บทที่ 2 ลงมือสังหาร ใต้หล้าขาดสะบั้น
หลี่กวนฉีก้มหน้าลง ร่างกายสั่นเทา มือที่ถือสมุนไพรชะงักงัน ไม่กล้าขยับ ทว่าชายผู้นั้นกลับสังเกตเห็นดวงตาที่มิได้ถูกปิดของหลี่กวนฉีในทันที
ใบหน้าของชายผู้นั้นมืดลง เขาตบหลี่กวนฉีจนล้มลงกับพื้น!
เพียะ!
“ไอ้เด็กเวร! ข้าบอกเ้าไปกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้ปิดตาของเ้าเอาไว้!”
“ไอ้ตัวซวย!”
หลี่ต้าซานเห็นสมุนไพรที่กระจัดกระจายบนพื้น ก็ยิ่งทวีความโกรธ เขาเตะหลี่กวนฉีหลายครั้ง
“เ้าแอบเอาเงินไปซื้อยาหรือ?!” หลี่ต้าซานตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด
เหตุการณ์เช่นนี้ เด็กชายเคยเผชิญมาหลายครั้ง เขากอดศีรษะของตัวเอง พยายามขดตัวให้เล็กที่สุด ั้แ่เมื่อสามปีก่อนที่พวกเขาหนีความยากลำบากมาอาศัยกับญาติห่าง ๆ ผู้นี้ ชีวิตที่เหมือนตกนรกก็เริ่มต้นขึ้น
เด็กชายที่นอนอยู่กับพื้นพยายามปกป้องสมุนไพรที่กระจัดกระจายอยู่ใต้ร่างของเขา
สตรีที่นอนอยู่บนเตียงดินได้ยินเสียงดัง จึงรีบผลักหลี่ต้าซานออกอย่างทุลักทุเล พลางร้องขอ “อย่าตี... อย่าตีเด็ก...”
หลี่ต้าซานเห็นดังนั้น ก็หยิบแผ่นไม้ข้าง ๆ ฟาดลงบนศีรษะของนางเต็มแรง!
เปรี้ยง!
“แค่คนป่วยขี้โรคผู้หนึ่ง! ยังจะเสียเงินรักษาไปทำไม! ตายไปซะได้ก็ดี!”
“ถ้ารู้ั้แ่แรก ข้าน่าจะส่งเ้าไปทำงานที่จวนสกุลจ้าวอีกคน ตายไปซะ อย่างน้อยก็ยังได้เงิน!”
เืไหลซึมลงมาตามหน้าผากของสตรีนางนั้น ทว่านางยังคงปกป้องเด็กชายไว้แน่น พลางขอร้องว่า “อย่าตีเด็กเลย…”
หลี่กวนฉีรู้สึกได้ถึงความอุ่นและเหนียวหนืดบนใบหน้าของเขา ทันใดนั้นสีหน้าของเด็กชายก็เริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ!
เขาพยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดของมารดาอย่างสุดกำลัง มือคว้ามีดบนเขียงอย่างรวดเร็วด้วยความคุ้นเคย
“หุบปาก!! หากมิใช่เพราะเ้าติดสุราและเล่นพนันจนหมดตัว ครอบครัวเราจะตกต่ำเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!?”
“อาการป่วยของท่านแม่ข้าจะยืดเยื้อถึงขนาดนี้ได้อย่างไร! แล้วพี่หญิงข้าจะถูกเ้าขายให้จวนสกุลจ้าวทำงานหนักจนตายได้อย่างไร!!”
“คนที่สมควรตายจริง ๆ คือเ้า! หลี่ต้าซาน!!”
หลี่กวนฉีะโใส่ชายคนนั้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น บรรยายถึงความโกรธที่เขาอดกลั้นมานานหลายปี และในที่สุดเขาก็ได้ระบายมันออกมา
หลี่ต้าซานที่ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา แววตาเริ่มแข็งกระด้างขึ้น เขาสบถว่า
“ถ้ามิใช่เพราะข้าให้ข้าวพวกเ้ากิน พวกเ้าก็อดตายอยู่หน้าประตูเมืองไปนานแล้ว เ้ากล้าถือมีดขู่ข้าเรอะ?”
หลี่ต้าซานมองหาของใกล้ตัวเพื่อใช้สู้กับเด็กชาย แต่ทันทีที่หลี่กวนฉีได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว เขาก็พลันพุ่งเข้าหาชายคนนั้นด้วยกำลังทั้งหมดที่มี!
มีดในมือเด็กชายวาววับท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา หลี่ต้าซานตื่นใ คว้าโถดินเผาขึ้นมาแล้วขว้างใส่หลี่กวนฉีทันที!
แม้เด็กชายจะมีร่างผอมบาง แต่เขาก็ว่องไวมาก เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของชายผู้นั้น เขาก็หลบไปด้านข้างได้ทันท่วงที
เพล้ง!!
กริ๊ง!
เสียงโถแตกดังลั่นที่เท้าของหลี่กวนฉี พร้อมกับเสียงเหรียญทองแดงกระทบพื้น เด็กชายพลันร่างแข็งค้างอยู่กับที่!
เพราะเขารู้ดีว่าเสียงนั้นหมายถึงอะไร!!
เหรียญทองแดงที่นอนนิ่งอยู่ใต้แสงจันทร์สะท้อนเป็ประกายระยิบระยับ
เสียงหัวเราะด้วยความยินดีของหลี่ต้าซานดังขึ้นอย่างกะทันหัน “ฮ่า ๆ ๆ ๆ!! สิบก้วน!!”
“คราวนี้ข้าจะต้องเอาคืนทั้งต้นทั้งดอกให้ได้ ฮ่า ๆ ๆ!!”
“ครั้งนี้ข้าจะเอาเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยกลับมาให้หมด ฮ่า ๆ ๆ”
หลี่กวนฉียืนนิ่งกับที่ ทั้งร่างสั่นเทิ้ม ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหัวของเขาแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ั้แ่เขาจำความได้ เขาไม่เคยได้กินอิ่มเลย เขาไม่เคยรู้ว่าพ่อของตัวเองเป็ใคร เพราะเขาไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลยด้วยซ้ำ ได้ยินมาว่าพ่อตายไปั้แ่่ทุพภิกขภัยแล้ว
ฝันร้ายที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามปีก่อน เมื่อพวกเขามาพึ่งพาอาห่าง ๆ คนนี้ หลี่ต้าซานมักจะมาที่บ้านเพื่อเอาเงินไป หากมีเงินเขาจะซื้อสุรากินจนเมามาย หรือไม่ก็ไปบ่อนพนันหายไปหลายวัน
และยามนี้ เขากลับมาอีกแล้ว!
เขารู้ข่าวการตายของพี่หญิงและมุ่งหวังจะเอาเงินสิบก้วนไป!
บางครั้งหลี่กวนฉีก็ฝันหวานในใจว่า ถ้าเขาเป็เซียนที่บินทะยานไปบนฟ้าได้ก็คงดี
บางทีความทุกข์ในโลกนี้อาจปล่อยเขาไปในสักวัน
ในขณะที่หลี่กวนฉีหันหลังเดินออกไป เสียงด่าทอของหลี่ต้าซานยังคงดังเข้าหู
“ตายก็ตายไปแล้ว จะเผากระดูกทำไมกัน!”
หลี่กวนฉีค่อย ๆ ยกมีดในมือขึ้น!
ในสายตาของซ่งหวั่นหรงคล้ายไม่ยินยอม แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้เอ่ยห้ามปรามแม้เพียงครึ่งคำ นางผิดหวังในตัวหลี่ต้าซาน และรู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
นางไม่อยากให้หลี่ต้าซานขายลูกของนางเพื่อใช้หนี้หลังจากที่นางตาย
“บางที… แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
ฉึก!
มีดคมกริบปักเข้าไปที่ลำคอของหลี่ต้าซาน เด็กชายััได้ถึงของเหลวอุ่น ๆ ที่กระเซ็นมาถูกใบหน้า
ตุบ!
หลี่ต้าซานล้มลงจมกองเืด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
เมื่อเหตุการณ์จบลง ร่างของหลี่กวนฉีก็อ่อนแรง ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น
ซ่งหวั่นหรงรู้สึกเวียนศีรษะและสายตาพร่ามัว ร่างกายของนางเริ่มเย็นลง นางรู้ว่าตัวเองใกล้จะหมดลมหายใจแล้ว ใบหน้าซีดเผือดของนางฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก
นางเอ่ยเรียกเสียงแ่ “กวนฉี... มานี่สิ”
ได้ยินเสียงมารดา หลี่กวนฉีรีบมาหาตามเสียงเรียกและกอดนางไว้ทั้งร่างที่ยังคงสั่นเทา
ซ่งหวั่นหรงกอดลูกชายไว้ในอ้อมแขน โดยไม่แม้แต่จะมองหลี่ต้าซานที่ล้มอยู่ข้าง ๆ นางใช้มือปิดตาหลี่กวนฉี ลูบหลังเขาอย่างปลอบโยน
“กวนฉี... ไม่ต้องกลัว”
“ตายก็ตายไปแล้ว ตายก็ดีเหมือนกัน”
“มานี่สิ ให้แม่ดูหน้าลูกดี ๆ อีกครั้ง”
หลี่กวนฉีที่มีจิตใจอ่อนไหว รับรู้ได้ถึงบางสิ่งในทันที เขาเงยหน้ามองมารดา น้ำตาไหลพราก ไม่สามารถเอ่ยคำใดได้
“แม่… แม่จะทิ้งข้าไปอีกคนหรือ?”
“ข้าจะอยู่ยังไง...”
ดวงตาของซ่งหวั่นหรงเริ่มพร่ามัวลงทุกที นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างที่มีลมหนาวพัดผ่าน พึมพำเบา ๆ
“แม่ไร้ความสามารถ ทำให้เ้าต้องทนทุกข์...”
“ต่อไป เ้าต้องเป็ชายชาตรีที่เข้มแข็ง...”
“จงมีครอบครัว มีลูก...”
“แม่… จะคอยมองดูเ้าอยู่บนฟ้าเสมอ...”
“ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างดี...”
“ออกไปดูโลกกว้าง ความงามของแผ่นดินหมื่นลี้...”
ตุบ…
หลี่กวนฉีรู้สึกได้ถึงมือที่เคยลูบหลังเขา อ่อนแรงและตกลงไป
“แม่!!” หลี่กวนฉีร้องะโด้วยความโศกเศร้าระคนโกรธเกรี้ยว
เขาะโเรียกหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับใด ๆ
ดวงตาของหลี่กวนฉีเต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขาทรุดตัวลงนั่งในอ้อมกอดของมารดา กระซิบพึมพำ
“ข้า… ไม่มีแม่อีกแล้ว”
“ข้าก็ไม่มี… ครอบครัวอีกแล้ว”
ดวงตาของหลี่กวนฉีแดงก่ำ น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
เขาไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เพียงลูบไล้ใบหน้าของมารดาอย่างเบามือ ราวกับ้าจดจำใบหน้าของผู้เป็มารดาไว้ในความทรงจำให้ชัดเจนที่สุด
จากนั้น เด็กชายเดินไปที่ร้านที่มีผ้าขาวแขวนอยู่หน้าร้านอีกครั้ง
เถ้าแก่ร่างท้วมเปิดประตูด้วยความหงุดหงิด แต่เมื่อเห็นว่าเป็เด็กชายที่มาเมื่อตอนกลางวัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
“เ้ามาอีกแล้วหรือ? เมื่อกลางวันเ้าเพิ่งมามิใช่รึ?”
“ข้าบอกเ้าแล้วนะ ว่าพวกเราทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์ สิบอีแปะ ข้าไม่ได้เก็บเกินจากเ้าแม้แต่นิด!”
เด็กชายที่ยืนเท้าเปล่าท่ามกลางลมหนาวเพียงก้มหน้า กล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “แม่ข้าตายแล้ว ท่านช่วยข้าย้ายนางได้ได้หรือไม่”
เ้าของร้านได้ยินดังนั้น ความโกรธที่อยู่ในใจพลันหายไปทันที แทนที่ด้วยความะเืใจ
เขาเปิดประตูร้าน ดึงเด็กชายเข้ามาข้างใน หยิบเสื้อคลุมตัวเก่ามาสวมให้ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อุ่นกายก่อนนะ… ข้าจะไปแต่งตัวแล้วออกไปช่วยเ้า”
“เ้าหนูนี่… ชะตาเ้าอาภัพเหลือเกิน หากเ้าไม่รังเกียจ มาเป็ลูกมือข้าได้นะ”
“ข้าไม่สัญญาว่าจะให้เงินเ้าเท่าไร แต่เ้าไม่อดตายแน่นอน”
เด็กชายที่พยายามอดกลั้นไม่ร้องไห้กลับถูกวาทะอันแสนอ่อนโยนของเ้าของร้านทำให้จิตใจพังทลาย เขาทรุดตัวลงกับพื้นและร้องไห้อย่างหนัก
หลี่กวนฉีคุกเข่าลงต่อหน้าเตาไฟอันร้อนแรง เขาก้มศีรษะคำนับอย่างแรงต่อหน้าเตาไฟ
“แม่ ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณที่ท่านเลี้ยงดูข้ามา ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างดี!”
บนท้องฟ้า ซูเสวียนผู้สวมชุดสีเทา มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อย่างเงียบ ๆ เขานับนิ้วคำนวณและถอนหายใจเบา ๆ
“โชคชะตามันเป็เช่นนี้ แม้ข้าจะอยู่ ก็ไม่อาจฝืนลิขิต์ได้”
เมื่อหลี่กวนฉีกลับถึงบ้าน ซูเสวียนก็ยืนอยู่หน้าประตูบ้านของเขา
หลี่กวนฉีรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆ เขาจึงถามด้วยเสียงแหบพร่า
“ท่าน... มาหาใคร?”
แสงวาบขึ้นในมือของชายชรา เขาหยิบเสื้อคลุมหนามาคลุมให้เด็กชาย และใช้มืออันอบอุ่นจับมือที่เย็นเฉียบของเด็กชาย
แม้ว่าเขาจะเคยเห็นความทุกข์ยากของผู้คนมามากมาย แต่ประสบการณ์ของเด็กคนนี้ก็ยังทำให้ซูเสวียนะเืใจ
ซูเสวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า “เด็กน้อย เ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
“จากนี้ไป ข้าคือปู่ของเ้า เราจะออกไปจากที่นี่”
แม้ดวงตาของเด็กชายจะไร้ความรู้สึก แต่เขาก็ััได้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน น้ำตาไหลลงมาอย่างไม่รู้ตัว เขากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
“ข้าจะได้กินอิ่มหรือไม่...”
ซูเสวียนรู้สึกเ็ปในใจ เขาดึงเด็กชายเข้ามากอดและกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ได้สิ”
“ไม่เพียงแต่เ้าได้กินอิ่มเท่านั้น ข้าจะทำให้เ้ากินอิ่มทุกมื้อและมีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่!”
เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นเขาก็เหลือไว้เพียงหลุมศพสองหลุมที่ตั้งอยู่กลางป่า พร้อมกับป้ายหลุมศพ
และในวันนั้นเอง เด็กชายก็จากเมืองเป่ยเหลียงไปพร้อมกับชายชราผู้มีนามว่าซูเสวียน