สำนักเซิ่งหยวนตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นฮั่น เป็พื้นที่ราบที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักอดีตเป็หลวงจีนรูปหนึ่ง ทำให้ไม่ยึดกับกระบี่ตามอย่างสำนักอื่นๆในแคว้นฮั่นที่ยึดถือกระบี่เป็ศาสตราวุธอันดับหนึ่ง แต่เดิมสำนักเซิ่งหยวนจัดเป็หนึ่งในยอดสำนักแห่งแผ่นดิน ต่อมาจึงค่อยๆตกต่ำลงจนกลายเป็สำนักระดับสูงอย่างเช่นทุกวันนีั แต่อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้าด้วยรากฐานอันมั่นคง บรรดาศิษย์เก่ายังมีชื่อเสียงมากมายทำให้สำนักเซิ่งหยวนยืนหยัดเป็สำนักระดับสูงอย่างมั่นคง
หลังจากที่คนเฝ้าประตูร่างอ้วนเข้าไปแจ้งกับผู้าุโเซี่ยไม่นาน ก็กลับแต่กลับพาเด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ปีสวมชุดสีฟ้าสดใสหน้าตาน่ารักมาด้วยคนหนึ่ง
"คนอ้วนเซียว เดินเร็วกว่านี้ได้หรือไม่" เด็กสาวอารมณ์ขุ่นมัวหลังจากที่อาจารย์สั่งให้ตนเองมารับ ขอทานน้อยสองคนนั่น
"พวกเ้าสองคนใช่หรือไม่ที่้าพบอาจารย์ข้า ช่างเหมือนขอทานน้อยจริงๆ" เด็กสาวกล่าวคำด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด สายตากลับจ้องสำรวจจางหยุนกับหวังเอ้อเหมาด้วยความซุกซน
เมื่อจางหยุนได้ยินคำพูดของเด็กสาวกลับมิได้โกรธเคืองเพียงยิ้มขื่น นึกๆดูเดินทางมาหลายเดือนกลับใส่เสื้อผ้าเพียงชุดเดียว สารรูปตนกลับเป็เหมือนขอทานน้อยอย่างว่าจริงๆ
"เป็พวกข้าสองคนเอง พี่สาวคนสวย รบกวนท่านนำทางด้วย"เป็หวังเอ้อเหมากล่าวาจาประจบประแจง หลังจากตรากตรำเดินทางมาหลายเดือนมันก็กลับมาร่าเริงดังเดิม
"นับว่าเ้ารู้ความ ตามเจี่ยเจี่ยมา"เด็กสาวเดินนำหน้าทั้งสองคนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ทั้งวางมาดราวกับเป็ผู้าุโท่านหนึ่ง หลังจากเป็น้องเล็กมาหลายปี ความรู้สึกที่มีน้องเล็กกว่าเช่นนี้กลับยังไม่เลว
ทั้งสามคนเดินผ่านลานกว้าง ลัดเลาะเข้าสู่ภายใน จางหยุนเหลือบตามองสภาพรอบข้าง กลับไม่ค่อยพบเห็นผู้คนฝึกวิชาบนลานกว้างกันสักเท่าใด ต่างจากคำบอกเล่าที่ออกจากปากนักเล่านิทานที่บอกเล่าจนน้ำลายแตกฟอง ว่าภายในสำนักใหญ่ผู้คนฝึกยุทธอยู่ทุกพื้นที่โดยเฉพาะลานกว้างที่ไม่เคยว่างเว้นอย่างสิ้นเชิง
โดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ทั้งสามเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้องแล้ว แต่ผู้ที่มันมาขอพบกับแตกต่างจากที่มันคาดคิดไว้อย่างสิ้นเชิง ในมโนภาพของมันผู้าุโเซี่ยเป็ชายชราท่าทางใจดี กอรปไปด้วยบุคลิกภาพของยอดฝีมือ ไหนเลยจะคาดว่าเป็หญิงสาวที่งดงามหยดย้อยเช่นนี้
หญิงสาวอายุราวสามสิบเศษ มีดวงตาดั่งหงส์ คิ้วเรียวยาวดั่งตวัดพู่กันขีดเขียน ใบหน้าเรียว จมูกโด่งเป็สันรับกับปากที่เรียวเล็กได้รูป ทรวดทรงองค์เอวช่างขีดโค้งงดงามยิ่งนัก หญิงสาวในชุดยาวสีฟ้าอ่อนนั่งบนเก้าอี้หินตัวนั้น กลับเป็ เซี่ยหยูเฟย ผู้าุโเซี่ยที่พวกมันดั้นด้นมาหา
"คารวะผู้าุโเซี่ย ผู้เยาว์จางหยุน"
"คารวะผู้อาสุโสเซี่ย ผู้เยาว์หวังเอ้อเหมา"
พวกมันมิกล้าชักช้ารีบโน้มตัวคารวะพร้อมกล่าวคำแนะนำตัว อย่างรวดเร็ว
"เล่าเื่ของพวกเ้าให้ข้าฟัง" เซี่ยหยูเฟยพลันเอ่ยปากให้ทั้งสองคนเล่าเื่ราวของตน
จางหยุนจึงเล่าเื่ราวที่ตัวเองเป็ศิษย์หลินเฟย จวบจนกระทั่งโดนไล่ล่าอย่างไรเดินทางมาถึงที่นี่ได้อย่างไร และมันยังคงเว้นเื่บันทึกไว้เช่นเดิม หลังจากกล่าวจบเซี่ยหยูเฟยกลับเงียบไป ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นมาอีก
"เล่าเื่หลินชางอวี้ทั้งหมดที่เ้าร่วงรู้ออกมา"
จางหยุนเรียบเรียงความคิด ก่อนที่จะเล่าเื่ราวทั้งหมดตามที่อาจารย์อาหลินเฟิงเล่าให้มันฟัง อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่น หลังจากเล่าจบเซี่ยหยูเฟยนัยตาเริ่มแดง มีน้ำใสๆเอ่อคลอขึ้นมา นางนิ่งเงียบไปประมาณหนึ่งเค่อ ค่อยเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง
"นับแต่นี้พวกเ้าทั้งสองคนถือเป็ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักเรา ไปดูแลทำความสะอาดหอคัมภีร์ ถงเอ๋อพาสองคนนี้ไปยังที่พัก แล้วให้เด็กรับใช้หาเสื้อผ้าให้พวกมันผลัดเปลี่ยน" กล่าวจบนางโบกมือวูบขับไล่ทุกผู้คนออกไป
หลังจากไม่มีผู้ใดในห้องแล้ว นางกลับฟุบหน้าลงกับโต๊ะหินร่ำไห้จนโต๊ะหินเจิ่งนองไปด้วยน้ำตา
"เ้าคนโง่ชางอวี้เสียทีที่เรียกตัวเองเป็อัจฉริยะกลับตายลงแบบนี้ ฮือ..ฮือ.."
หลังจากเซี่ยถงจากไปมันทั้งสองต่างพากับเก็บกวาดห้องเป็การใหญ่
"ดั้นด้นมาเป็พันลี้เพื่อมาเป็คนเก็บกวาดหอคัมภีร์ ช่างคุ้มค่าเหนื่อยยิ่งนัก" หวังเอ้อเหมากวาดไปบ่นไป แววตาเหนื่อยหน่าย ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
"เอาน่าอาเหมา อย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกผู้คนไล่ล่า มีอาหารให้กิน แถมยังมีโอกาสได้ร่ำเรียนยอดวิชา" จางหยุนกล่าววาจาปลอบโยน มันเชื่อว่าหากมันขยันหมั่นเพียรมากพอมันก็สามรถเข้าเป็ศิษย์ฝ่ายในได้
พอเก็บกวาดห้องเสร็จก็มีเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดี๋ยวกับพวกมันเข้ามาหาอย่างเป็มิตร เด็กหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่ากัวหย่ง เข้ามาเป็ศิษย์ฝ่ายนอกได้ปีกว่าแล้ว จากเส้นสายที่มันมีพี่ชายเป็ศิษย์ฝ่ายในผู้หนึ่ง
กัวหย่งได้แนะนำพวกมันถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆของสำนัก เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่ถูกลงโทษ ในทุกวันพวกมันต้องทำความสะอาดหอคัมภีร์่เย็นหลังจากที่ไม่มีผู้ใดใช้แล้ว ทุกสัปดาห์จะมีศิษย์ฝ่ายในมาบรรยายวิธีการฝึกตน ทุกเดือนจะมีสิทธิ์เข้าหอคัมภีร์ยุทธ์ระดับต่ำเพื่อนำมาฝึกได้หนึ่งครั้ง และทุกปีจะมีการเข้าสอบคัดเลือกเผื่อเข้าเป็ศิษย์ฝ่ายในคุณสมบัติผู้เข้าสอบคือต้องบรรลุขั้นจอมยุทธ์แล้วเท่านั้น
หลังจากกัวหย่งบอกกล่าวจนหมดสิ้น พวกมันถึงรู้ตัวว่าถึงเวลาที่ต้องไปทำความสะอาดหอคัมภีร์แล้ว พวกมันจึงรีบเร่งเดินทางไปที่หอคัมภีร์
หอคัมภีร์ที่กว่ากลับมิใช่หอคัมภีร์ที่เก็บสุดยอดวิทยายุทธ์เอาไว้แต่กลับเป็หอที่เก็บคัมภีร์ขนาดใหญ่โตที่รวบรวมตำหรับตำราต่างๆ มาเก็บไว้มากมาย นี่นับได้ว่าเป็แหล่งความรู้ขนาดใหญ่ กล่าวได้ว่าต่อให้เป็ทั้งแผ่นดิน สถานที่ที่มีคัมภีร์มากมายถึงนี้มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น จางหยุนระงับความตื่นตะลึงที่เห็นหอคัมภีร์ใหญ่โตปานนีั มันได้แต่คิดว่าต้องใช้เวลานานกี่สิบ กี่ร้อยปีมันถึงจะอ่านตำราเหล่านี้จนหมดสิ้น
จางหยุนกับหวังเอ้อเหมากับใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามในการทำความสะอาดหอคัมภีร์ที่ใหญ่โตเช่นนี้ คนกลับเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็อย่างยิ่ง พอเอนกายลงที่นอนก็หลับลงในทันใด
วันนี้นับเป็วันที่สามที่พวกมันมาถึงสำนักเซิ่งหยวน แต่กลับเป็วันแรกสำหรับพวกมันที่จะมีศิษย์พี่ฝ่ายในมาบรรยายถึงวิธีการฝึกตน จางหยุนกับหวังเอ้อเหมามานั่งฟังศิษย์พี่ฝ่ายในท่านหนึ่งมาบรรยายเกี่ยวกับการบ่มเพาะจิต เนื่องจากวันนี้เป็วันแรกที่พวกมันมานั่งฟังบรรยายจึงตั้งใจฟังเป็พิเศษ แต่พอฟังไปได้ถึง่ท้ายกลับรู้สึกน่าเบื่อยิ่งนัก เนื้อหาเหล่านี้อาจารย์หลินเฟยกลับสอนพวกมันมาเนิ่นนานแล้ว พอเหลียวไปดูหวังเอ้อเหมามันกลับนั่งหลับน้ำลายยืด มิรู้ว่ามันกำลังเข้าเฝ้าท่านเซียนท่านใด
หลังจากศิษย์พี่ผู้นั้นบรรยายจบคนกลับกันไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงหวังเอ้อเหมานั่งหลับไม่ตื่น มันจึงแกล้งปล่อยให้หวังเอ้อเหมานั่งหลับต่อไป จวบจนมันตื่นขึ้นมากลับพบว่ามีมันนั่งอยู่คนเดียวทุกคนได้กลับไปหมดแล้ว หวังเอ้อเหมาจึงวิ่งกลับไปหาจางหยุนที่ห้อง พร้อมกับเสียงหัวเราะครื้นจากเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกที่อยู่ใกล้ๆ ที่ดังไล่หลังมันมา หวังเอ้อเหมาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันะโดังลั่น
"พี่น้องอันใดทิ้งกันแบบนี้ เสี่ยวหยุน เกอขอเสี่ยงกับเ้าแล้ว..! "