดูใหญ่โตเกินกว่าที่จะพ้นช่องทางกำเนิดออกมาได้...แต่มันก็ผ่านพ้นออกมาแล้วเพิ่งเมื่อชั่วครู่นี้เอง
ผมจ้องมองร่างเล็กกระจ้อยร่อยนั้นและผมก็รู้ั้แ่ก่อนที่แกจะลืมตาขึ้นมองดูโลกและอ้าปากเล็กๆนั้นเสียอีก ว่าแก้าจะทำอะไรต่อไป...
เราเริ่มผูกพันกันอย่างล้ำลึกอยู่ในกระแสแห่งความรักเดียวกันมันเหมือนกับเราทั้งสองถูกคล้องไว้ด้วยสายโซ่แห่งคามสัมพันธ์เส้นเดียวกัน
แกเป็ของผม...และผมก็เป็ของแกเราจะเดินเคียงคู่กันไปบนทางสายเดียวกันเป็ของกันและกัน...น้ำตาแห่งความตื้นตันใจ เอ่อท้นขึ้นในดวงตาของผมเป็น้ำตาที่แกไม่อาจจะเอามือน้อยๆ นั้นมาช่วยเช็ดให้ได้
และแล้วนางพยาบาลก็นำร่างทารกน้อยนั้นวางกลับลงบนเตียงทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนั้นดูน้อยนิดไปเสียหมดนอกเสียจากอย่างเดียว...ความรักอันยิ่งใหญ่...
ผมรู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวที่จู่โจมเข้าจับหัวใจ...รู้สึกได้ถึงความเดียวดายของคนที่ถูกทอดทิ้งให้ยืนอยู่เพียงลำพังบนชายฝั่งทะเลอันมีแต่เส้นขอบฟ้าเป็วงรอบและมีเพียงเสียงคลื่นลมยามดึกเท่านั้นที่เป็เพื่อนผมกระพริบตาถี่ๆ และเดินกลับไปยังอีกด้านหนึ่งของโรงพยาบาลที่จัดเป็ห้องพักสำหรับคนไข้
ผมเคาะที่หน้าประตูที่มีป้ายชื่อนอร่าปิดไว้เบาๆนางพยาบาลคนหนึ่งเดินมาเปิด
“ขอผมเข้าไปเยี่ยมภรรยาสักหน่อยได้ไหมครับ?”ผมถาม
“ก็ได้ค่ะแต่ต้องไม่นานนักนะคะ” นางพยาบาลตอบหลังจากชั่งใจอยู่เป็ครู่
ผมเดินตรงไปที่เตียงนอร่านอนหลับตาอยู่ในเตียงนั้น เรือนผมสีดำสนิทของเธอแผ่กระจายเต็มหมอนใบหน้าซีดเผือดเหน็ดเหนื่อย เหมือนคนที่หมดทางช่วยเหลือตนเองผมโน้มกายลงจุมพิตหน้าผากเธอแ่เบา
เธอไม่ได้เปิดเปลือกตาขึ้นแต่ขยับริมฝีปากขณะพูดเบาๆ ว่า
“มันผ่านไปแล้ว...ทหารเรือฝรั่งเศสไม่เคยกลัวตาย...!”
ผมมองนางพยาบาลที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งของเตียงวางมือทาบลงบนท่อนแขนของเธอแตะต้องอย่างทะนุถนอม
“ใช่ทหารเรือฝรั่งเศสไม่กลัวตาย เวลานี้เธอถึงฝั่งแล้ว”
“คงกำลังเคลิ้มๆน่ะค่ะ คุณคาร์เร่ย์” นางพยาบาลพูดยิ้มๆ “คนไข้บางคนก็พูดอะไรที่น่าขันเหมือนกัน”
ผมพยักหน้าและบีบมือนอร่าเบาๆอีกครั้งหนึ่ง มีแววหวาดกลัวอะไรบางอย่างที่เป็เสมือนเงา ปรากฏขึ้นในสีหน้าของเธอ
“อย่าทำฉันเจ็บสิคะจอห์น” เธอเอ่ยขึ้นเหมือนเสียงกระซิบ “ฉันจะทำทุกอย่างที่คุณ้า ฉันสัญญาค่ะขออย่างเดียวอย่างทำอย่างนี้กับฉัน...ฉันเจ็บ”
“นอร่า...นอร่า...”ผมร้องเบาๆ อย่างใ “นี่ผมนะลุคยังไงล่ะ”
ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เบิกโพลงขึ้น
“ลุค...” แววแห่งความหวาดกลัวผ่านพ้นไปแล้ว “ฉันฝันร้ายค่ะ”
ผมกอดเธอเบาๆเพราะรู้มานานแล้วว่านอร่ามักจะเป็โรคฝันร้ายเสมอๆ
“ไม่มีอะไรนะ ยอดรัก”ผมกระซิบตอบ “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
“ฉันฝันเห็นใครไม่รู้เข้ามาหักแขนฉัน...ฉันเจ็บค่ะ...เขาต้องไม่ทำร้ายฉันตรงแขน คุณก็รู้นี่คะว่าถ้าฉันไม่มีแขน ฉันคงทำอะไรต่อไปไม่ได้”
“โธ่...มันก็แค่ฝันไปเท่านั้นเอง”ผมปลอบ “คุณฝันร้ายไปจริงๆ”
เธอยกแขนขึ้นและจ้องมองมันอย่างพินิจพิจารณาแล้วก็ยิ้ม
“ฉันนี่โง่จังเลย...จริงๆด้วย แขนของฉันมันยังอยู่ดีแท้ๆ” แล้วเธอก็หลับตาลงผ่อนลมหายใจอย่าง
โล่งอกและทำท่าเหมือนจะหลับไปในทันที
“นอร่า” ผมกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู “อยากรู้ไหมว่าลูกเป็ยังไงบ้าง...ตัวเล็กนิดเดียวเป็ผู้หญิงเสียด้วย มหัศจรรย์ที่สุดเลย เป็เทพธิดาตัวน้อยๆที่น่ารักเหลือเกินเหมือนคุณเปี๊ยบเลย”
แต่นอร่าไม่ได้รับรู้คำพูดของผมเธอหลับสนิทไปแล้ว
ผมหันไปมองนางพยาบาลซึ่งคงเดาออกถึงแววประหลาดใจในดวงตาผมเพราะรอยยิ้มของหล่อนดูเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“ฤทธิ์ยาน่ะค่ะ”หล่อนบอก
“ครับ ใช่แน่นอนเลย”แล้วผมก็เดินออกมาจากห้องคนไข้
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบินและมองเห็นแสงไฟระยิบระยับอยู่เบื้องล่างเครื่องบินกำลังเข้าเขตซานฟรานซิสโกแล้ว
มันคงไม่เป็การเพียงพอถ้าเราจะหมุนเข็มนาฬิกาให้ถอยย้อนหลังไปเพียง 15 ปีที่ผ่านมาเวลาและโลกไม่อาจจะหยุดหมุนได้และถ้ามันย้อนได้ ก็น่าจะถอยย้อนหลังไปสัก 20ปีจะดีกว่า
20ปีที่ผ่านมา คือปี 1942ขณะที่ผมขับเครื่องบินรบแบบ พี-38 เสียงะเืเลือนลั่นของลูกะเิที่ตกกระทบเป้าหมายเบื้องล่างนั้นเหมือนหล่นใส่ลงมาบนตัวของผมเองและเครื่องบินของผมก็ไม่ได้ปลอดภัยนัก เพราะถูกยิงเข้าตรงส่วนหางควงสว่านลงไปสู่ท้องทะเลเบื้องล่าง แต่จะเป็เพราะเหตุใดผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมผมจึงรอดชีวิตกลับมา...!
แต่นั่นคือภารกิจของผมภารกิจที่ไม่มีเหรียญกล้าหาญไม่มีเหรียญตราหรือได้รับการเลื่อนยศเพิ่มเติมเป็พิเศษแต่อย่างใดหน้าที่ก็คือหน้าที่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก คอลลิน เคลลี่ก็ได้ปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกับผม แต่เมื่อเขากลับไปก็ได้รับการขนานนามจากประชาชนว่าเป็ “วีรบุรุษแห่งา”และได้รับการต้อนรับอย่างเกริกเกียรติ
สำหรับผมนั้นก็ได้แต่หาทางตะเกียกตะกายกลับไปยังฐานทัพไม่ใช่ในสภาพของวีรบุรุษแต่เป็สภาพของทหารผ่านศึกที่ได้รับาเ็จากการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมา
ถ้าผมตายเสียั้แ่ตอนนั้นก็คงจะไม่มีผมอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป ผมคงไม่ต้องต่อสู่กับชะตากรรมแห่งชีวิตครอบครัวคงจะไม่ได้เดินทางไปซานฟรานซิสโกอย่างเช่นคืนนี้ หรือ เหมือนเมื่อครั้งที่ผมได้พบกับนอร่าและดาเนียลก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นมาดูโลกสกปรกใบนี้...
เกือบจะ 20ปีแล้วสินะ แต่บางที การหมุนเข็มนาฬิกาให้ย้อนกลับไปสู่อดีตถึง 20ปีอย่างที่ผมคิด ก็คงจะไม่เป็การพอเพียงสำหรับความทรงจำรำลึกเพราะเมื่อผมคิดถอยหลังไปเรื่อยๆ ถึงวันวัยที่ผมยังเป็หนุ่มโสดกำลังอยู่ในวัยคะนอง ผมก็รู้สึกเหนื่อยอ่อนรันทดท้อและแล้ว...ผมก็หลับตาลง
...ได้โปรดเถิดพระผู้เป็เ้า...โปรดคืนวันเวลาที่ล่วงพ้นไปให้กับข้าพเ้าด้วยเถิด...