บทที่ 3
แลกด้ายแดง แลกโชคชะตา
ดวงิญญาของฮุ่ยเจียงและเลี่ยงซูนั่งรอเข้าพบผู้คุมสูงสุดอยู่ในสวนดอกไม้ด้วยกันอย่างเงียบงัน จนกระทั่งเห็นขอบฟ้าเริ่มทอแสงสีทองรำไร
“เราไปกันเถอะฮุ่ยเจียง”
เลี่ยงซูผุดลุกยืนขึ้น ใบหน้างามเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่เสื่อมคลายแม้แต่นิด ผิดกับอีกคนที่นั่งอยู่ข้างกันสีหน้ากลับมีแต่ความลังเล
ฮุ่ยเจียงเกิดหวั่นใจขึ้นมา รีบคว้าแขนของเลี่ยงซูเอาไว้
“เดี๋ยวสิเลี่ยงซู เ้าคิดดีแล้วหรือ ชีวิตของข้ามันอาจจะทำให้เ้าลำบากทุกข์ยากมากกว่าที่คิดก็ได้นะ”
“ฉันคิดดีแล้วฮุ่ยเจียง เธอไม่ต้องห่วงนะเธอน่ะเป็คนดีเพราะฉะนั้นรีบไปเกิดเป็สิ่งดี ๆ บนโลกมนุษย์เถอะ ส่วนคนพวกนั้นให้เป็หน้าที่ของฉันเอง”
ดวงิญญาของหญิงสาวยิ้มกว้างให้อีกฝ่ายสบายใจ เมื่อฮุ่ยเจียงมองไม่เห็นความลังเลในแววตาของคนตรงหน้าก็พยักหน้าอย่างจำยอมผุดลุกขึ้นเดินตามแผ่นหลังบางอีกคนไป
บริเวณที่ทำการของผู้คุมสูงสุดเวลานี้คลาคล่ำไปด้วยดวงิญญาหน้าใหม่หลายดวงซึ่งกำลังพากันยืนรอให้ผู้คุมพาไปประจำยังเขตรับผิดชอบของตนเรียกความสนใจให้ดวงิญญาของหญิงสาวทั้งสองได้เป็อย่างดี
“ฉันมาขอพบท่านผู้คุมสูงสุดค่ะ”
เลี่ยงซูเดินไปบอกกับผู้คุมที่ยืนคุมประตูที่ทำการใหญ่แห่งโลกหลังคามตาย ก่อนจะพากันถอยออกมายืนรออยู่ที่มุมหนึ่ง
ขณะเดียวกันดวงตากลมโตก็แอบมองสำรวจเหล่าดวงิญญาหน้าใหม่เ่าั้ไปด้วย
เห็นทีว่าผู้คุมสูงสุดจะเจรจาไม่สำเร็จสินะถึงได้มีิญญาใหม่เข้ามาเพียบขนาดนี้ ถ้าไม่มีเธอกับฮุ่ยเจียงเขาก็คงจะได้ลดภาระลงบ้าง เห็นทีเธอคงมีหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
ยืนรอตรงนั้นได้สักพักทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในอาคารที่ทำการ เลี่ยงซูมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้นราวกับว่าไม่เคยเห็นบรรยากาศที่สวยงามขนาดนี้มาก่อน
ด้านในที่ทำการของผู้คุมสูงสุดนั้น ราวกับว่าอยู่ในห้วงอวกาศ ที่มีพระจันทร์ดวงโตลอยเด่นเป็สง่าเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ อีกทั้งยังเห็นดาวดวงอื่นอยู่ไกลลิบ สมจริงยิ่งกว่าพิพิธภัณฑ์อวกาศที่เธอเคยไปเป็ที่สุด
“เ้าทำอย่างกับว่าไม่เคยเห็นอย่างนั้นแหละ”
ฮุ่ยเจียงกระซิบเรียกสติเลี่ยงซูที่ตอนนี้แทบจะวิ่งเข้าหาพระจันทร์อยู่เนือง ๆ พร้อมกับรีบกระตุกแขนเพื่อนเอาไว้
ดวงตาหวานของหยางฮุ่ยเจียงแอบเหลือบมองผู้คุมสูงสุดที่จ้องมาที่พวกเธอเขม็งด้วยความเกรงใจ
“เอ่อโทษทีจ้ะ พอดีว่าวันนั้นฉันไม่ทันได้มองอะไรเลยน่ะ”
“อะแฮ่ม! ว่าไงพวกเ้ามีอะไรงั้นรึถึงได้มาขอพบข้า”
ผู้คุมสูงสุดมองลอดแว่นตากลมลงมายังดวงิญญาของหญิงสาวทั้งสอง จากบัลลังก์ที่ลอยบนอากาศอยู่สูงจากพื้นไปราวสองเมตร
ขณะเดียวกันมือที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาก็สางเคราสีขาวยาว ๆ ของตัวเองไปด้วยอย่างเบามือ อีกมือก็ยกจอกเหล้าข้างกายขึ้นจิบไปด้วย
ดวงิญญาสาวนักแม่นปืนสูดหายใจเข้าลึกเรียกความมั่นใจให้ตัวเองอีกครั้ง ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยว โพล่งถามออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม
“ฉันขอแลกด้ายแดงกับเพื่อนได้ไหมคะท่านผู้คุม ฉันอยากแลกด้ายแดงกับหยางฮุ่ยเจียง”
พรวด! แค่ก ๆ
เมื่อได้ยินสิ่งที่เลี่ยงซูนั้นร้องขอผู้คุมสูงสุดแห่งโลกหลังความตายก็ถึงกับสำลักเหล้าที่พึ่งยกจอกดื่มเข้าไปออกมาจนเปรอะเปื้อนโต๊ะเบื้องหน้าตัวเองไปทั่ว
“จะ เ้า แค่ก ๆ ว่ายังไงนะ เ้ารู้ไหมสิ่งที่เ้าขอมันเื่ใหญ่มากเลยนะ”
“รู้ค่ะ ฉันรู้ดี และก็ตัดสินใจดีแล้วค่ะท่านผู้คุมสูงสุดได้โปรดอนุญาตให้พวกเราแลกด้ายแดงกันเถอะนะเ้าคะ”
ชายชราที่ปรับลมหายใจให้เป็ปกติได้แล้วก็หันมามองหน้าฮุ่ยเจียงบ้าง
ิญญาของหยางฮุ่ยเจียงนั้นอยู่ที่นี่มานานกว่าคนอื่นมาก ไม่เคยสร้างเื่วุ่นวายอะไร ถือว่าเป็ิญญาชั้นดีอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้
ส่วนเลี่ยงซูนั้นเป็ิญญาที่ไม่ได้ต้องโทษแต่อย่างใด นางเพียงแต่มาใช้เวลารอให้ถึงวันหมดอายุขัยก็เท่านั้น
ผู้คุมสูงสุดใช้ความคิดในหัวอย่างหนักพยายามคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เพราะหากทั้งสองแลกด้ายแดงกันแล้วก็เท่ากับว่าแลกชะตาชีวิตกันตลอดไปเป็นิจนิรันดร์ และโชคชะตาก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย
คนที่มีอำนาจสูงสุดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปมองหน้าหยางฮุ่ยเจียงแล้วถามออกมาเสียงดุ
“เ้า แล้วเต็มใจจะแลกด้ายแดงกับนางหรือไม่”
“เ้าค่ะท่านผู้คุมสูงสุด ข้าเต็มใจเ้าค่ะ”