ท้องฟ้าเหนือทะเลทรายโลหิตที่เคยปั่นป่วนและบ้าคลั่งด้วยพายุทรายสีเื บัดนี้ได้กลับคืนสู่ความสงบเงียบอย่างน่าประหลาดใจ เมฆดำทะมึนที่เคยบดบังแสงสว่างได้สลายตัวไปจนหมดสิ้น เผยให้เห็นผืนฟ้าสีครามกระจ่างใสและดวงอาทิตย์ที่สาดส่องแสงสีทองอร่ามลงมาอาบไล้ผืนทรายที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ซากวิหารศิลาสีดำที่เคยยิ่งใหญ่และเป็ศูนย์กลางของพายุคลั่ง บัดนี้เหลือเพียงเศษซากปรักหักพังที่ถูกบดขยี้จนราบเป็หน้ากลองจากการปะทะอันรุนแรงและคลื่นพลังงานที่ะเิออกในวินาทีที่ชิ้นส่วนแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ได้หลอมรวมกัน ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงของสรรพสิ่ง มีเพียงร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว ร่างกายของเขาแผ่ซ่านรัศมีพลังที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้งจนทำให้มิติรอบด้านเกิดอาการบิดเบี้ยวและสั่นะเืเบาๆ อย่างต่อเนื่อง
หลินเฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ั์ตาของเขาไม่ได้เป็สีดำสนิทหรือสีแดงฉานอย่างที่เคยเป็ แต่ลึกลงไปในรูม่านตากลับมีประกายของคมดาบสีเืที่กำลังหมุนวนอย่างลี้ลับและทรงอำนาจ ประสาทััของเขาในเวลานี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชนไปไกลลิบ เขาสามารถมองเห็นเม็ดทรายสีเืแต่ละเม็ดที่ปลิวไปตามสายลมในระยะไกลนับสิบลี้ สามารถได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของอสูรแมงป่องที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทรายลึกนับร้อยจั้ง และที่สำคัญที่สุด เขาสามารถััได้ถึง 'กฎเกณฑ์' แห่งพลังิญญาฟ้าดินที่ไหลเวียนอยู่ในธรรมชาติได้อย่างชัดเจนราวกับมองเห็นสายน้ำที่ไหลเอื่อย นี่คือสภาวะที่ผู้ฝึกยตนในขอบเขตสร้างฐานขั้นสูงสุดเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงได้ เป็จุดสูงสุดก่อนที่จะก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตแก่นแท้ซึ่งเป็ดินแดนของยอดฝีมืออย่างแท้จริง
ภายในร่างกายของหลินเฟย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าภายนอกหลายสิบเท่า เส้นชีพจรลมปราณที่เคยถูกสร้างขึ้นใหม่ บัดนี้ได้ขยายขนาดกว้างใหญ่ขึ้นราวกับแม่น้ำสายหลัก ผนังเส้นชีพจรถูกเคลือบด้วยแสงสีทองแดงที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นจนแทบจะไม่มีวันถูกทำลาย จุดตันเถียนบริเวณท้องน้อยซึ่งเคยเป็เพียงแอ่งน้ำขนาดเล็ก บัดนี้ได้ขยายตัวออกกลายเป็ทะเลสาบแห่งพลังชีวิตสีเืที่กว้างใหญ่ไพศาล พลังปราณที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นไม่ได้เป็เพียงของเหลวธรรมดา แต่มันมีความหนืดและเข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็ผลึก ทุกครั้งที่ทะเลสาบปราณกระเพื่อม คลื่นพลังงานมหาศาลก็จะถูกส่งออกไปหล่อเลี้ยงทุกอณูเซลล์ในร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก และิัของเขามีความทนทานเทียบเท่ากับสมบัติวิเศษระดับสูง แม้แต่มีดสั้นอาบยาพิษของเงาสังหารคู่หากนำมาแทงเขาในตอนนี้ ก็คงไม่อาจสร้างได้แม้แต่รอยขีดข่วน
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินเฟยรู้สึกตื่นเต้นและพึงพอใจมากที่สุด ไม่ใช่ระดับพลังที่เพิ่มพูนขึ้น แต่มันคือการหลอมรวมของชิ้นส่วนที่สองแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ ชิ้นส่วนปฐมบทที่เป็แกนกลางได้ประสานเข้ากับชิ้นส่วนที่สองซึ่งเป็ 'ส่วนคม' ของใบดาบอย่างสมบูรณ์แบบ มันสถิตอยู่ภายในกระดูกสันหลังของเขา เชื่อมต่อกับระบบประสาทและจิติญญาอย่างแแ่ หลินเฟยยกมือขวาขึ้น โคจรพลังปราณเพียงชั่วความคิด ดาบปราณสีเืก็ปรากฏขึ้นในมือทันที แต่ครั้งนี้มันแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ดาบปราณไม่ได้เป็เพียงพลังงานโปร่งแสงที่เลือนลาง แต่มันมีแกนกลางเป็โลหะสีดำสนิทที่แฝงไปด้วยประกายสีเื คมดาบนั้นแหลมคมจนสามารถตัดผ่านมิติและอากาศได้โดยไม่เกิดเสียงใดๆ มันคือดาบที่แท้จริง ดาบที่ถือกำเนิดขึ้นจากการควบแน่นเจตจำนงแห่งการทำลายล้างและชิ้นส่วนของศาสตราา
หลินเฟยลองทดสอบความคมของมัน เขาสะบัดข้อมือเพียงเบาๆ ฟาดฟันดาบปราณออกไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้ใส่พลังลมปราณใดๆ เข้าไปเลย คลื่นกระบี่สีเืที่บางเฉียบดุจเส้นด้ายพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างเงียบกริบ มันพุ่งตรงไปยังเนินทรายขนาดั์ที่อยู่ห่างออกไปกว่าห้าร้อยก้าว ไม่มีเสียงะเิ ไม่มีพายุทรายฟุ้งกระจาย มีเพียงความเงียบงัน ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา เนินทรายขนาดั์ลูกนั้นก็เลื่อนไถลและถูกแบ่งออกเป็สองซีกอย่างเรียบเนียน รอยตัดนั้นคมกริบและลึกจนมองเห็นชั้นหินที่อยู่เบื้องล่าง ความน่าสะพรึงกลัวของการโจมตีนี้คือการที่มันสามารถตัดผ่านสรรพสิ่งได้โดยไร้แรงต้านทานใดๆ นี่คือพลังของ 'คมดาบแห่งความพินาศ'
ยอดเยี่ยมมาก... หลินเฟยพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มเ็าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก ด้วยพลังในระดับสร้างฐานขั้นสูงสุดและคมดาบไร้ลักษณ์ที่สมบูรณ์ขึ้น ข้าสามารถบดขยี้ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นกลางได้อย่างไม่ยากเย็น และหากต้องเผชิญหน้ากับระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุด ข้าก็ยังสามารถต่อกรได้อย่างสูสี การเดินทางเข้าสู่ใจกลางพายุโลหิตครั้งนี้คุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด
หลินเฟยสลายดาบปราณในมือให้กลับคืนสู่จุดตันเถียน เขาเก็บแก่นอสูรระดับสี่ของอสูรพายุโลหิตที่มีขนาดเท่าหัวมนุษย์และเปล่งประกายแสงสีแดงก่ำเข้าไว้ในถุงมิติอย่างระมัดระวัง แก่นอสูรชิ้นนี้มีมูลค่ามหาศาล หากนำไปประมูลในเมืองใหญ่ ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนเป็ทรัพยากรการฝึกตนระดับสุดยอดได้อย่างแน่นอน ทว่าหลินเฟยไม่ได้คิดจะขายมัน เขาตั้งใจจะเก็บไว้ใช้เป็ไพ่ตายในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นแท้ในอนาคตอันใกล้ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็หันหลังให้ซากวิหารโบราณและเริ่มก้าวเดินฝ่าผืนทรายมุ่งหน้ากลับสู่โลกภายนอก
การเดินทางขากลับนั้นแตกต่างจากขามาอย่างสิ้นเชิง หลินเฟยไม่ต้องคอยระแวดระวังภัยอันตรายจากสัตว์อสูรในทะเลทรายโลหิตอีกต่อไป รังสีอำมหิตและกลิ่นอายความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาในระดับสร้างฐานขั้นสูงสุดนั้นรุนแรงจนทำให้สัตว์อสูรระดับต่ำและระดับกลางที่ััได้ ต่างพากันขุดทรายมุดหนีลึกลงไปใต้ดินด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ไม่มีแมงป่องหางโลหิตหรืออสรพิษทรายตัวใดกล้าโผล่หัวขึ้นมาขวางทางมัจจุราชผู้นี้ หลินเฟยใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษในการเดินทาง ร่างของเขาพุ่งทะยานไปตามเนินทรายด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายลม ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบางๆ ที่ถูกทรายกลบหายไปในเวลาไม่นาน เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็สามารถเดินทางข้ามระยะทางที่เคยกินเวลาหลายวันได้สำเร็จ
ขณะที่หลินเฟยกำลังใกล้จะหลุดพ้นจากเขตแดนของทะเลทรายโลหิตและกำลังจะเข้าสู่ช่องเขาปีศาจคร่ำครวญ ประสาทััอันเฉียบคมของเขาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างบนท้องฟ้าเบื้องหน้า เงาดำขนาดมหึมาเคลื่อนตัวบดบังแสงอาทิตย์จนทำให้ผืนทรายเบื้องล่างมืดมิดลงชั่วขณะ เสียงกระหึ่มของการแหวกอากาศดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง หลินเฟยหยุดฝีเท้าลงและแหงนหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางหมู่เมฆ ปรากฏเรือเหาะิญญาขนาดใหญ่ั์กำลังร่อนลงจอดอย่างช้าๆ บริเวณเขตแดนรอยต่อระหว่างทะเลทรายและช่องเขา เรือเหาะลำนี้มีความยาวกว่าร้อยจั้ง ลำเรือทำจากไม้หอมหมื่นปีที่สลักลวดลายเมฆาและัอย่างวิจิตรบรรจง ใบเรือสีทองสะบัดพลิ้วไปตามสายลม บนตัวเรือมีธงขนาดใหญ่ปักอยู่ บนธงนั้นสลักตัวอักษรสีแดงเืด้วยอักษรตวัดที่ทรงพลังว่า 'ตระกูลเฉิน'
ตระกูลเฉิน... หลินเฟยหรี่ตาลง ั์ตาของเขาทอประกายจิตสังหารที่เย็นเยียบและรุนแรงจนทำให้อุณหภูมิรอบด้านลดต่ำลงอย่างกะทันหัน ความทรงจำอันแสนเ็ปเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างไม่อาจควบคุม ภาพของชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์และทรยศหักหลัง ชายผู้เป็สหายรักและพันธมิตรร่วมสาบานของบิดาเขา ทว่ากลับเป็ผู้ลงมือแทงดาบทะลุหัวใจของบิดาเขาจากด้านหลังเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ยุทธ์และสมบัติของตระกูลหลิน ชายผู้นั้นคือ เฉินเทียนอี้ ผู้นำตระกูลเฉินคนปัจจุบัน และการปรากฏตัวของเรือเหาะที่มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลเฉิน ณ สถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่เื่บังเอิญอย่างแน่นอน
์ช่างมีตาเสียนี่กระไร ข้ายังไม่ทันได้ออกตามหา พวกเ้าก็รนหาที่ตายมาส่งถึงหน้าประตูบ้าน หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต เขาไม่ได้ใช้วิชาเร้นกายเพื่อหลบซ่อนตัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขากลับยืนหยัดอย่างองอาจอยู่บนยอดเนินทรายที่สูงที่สุด ปล่อยให้สายลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้ว รังสีปราณระดับสร้างฐานขั้นสูงสุดถูกปลดปล่อยออกมาบางส่วนเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้มาเยือน
บนดาดฟ้าของเรือเหาะิญญาตระกูลเฉิน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหรูหราที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มผู้ฝึกยตนในชุดเกราะอ่อนสีเงินจำนวนกว่าสามสิบคนยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ พวกมันล้วนเป็ผู้คุ้มกันฝีมือดีที่มีระดับพลังไม่ต่ำกว่าสร้างฐานขั้นกลาง ตรงกลางของกลุ่มผู้คุ้มกัน ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังเสือดาวหิมะ ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาและหยิ่งยโส สวมชุดคลุมไหมฟ้าล้ำค่า ในมือถือพัดจีบที่ทำจากขนนกิญญา เขามีระดับพลังอยู่ในขอบเขตแก่นแท้ขั้นต้น ซึ่งถือเป็อัจฉริยะที่หาตัวจับยากในรุ่นเยาว์ ชายผู้นี้คือ 'เฉินอวี้' นายน้อยแห่งตระกูลเฉิน และเป็บุตรชายสายตรงของเฉินเทียนอี้
"นายน้อยขอรับ พายุโลหิตคลั่งที่ใจกลางทะเลทรายได้สลายตัวไปจนหมดสิ้นแล้ว ข้าน้อยััไม่ได้ถึงกลิ่นอายของอสูรพายุโลหิตระดับสี่เลยแม้แต่น้อย เกรงว่าอาจจะมีผู้ใดตัดหน้าพวกเราชิงลงมือสังหารมันไปแล้ว" ชายชราในชุดคลุมสีเทาผู้มีระดับพลังแก่นแท้ขั้นกลาง ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เฉินอวี้ กล่าวรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เฉินอวี้หุบพัดจีบในมือเสียงดังฉับ แววตาของมันทอประกายความโกรธเกรี้ยว "เป็ไปไม่ได้! พ่อข้าใช้เวลาสืบหาเบาะแสของรังอสูรพายุโลหิตมานับสิบปี เพื่อ้าแก่นอสูรระดับสี่ของมันไปใช้เป็ส่วนผสมในการปรุงยาอายุวัฒนะทะลวงขอบเขต ใครกันที่กล้าบังอาจมาแย่งชิงของของตระกูลเฉินแห่งจักรวรรดิเมฆาสมุทร? สั่งให้คนของเรากระจายกำลังค้นหาให้ทั่วรัศมีร้อยลี้ หากพบผู้ใดที่น่าสงสัย ให้จับเป็มาเค้นความจริงให้หมด หากขัดขืน ก็สังหารทิ้งได้ทันที!"
"รับทราบขอรับนายน้อย... เอ๊ะ? นายน้อยขอรับ ดูที่ยอดเนินทรายเบื้องล่างนั่นสิขอรับ มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ และมันกำลังจ้องมองมาที่เรือเหาะของเรา!" ชายชราชี้มือลงไปยังเบื้องล่าง
เฉินอวี้ลุกขึ้นยืนและเดินมาที่ขอบดาดฟ้าเรือ มันก้มมองลงไปและเห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่ยืนตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง แต่เฉินอวี้ก็สามารถััได้ถึงกลิ่นอายความเ็าที่แผ่ซ่านขึ้นมาถึงบนเรือ "ไอ้หนูสกปรกนั่นมีระดับพลังเพียงสร้างฐานขั้นสูงสุด แต่มันกลับกล้ายืนจ้องหน้าเรือเหาะของตระกูลเฉินอย่างไม่เกรงกลัว มันต้องมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการหายไปของอสูรพายุโลหิตเป็แน่ นำเรือลงจอด และไปลากคอมันมาคุกเข่าต่อหน้าข้า!"
เรือเหาะิญญาค่อยๆ ลดระดับลงและจอดสนิทบนผืนทรายห่างจากหลินเฟยไปประมาณสองร้อยก้าว ทันทีที่ประตูเรือเปิดออก กลุ่มผู้คุ้มกันในชุดเกราะสีเงินนับสิบคนก็พุ่งตัวทะยานลงมาล้อมรอบหลินเฟยเอาไว้อย่างรวดเร็ว อาวุธในมือของพวกมันชักออกจากฝักและชี้ตรงมาที่เด็กหนุ่ม แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามเมื่อเห็นว่าเป้าหมายเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ดูไม่มีหัวนอนปลายเท้า
"ไอ้หนู! นายน้อยของพวกข้ามีคำถามจะถามเ้า จงคุกเข่าลงและคลานเข้าไปตอบคำถามแต่โดยดี หากเ้ายอมร่วมมือ นายน้อยอาจจะเมตตาไว้ชีวิตเ้า!" หัวหน้าผู้คุ้มกันซึ่งมีระดับพลังสร้างฐานขั้นปลายะโสั่งการด้วยน้ำเสียงกรรโชกโฮกฮาก
หลินเฟยยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว เขากวาดสายตามองผู้คุ้มกันรอบด้านด้วยความสมเพช ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเฉินอวี้และชายชราที่เดินลงมาจากเรือเหาะอย่างเย่อหยิ่ง "สุนัขรับใช้ของตระกูลเฉินยังคงเห่าหอนเก่งและไร้มารยาทไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อสิบปีก่อนเลยนะ ข้าสงสัยจริงๆ ว่านายของพวกเ้าเอาอะไรให้พวกเ้ากิน ถึงได้โง่เขลาและรนหาที่ตายได้ถึงเพียงนี้"
คำพูดของหลินเฟยราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ผู้คุ้มกันทุกคนโกรธจนหน้าแดงก่ำ เฉินอวี้ที่เพิ่งเดินมาถึงก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธแค้น "สามหาว! ไอ้ขยะชั้นต่ำ แกกล้าดีอย่างไรมาจาบจ้วงตระกูลเฉินของข้า! แกเป็ใครกันแน่ ทำไมถึงพูดจาเหมือนรู้จักตระกูลของข้าดีนัก!"
หลินเฟยแสยะยิ้ม รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบจนทำให้กระดูกสันหลังของผู้ที่มองเห็นต้องเย็นวาบ "ข้าเป็ใครน่ะหรือ? ข้าก็คือิญญาอาฆาตที่รอดพ้นจากนรก เพื่อกลับมาทวงหนี้เืจากพวกเดรัจฉานที่ทรยศและฆ่าล้างตระกูลของข้าอย่างไรล่ะ! ไปบอกเฉินเทียนอี้ พ่อของเ้าซะ ว่าบุตรชายแห่งตระกูลหลิน หลินเฟย ได้กลับมาแล้ว!"
ทันทีที่ได้ยินชื่อ 'หลินเฟย' และ 'ตระกูลหลิน' ชายชราในชุดคลุมสีเทาที่ยืนอยู่ข้างเฉินอวี้ก็หน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ "เป็ไปไม่ได้! ตระกูลหลินถูกถอนรากถอนโคนไปหมดแล้วเมื่อสิบปีก่อน ไอ้เด็กนั่น... บุตรชายของหลินเทียนหาว ถูกทำลายเส้นชีพจรและทิ้งให้ตายไปแล้ว มันจะมายืนอยู่ตรงนี้ด้วยระดับพลังสร้างฐานขั้นสูงสุดได้อย่างไร!"
เฉินอวี้ไม่รู้เื่ราวในอดีตมากนัก แต่มันรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวของชายชรา มันโกรธจนขาดสติ "ข้าไม่สนหรอกว่าแกจะเป็ผีสางหรือตัวอะไร! ในเมื่อแกกล้าท้าทายอำนาจของข้า แกก็ต้องตาย! พวกเ้า มัวยืนบื้ออะไรอยู่ สับมันให้เป็หมื่นๆ ชิ้น!"
"ฆ่าาาาา!" ผู้คุ้มกันทั้งสิบคนรับคำสั่ง พวกมันพุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยพร้อมกัน โคจรพลังปราณระดับสร้างฐานขั้นกลางและขั้นปลายโจมตีเข้าใส่จุดตายของเด็กหนุ่มจากทุกทิศทาง คมกระบี่ หอก และดาบ แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถบดขยี้ก้อนหินให้แหลกละเอียด
ทว่าหลินเฟยกลับยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายที่สุด เขาไม่แม้แต่จะหลบหลีกหรือชักอาวุธออกมาป้องกันตัว ในเสี้ยววินาทีที่อาวุธทั้งสิบชิ้นกำลังจะฟาดฟันลงบนร่างของเขา หลินเฟยเพียงแค่กระแทกเท้าลงบนผืนทรายเบาๆ
"กระจุย" หลินเฟยเอ่ยสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ดังกังวาน
เปรี้ยงงงงงงงงงง!
พลังปราณสีทองแดงที่อัดแน่นอยู่ในจุดตันเถียนะเิออกจากร่างของหลินเฟยราวกับพายุทอร์นาโดสีเื คลื่นพลังงานมหาศาลไม่ได้มีรูปร่างเป็คมดาบ แต่มันคือแรงอัดอากาศและพลังปราณดิบๆ ที่ทรงอำนาจจนแทบจะฉีกขาดมิติ คลื่นพลังนี้แผ่ขยายออกเป็วงกลมในรัศมีสิบวา กระแทกเข้ากับร่างของผู้คุ้มกันทั้งสิบคนที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างรุนแรง
"อ๊ากกกกกก!" เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างของผู้คุ้มกันทั้งสิบคนจะะเิออกกลายเป็ละอองหมอกโลหิตสีแดงฉาน อาวุธที่แข็งแกร่งของพวกมันแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวว่อนไปในอากาศ การสับเปลี่ยนจากมนุษย์ที่ยังมีชีวิตให้กลายเป็เศษซากเนื้อและเืเกิดขึ้นในพริบตาเดียวโดยที่หลินเฟยไม่ต้องขยับมือแม้แต่น้อย นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของการกดทับด้วยระดับพลังที่ต่างชั้นกันอย่างสิ้นเชิง พละกำลังของหลินเฟยในเวลานี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยตนระดับสร้างฐานจะสามารถต้านทานได้อีกต่อไป
เฉินอวี้และชายชราเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า พวกมันยืนแข็งค้างราวกับถูกสาป เืบนใบหน้าสูบฉีดจนซีดเผือด ภาพของลูกน้องฝีมือดีสิบคนที่ถูกบดขยี้ให้กลายเป็ละอองเืในพริบตา เป็ภาพที่ท้าทายสามัญสำนึกและสร้างความหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ เฉินอวี้ที่เคยเย่อหยิ่งและคิดว่าตนเองเป็อัจฉริยะเหนือผู้ใด บัดนี้ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะล้มลงไปกองกับพื้น มันเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองได้ยั่วยุปีศาจร้ายจากขุมนรกเข้าให้แล้ว
"ปี... ปีศาจ! แกมันปีศาจ!" เฉินอวี้ละล่ำละลักถอยหลังหนี "ท่านผู้าุโ รีบจัดการมัน! ฆ่ามันซะ!"
ชายชราผู้มีระดับพลังแก่นแท้ขั้นกลางกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าอันตรายเกินไป หากปล่อยไว้จะต้องเป็ภัยพิบัติของตระกูลเฉินอย่างแน่นอน เขาชักกระบี่สีเงินล้ำค่าประจำกายออกมา โคจรพลังปราณแก่นแท้ทั้งหมดในร่าง รัศมีปราณสีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ ก่อตัวเป็เงากระบี่ขนาดั์ยาวกว่าห้าจั้ง "ไอ้เด็กเหลือขอ! แกอาจจะจัดการพวกสร้างฐานได้ง่ายดาย แต่แกอย่าคิดว่าจะสามารถเอาชนะยอดฝีมือระดับแก่นแท้เช่นข้าได้! รับกระบี่!"
ชายชราะโลอยตัวขึ้นสูง ตวัดเงากระบี่ขนาดั์ฟาดฟันลงมายังจุดที่หลินเฟยยืนอยู่ พลังทำลายล้างของกระบี่นี้รุนแรงพอที่จะผ่าูเาขนาดย่อมให้แยกเป็สองซีก พื้นทรายเบื้องล่างถูกแรงกดดันแหวกออกเป็ร่องลึก
หลินเฟยเงยหน้ามองเงากระบี่ที่กำลังฟาดฟันลงมา แววตาของเขายังคงนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวั่นไหว "ยอดฝีมือระดับแก่นแท้งั้นรึ? ในสายตาของข้า เ้าก็เป็แค่เศษสวะที่มีลมปราณเยอะกว่าปกติเท่านั้น" หลินเฟยยกมือขวาขึ้น ควบแน่นดาบปราณไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมความคมกริบของชิ้นส่วนที่สองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ดาบสีดำประกายเืพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ ไม่ต้องใช้กระบวนท่าที่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้พลังที่ยิ่งใหญ่โอ่อ่า เขาเพียงแค่แทงดาบสวนขึ้นไปตรงๆ
ฉึกกกก!
เสียงที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงการปะทะที่รุนแรง แต่เป็เสียงของการเจาะทะลุที่ราบรื่นไร้แรงต้านทาน ดาบปราณไร้ลักษณ์ของหลินเฟยแทงทะลุจุดศูนย์กลางของเงากระบี่ั์สีขาวอย่างแม่นยำ พลังงานของเงากระบี่ที่ควรจะทรงพลังกลับถูกดูดกลืนและทำลายล้างโครงสร้างจากภายในพริบตาเดียว เงากระบี่ั์แตกสลายกลายเป็ละอองแสงสีขาวร่วงหล่นลงมา ดาบปราณของหลินเฟยยังคงพุ่งทะยานต่อไป ทะลวงผ่านปราณคุ้มกันของชายชรา และเสียบทะลุขั้วหัวใจของเขาอย่างแม่นยำ
ชายชราเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อสายตา เขามองดาบสีเืที่แทงทะลุหน้าอกของตนเอง พลังชีวิตถูกสูบหายไปอย่างรวดเร็ว เขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เืสีแดงสดทะลักออกจากปาก ร่างของเขาร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ กระแทกพื้นทรายเสียงดังทึบ สิ้นใจตายคาที่โดยไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ใดๆ อีกเลย การสังหารยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นกลางเกิดขึ้นและจบลงภายในกระบวนท่าเดียว นี่คือพลังอำนาจที่แท้จริงของศาสตราไร้ลักษณ์!
เมื่อเห็นผู้าุโระดับแก่นแท้ที่แข็งแกร่งที่สุดถูกสังหารราวกับมดปลวก เฉินอวี้ก็สติแตกโดยสมบูรณ์ ความเย่อหยิ่งถูกแทนที่ด้วยความกลัวตายอย่างสุดขีด มันหันหลังวิ่งหนีขึ้นไปบนเรือเหาะิญญาอย่างลนลาน หวังจะสั่งให้ลูกเรือเดินเครื่องหลบหนี ทว่าหลินเฟยไม่ปล่อยให้มันทำเช่นนั้น เขาก้าวพริบตาเพียงครั้งเดียว ร่างของเขาก็ไปปรากฏอยู่บนดาดฟ้าเรือ ดักหน้าเฉินอวี้เอาไว้
"จะรีบไปไหนเล่านายน้อยเฉิน เรายังคุยกันไม่จบเลย" หลินเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มเ็า เขาคว้าคอเสื้อของเฉินอวี้และยกมันลอยขึ้นจากพื้นด้วยมือเดียว แรงบีบที่มหาศาลทำให้เฉินอวี้หน้าเขียวคล้ำ หายใจไม่ออก มันพยายามดิ้นรนและทุบตีแขนของหลินเฟย แต่ก็เหมือนกับเอาไม้จิ้มฟันไปทุบก้อนหิน
"ปะ... ปล่อยข้า... หากแกฆ่าข้า พ่อของข้า... ตระกูลเฉิน จะไม่ปล่อยแกไว้แน่... พวกเราเป็ถึงตระกูลใหญ่ในจักรวรรดิเมฆาสมุทร..." เฉินอวี้พยายามข่มขู่ด้วยเสียงที่ขาดห้วง
"จักรวรรดิเมฆาสมุทรงั้นรึ?" หลินเฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาจำได้ว่าในอดีต ตระกูลเฉินเป็เพียงตระกูลพันธมิตรในเมืองเล็กๆ ไม่คิดว่าหลังจากทรยศตระกูลของเขา พวกมันจะผงาดขึ้นมามีอำนาจถึงในระดับจักรวรรดิ "น่าสนใจดี ดูเหมือนว่าเืของครอบครัวข้าจะเป็ปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้พวกเ้าเจริญงอกงามสินะ บอกข้ามา พ่อของเ้าอยู่ที่ไหน และชิ้นส่วนด้ามกระบี่โลหะขึ้นสนิมที่พวกเ้าแย่งชิงไปจากพ่อข้า ตอนนี้มันอยู่ที่ใด หากเ้าตอบความจริง ข้าจะให้เ้าตายอย่างศพที่สมบูรณ์"
เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย เฉินอวี้ไม่อาจเก็บความลับใดๆ ไว้ได้อีก มันสารภาพทุกอย่างออกมาด้วยความหวาดกลัว "พะ... พ่อของข้า... ตอนนี้เป็อัครมหาเสนาบดีแห่งจักรวรรดิเมฆาสมุทร... ส่วนด้ามกระบี่นั่น... พ่อของข้าพยายามจะไขความลับของมันมาตลอดสิบปีแต่ก็ไม่สำเร็จ... เขาจึงตัดสินใจนำมันไปเป็ของประมูลชิ้นเอก... ในงานประมูลนภาลัย ที่จะจัดขึ้นในเมืองหลวงของจักรวรรดิ... ในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า... เพื่อดึงดูดผู้ทรงอำนาจและสร้างสายสัมพันธ์... ข้าบอกทุกอย่างแล้ว! ปล่อยข้าไปเถอะ!"
หลินเฟยรับฟังข้อมูลทั้งหมดด้วยแววตาที่เยือกเย็น งานประมูลนภาลัยงั้นรึ... เป็เวทีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเปิดตัวมัจจุราชแห่งตระกูลหลิน เขาได้เบาะแสของชิ้นส่วนที่สาม และรู้ที่ตั้งของศัตรูที่แท้จริงแล้ว เป้าหมายต่อไปของเขาชัดเจนอย่างยิ่ง
"ขอบใจสำหรับข้อมูล นายน้อยเฉิน ข้าเป็คนรักษาสัจจะ ข้าบอกว่าจะให้เ้าตายอย่างศพที่สมบูรณ์" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ขอบคุณ... ขอบคุณ..." เฉินอวี้หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ นึกว่าตนเองจะรอดชีวิต
ทว่าในวินาทีต่อมา หลินเฟยก็โคจรพลังปราณสีทองแดงบีบอัดเข้าไปในคอหอยของเฉินอวี้โดยตรง พลังทำลายล้างทำลายอวัยวะภายในและจุดตันเถียนของมันจนแหลกละเอียดในพริบตาเดียว ร่างของเฉินอวี้กระตุกอย่างรุนแรงและสิ้นใจตายทันทีโดยที่รูปลักษณ์ภายนอกยังคงสมบูรณ์ไร้รอยแผล หลินเฟยปล่อยร่างไร้ิญญานั้นทิ้งลงบนดาดฟ้าเรือ เขามองไปรอบๆ เรือเหาะิญญาที่หรูหรา รอยยิ้มเ็าปรากฏขึ้นอีกครั้ง
"ตระกูลเฉินแห่งจักรวรรดิเมฆาสมุทร... เตรียมตัวล้างคอรอข้าได้เลย"
หลินเฟยะโลงจากเรือเหาะิญญา เขาสะบัดมือขวา ปลดปล่อยคลื่นปราณสีเืขนาดั์ฟาดฟันเข้าใส่เรือเหาะตระกูลเฉินจนขาดเป็สองท่อน ะเิเป็ลูกไฟขนาดใหญ่กลางทะเลทราย ทำลายหลักฐานและทุกชีวิตบนเรือจนหมดสิ้น หลินเฟยหันหลังให้เปลวเพลิงและก้าวเดินฝ่าผืนทรายมุ่งหน้าออกจากทะเลทรายโลหิตอย่างแท้จริง สายตาของเขาจับจ้องไปยังขอบฟ้าทิศตะวันออก สถานที่ตั้งของจักรวรรดิเมฆาสมุทร พายุแห่งความแค้นได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และมันพร้อมที่จะกวาดล้างผู้ทรยศให้สูญสิ้นไปจากยุทธภพ!