- คนที่คิดว่าการเมืองใกลตัว แสดงว่าไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน -
ผมเป็ชายในประเทศที่ใช้ภาษาเดียวกับที่พิมพ์อยู่นี้ เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีพ่อเป็ข้าราชการที่ทิ้งลูกเมีย และแม่ที่เลี้ยงผมมาคนเดียว ในสังคมที่แวดล้อมด้วยยาเสพติด วัด สุเหร่า และเหล้าขาว จากสิ่งที่ประสบพบเจอมาพวกนี้ ทำให้ผมค่อนข้างปากกัดตีนถีบมาั้แ่อ่านหนังสือออก และทุกวันนี้ก็ยังลำบากอยู่ ถึงจะลำบากน้อยลงไปกว่าเดิมก็ตามที
ต้นทุนในชีวิตของคนเรานั้น ไม่เท่ากัน นี่เป็เื่จริงอย่างที่สุด เด็กบางคนเกิดมาก็รายล้อมด้วยความสุข และบางคนเช่นผม ก็สุขบ้าง ทุกข์บ่อยๆ ทำให้ผมได้ความสามารถในการมองหาสิ่งที่หลายคนพึงได้รับกันอย่างเท่าเทียมั้แ่อายุยังน้อย นั่นคือ 'โอกาส'
โอกาส สำหรับผมเป็สิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากๆ มากขนาดที่ต่อให้ต้องย่ำหัวคนอื่นขึ้นไปเพื่อคว้ามันมา ผมก็ทำ และเคยทำแล้วด้วย แม้กระทั่งเื่เล็กน้อยอย่างการต่อแถวซื้อข้าว ความเร็วในการกลับถึงบ้านหลังเลิกเรียน ความสบายที่ทำการบ้านเสร็จั้แ่ก่อนเลิกเรียน หลอกล่อให้คนอื่นไปรับเคราะห์เพื่อให้ตัวเองปลอดภัย ซึ่งถ้าอ่านมาถึงตรงจุดนี้ คุณคงจะสงสัยในคุณธรรมของตัวผม ทั้งหมดนั่นเป็เื่สมัยตอนผมยังเด็กเล็กระดับประถมถึงมัธยมต้น ประกอบด้วยสภาพแวดล้อมที่ต้องชิงดีชิงเด่น และคำสอนทางสังคมที่ว่า 'เราต้องเป็เ้าคนนายคน' บีบให้ความคิดความรู้สึกของผมคับแคบลงจนเหลือแค่นั้น
ความหมายต่อคำว่าโอกาสของผมเปลี่ยนไป เมื่อตอนที่ผมรู้จัก internet เว็บแรกที่ผมเข้าคือ wikipedia อย่าไปนับ google เพราะมันเป็แค่ทางผ่าน ในตอนนั้นผมทำรายงานเื่าโลกครั้งที่ 2 มันทำให้ผมได้รู้ว่าจุดเริ่มต้นของามาจาก 'การเมือง' อันเป็สิ่งซึ่งประกอบไปด้วย การตกลงผลประโยชน์ ความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา และความแตกต่างทางความคิดพื้นฐานอันถูกบ่มเพาะมาจากการศึกษา อนึ่งตัวอย่างที่ผมยกมาเป็ส่วนประกอบของการเมืองนั้น อาจมองว่าไม่เห็นจะเกี่ยวเลย แต่ลองคิดดูสิ ทุกอย่างที่กล่าวมามันมีจุดหนึ่งที่เชื่อมกันอยู่ คือการที่มันต้องมีการพูดคุยของคนมากกว่าหนึ่งคน เห็นมั้ยครับ ว่าที่จริงแล้วมันคือทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม
การเมืองตามความหมายที่ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมเมื่ออายุมากขึ้นนั้น มีความหมายว่า การที่คนมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป มาตกลงร่วมกันเพื่อหาทางออกในเื่ใดก็ตาม ทั้งที่ขัดแย้งกันเพื่อหาทางออก และที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อหาทางให้เกิดผลดีที่สุด สุดท้ายแล้วขั้นตอนในการหาทางออกเ่าั้จะเป็ไปในรูปแบบไหนก็ตาม ทั้งาเต็มรูปแบบ จนถึงเสียงดังใส่กัน มันจะจบลงที่การเจรจาเสมอ ไม่มีาใดจบลงด้วยการฆ่าล้างโคตรกันในยุคที่ทุกคนมีภาษาพูด
ที่ฝอยมายืดยาวก็เพื่อให้ความเข้าใจในความหมายพื้นฐานของการเมืองตกผลึก ทีนี้เรามาเข้าเื่โอกาสกัน สำหรับผู้ที่มีต้นทุนชีวิตดีอยู่แล้วนั้น การมาของโอกาสง่ายกว่าผู้ที่ต้นทุนต่ำมากๆ ผมใช้คำว่า 'การมาของโอกาส' ไม่ใช่ 'การเห็นโอกาส' คนจะเห็นโอกาสต่อเมื่อมันเข้ามาใกล้แล้วเท่านั้น ทีนี้ผมจะไม่อธิบายว่าทำไมคนที่ฐานะดีมีโอกาสเข้ามาง่ายกว่า แต่ผมจะหันไปบอกว่าทำไมคนฐานะยากจนต้นทุนทางสังคมต่ำจึงมีโอกาสเข้ามาน้อยกว่าแทน
โอกาสมาถึงคนจนได้ยากเพราะอะไร นั่นเพราะปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้เกิดการต่อยอดของเขาไม่พร้อม เขาจะมองเห็นภาพตัวเองกำลังมีความสุขสบายได้อย่างไร ในเมื่อแค่จะหาเงินมาซื้อข้าวให้ครบ 3 มื้อ ในแต่ละวันยังยากลำบาก สิ่งที่อยู่ในหัวเขาคือการหาทางหาเงินมาตัดปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า การอดออมนั้นแทบเกิดขึ้นไม่ได้ ในขณะที่คนมีฐานะดีไม่ต้องทรมาณกับการไม่มีข้าวกิน ถ้าคุณไม่เคยจนมาก่อน คุณจินตนาการไม่ออกหรอก ก็เหมือนกับที่คนจนจินตนาการถึงความสะดวกสบายในชีวิตไม่ออก ไอ้คำว่าตรากตรำทำงานเข้าไปเดี๋ยวก็ดีเอง มันเกิดขึ้นไม่ได้ อย่าพูดถึงเสื่ิอผืนหมอนใบทำไมรวย เดี๋ยวพูดถึงแน่!
ทีนี้สิ่งที่จะมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้่คืออะไรล่ะ? มันก็คือการศึกษาไงครับ การศึกษาจะเปิดโลกทัศน์ให้กับเด็กๆ ฐานะยากจนที่เคยแต่เห็นพ่อแม่ลำบากลำบนทำงาน พวกเขาจะได้รับรู้ว่าที่จริงแล้วนั้น โลกนี้ยังมีหนทางอีกหลากหลาย พวกเขาจะเติบโตขึ้นไปเป็ทรพยากรบุคคลที่ดีของสังคม เป็เสาหลักค้ำยันให้กับครอบครัว เป็ความหวังที่ส่องสว่าง แต่ในความเป็จริงแล้วการศึกษาของประเทศนี้ ไม่ได้ทำให้เด็กเป็แบบนั้น ช่างน่าเศร้าที่กว่าผมจะรู้ตัวถึงความบกพร่องทางความคิดที่ถูกเพาะบ่มมาก็เล่นเอาตอนมัธยมปลายเสียแล้ว
- ผมไม่สนว่าคนๆ นั้นจะเป็ใครมาจากไหน ขอแค่มันทำให้ผมมีเงินซื้อข้าวกินครบ 3 มื้อ และเหลือพอไปถลุงเล่นกับฟิกเกอร์สาวน้อย นั่นก็พอแล้ว -
ในตอนที่ผมขึ้นมัธยมปลาย เกิดเหตุการณ์ประเทศใช้หนี้ IMF ได้หมดก่อนกำหนด ซึ่งไอ้สิ่งนี้นั้นผมแทบไม่รู้จักมันเลย เพราะโรงเรียนแทบไม่เคยสอน ถึงสอนก็ไม่ให้ค่าความสำคัญจนเกิดประเด็น ผมอยากรู้เพิ่มเติมเลยไปศึกษาเองทาง internet จนเข้าใจว่าอยู่ดีๆ เศรฐกิจมันจะดีขึ้นเอง หรือแย่ลงไปเอง มันเป็ไปไม่ได้ มันเป็เพราะการบริหารบ้านเมือง มันเป็ณเพราะการเมือง มันทำให้รู้อีกว่าในยุคก่อน ที่ผมกับแม่ต้องลำบากประหยัดเงินกันเต็มที่ ก็เพราะรัฐบาลมันบริหารเศรษฐกิจได้เxี้ย จนพอเปลี่ยนรัฐบาลมาบริหารเศรษฐกิจมันถึงดีขึ้น มันทำให้ผมรู้จักประชาธิปไตย และการเลือกตั้งที่ผมแทบไม่เคยแยแสมาก่อน มันทำให้รู้ว่าหัวของประเทศต้องฉลาด เป็คนที่เราร่วมกันเลือกเข้าไปบริหารการเมืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- ผมเคยคิดว่าที่ผมลำบากยากจนทุกวันนี้ ก็เพราะบาปบุญจากชาติก่อน ตามคำสอนแบบบ้านเรา แต่ทุกวันผมหันมาสนใจเพียงผลประโยชน์ ที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และไม่ผิดกติกาสังคม -
เศรษฐกิจต่างหากที่กำหนดอนาคตของผม นั่นหมายความว่า "การเมืองต่างหาก ที่จะช่วยให้ชีวิตผมดีขึ้นได้" เพราะว่าการเมืองคือการตกลงกันระหว่างคน 2 คนขึ้นไป เพื่อผลประโยชน์ สิ่งที่ผูกพันกับผลประโยชน์คือการทำธุรกิจ เกิดการลงทุน เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่า "การเมืองดี = เศรษฐกิจดี" and vice versa
ทีนี้แล้ว คงไม่มีใครคิดว่าการเมืองเป็เื่ใกลตัวอีก ต่อไปเรามาพูดถึงการศึกษากับการชักว่าวกันดีกว่า การเป็เ้าของชีวิตนั้น มันไม่ใช่ว่าจะคิดเองได้ทุกคน
ผมเกลียดการไปเรียนมาก ก็เหมือนกับที่หลายๆ คนเป็ แต่ว่าความลำบากมันสอนผมครับ ผมที่มีแม่ทำงานแค่คนเดียว ทำให้ลำบากต่อการประคองค่ากินค่าใช้ การไปเรียนทำให้ช่วยประหยัดค่าอาหารกลางวัน และอาหารเย็นด้วยเพราะผมจะเอาถุงไปขอกับข้าวที่เหลือกลับบ้าน การโดนด่าไอ้จนเป็เื่ไร้สาระ ผมจำได้ว่าตอน ป.4 มั้ง ผมสวนคนที่มาล้อเลียนว่า 'เออ กูจน ไอ้รวย ไอ้k_ย' แล้วก็มีเสียงฮาตามมา ก็กูไม่รู้จะด่ามันว่ายังไงนี่หว่า แต่ก็ใช่ว่าผมจะเห็นคุณค่าของเงินมากนัก เพราะผมไม่ได้หาเงินเอง ทำให้ผมเองก็ไปติดเกมเหมือนเด็กหลายๆ คน แต่นั่นคือจุดเปลี่ยน
การเรียนในห้องเรียนนั้นมันน่าเบื่อสัสๆ ผมจึงหลับในห้องเรียน เคลียร์การบ้านทันที เพื่อจะตรงดิ่งสู่ร้านเกมหลังเลิกเรียน ที่ร้านเกมเรามีสังคมที่แตกต่าง เด็กวัยต่างๆ เข้ามาพูดคุยกันโดยไม่เกี่ยงอายุ ขอเพียงเล่นเก่งกว่า คุณคือลูกเพ่ นั่นทำให้ผมได้เรียนรู้ความสามารถในการเข้าสังคม การฉวยโอกาส และการคว้าโอกาส ทั้งจากการคบหาเพื่อนต่างวัยและการแข่งเล่นเกมกินเงิน เป็สิ่งที่โรงเรียนไม่มีวันสอนคุณได้
- สำหรับคนยากจน โอกาสจะโผล่มาแว้บเดียว เราต้องหาทางวางตำแหน่งตัวเองไว้ในจุดที่น่าจะคว้ามันได้ทันทีที่เห็น สั้นๆ คือหาจังหวะ -
เกมแรกที่ผมเล่นกินเงินคือ Counter Strike เกมยิงกันง่ายๆ ที่เสือกสอนให้ผมเริ่มบริหารเงินและมองหาจังหวะ ใน CS นั้น การซื้ออุปกรณ์ฆ่ากันต้องใช้เงินทุกอย่าง ถ้าตาไหนชนะก็ได้เงินมาก ถ้าตายแล้วแพ้ด้วยคือเงินมึงแทบหมด ทีนี้การจะซื้ออะไรจึงต้องคำนวนให้ดี จะซื้อปืนพร้อมะเิต้องมีเงินเท่าไหร่ คำนวนไปถึงถ้าเสือกตายขึ้นมา ตาถัดไปจะซื้ออะไรได้บ้าง รวมถึงการหาจังหวะเข้าไปยิงศัตรูตอนมันเปลี่ยนะุ พอเล่นพนันเงินกันจริงๆ มันเลยต้องคิดกันโคตรจะลงลึก ในร้านเกมที่กระห่ำไปด้วยเสียงปืนและเพลงของ Linkin Park การฆ่ากันในโลกดิจิตอลเพื่อเงินในชีวิตจริง ปรับเปลี่ยนวิธีมองโลกของผมไปทีละน้อย
เกมที่ 2 ซึ่งยังคงติดงอมแงมมาถึงปัจจุบัน เล่นมันแทบทุกวันมา 20 ปี คือ StarCraft สุดยอดเกมวางแผน Real-Time Startegy เกมนี้เป็เกมพลิกระบบการคิดของผมในวัยเด็กเลย รวมเพลงของ LP เข้าไปด้วยนะ
เกมนี้มีรายละเอียดยิบย่อยยุ่บยั่บ สำหรับเด็กคนนึงที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก มันยากบัดซบเลยทีเดียว Because of that, now I have a reason to learn foreign languages and woe to the school for it stupid way to motivated people. Thank you teachers!
RTS games in general forced you to think ahead, a lot. You started with some workers and the main building with a little bit of resources. You have to crawl your way to victory by expanded your bases, prepared your forces and find the weakest spot of your foes and strike them! Positioning is a key to get you a chance to win! Do remembered that your opponents also think the same. (IF they were humans.) Yeah, that is 36 stratagem for you.
ว่าง่ายๆ ก็คือผู้เล่นทุกคนเริ่มเกมด้วยทรัพยากรนิดหน่อย แล้วต้องหาทางฆ่าทุกคนที่ขวางทางเพื่อชัยชนะ จะทำยังไงก็ได้ ล่อตี ล้อมตุ๋ย เผาหลังบ้าน ฆ่าคนงาน เชือดแม่ทัพ ทำได้หมด แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็คิดเหมือนคุณ เพราะงั้นคุณก็ต้องวางแผนล่วงหน้าสวนกันไปมา และเครื่องมือนั้นล่ะ? ก็คือการสำรวจไง รบกี่ครั้งก็ชนะถ้ารู้เขารู้เรา พอรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร เราก็วางแผน วางตำแหน่งล่วงหน้ารอได้ ฉวยโอกาสในการลงมือก่อน
แน่นอนว่าเกมที่แม่งโคตรจะซับซ้อนแบบนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสมองน้อยๆ ของเด็กคนหนึ่งแน่ ผมคิดเป็เอาตอนนั้น เริ่มวางแผนการใช้เงินเป็ พอขึ้น ม.ต้น ผมก็วางแผนชีวิตปูทางแล้วพร้อมแปลงร่างเป็ทรัพยากรบุคคลแล้ว และในตอนนั้นที่เริ่มทำงานพิเศษนอกจากการช่วยแม่ ก็ทำให้ผมเป็ส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้วในฐานะแรงงานนอกกฎหมาย แต่ทว่าไอ้แผนการทั้งหมดนั้นแม่งพังไม่เป็ท่าเพราะรัฐปะา ก็ไอ้ตอนวางแผนเศรษฐกิจมันดี หางานง่าย โอกาสเยอะนี่หว่า
ผมพูดถึง Linkin Park ไป นี่เองก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่ผมต้องอ่านภาษาอังกฤษให้ออกให้ได้เช่นกัน เพราะเพลงแม่งมันส์มากๆ และผมอยากรู้ว่ามันแปลว่าอะไร พอเริ่มแปลไปได้เพลงหนึ่ง ก็ทำให้ความกระหายที่จะเรียนรู้พรั่งพรู เพลงของวงนี้มันกินใจเหลือเกิน Numb นี่ยังกับฟังชีวิตตัวเอง Somewhere I Belong นี่มันกูนี่หว่า ยิ่งอัลบัมหลังๆ นี่ทำเอาน้ำตาไหล A Light That Never Comes กระชากใจที่กำลังช้ำจากความผิดหวังในชีวิตขณะนั้นได้เป็อย่างดี Heavy เองก็ทำเอามีแรงลุกเดิน เชสเตอร์ไม่น่าตายเลย...
นอกเื่ไปซะเยอะ กลับมาพูดถึงโรงเรียนกันบ้างสิ่งที่โรงเรียนสอนนั้นคือพื้นฐานที่จำเป็... มันควรจะเป็เช่นนั้น ทว่าในความเป็จริงแล้ว พื้นฐานที่จำเป็สุดๆ ต่อชีวิตเด็กอันนึงดันไม่สอน แถมบางทีกีดกันด้วย นั่นคือการค้าขายหากำไร
นอกจากระดับอุดมศึกษาและสายอาชีพซึ่งถือเป็การศึกษาขั้นสูง มีโรงเรียนประถมที่ไหนบ้างที่สอนคุณค้าขายหากำไร? แทบไม่มีเลยใช่ไหมล่ะ ในประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการค้าขายส่งออก ดันไม่สอนเด็กขายของ ตลกร้ายบัดซบ ในทางกลับกัน โรงเรียนสอนเราแค่ให้รัก... และเป็คนดี ที่หาเงินไม่เป็ พอไม่คิดหาเงิน ก็จะคิดไม่เป็ ว่าชีวิตเป็ของใคร
การที่เด็กหาเงินเป็ มันจะทำให้เด็กรู้จักคุณค่าของชีวิต ในแง่ที่ว่า 'เขามีสิทธิ' ที่จะทำอะไรก็ได้ให้ได้เงินมา และเมื่อทำไปจนเกิดผลกระทบ เด็กก็จะรู้ว่าสิทธิที่จะทำให้ได้เงินมานั้น จะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่นด้วย เพราะทุกคนมีสิทธิที่เท่าเทียม มีคุณค่าความเป็คนเท่ากัน ซึ่งมันควรเป็สิ่งที่สอนกันมาั้แ่ระดับประถม พวกคุณๆ ที่อ่านลองนึกย้อนไป ว่าตอนเป็เด็กคุณเคยคิดถึงสิทธิของตัวเองกันแค่ไหน
- เหตุมันเกิด เพราะบังเอิญมือไปสาวหนอนตอนอาบน้ำ -
จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่หลังเลิกเรียนสมัยประถมปลาย ผมเข้าร้านเกมปกติ แล้วเห็นสาวสวยเข้าคนนึง มันทำให้เกิดอารมณ์ประหลาดๆ พอกลับมาบ้านเข้าอาบน้ำ ผมก็ลงมือสาวหนอน เพราะบังเอิญนิ้วไปสะบัดโดนปลายเข้า แล้วปริ่มน้ำออกมา เลยจะฉี่ พอจับยกปุ้บดันรู้สึกหวิว เลยรูดขึ้นรูดลงจนพุ่ง ในวันนั้นผมก็ได้ปลดล็อคสกิลสนับสนุนแบบกดใช้เข้าให้แล้ว
ชื่อสกิล - ชักว่าว level 1 (สกิลกดใช้)
เงื่อนไข : เปิดใช้สกิลนี้เมื่อเกิดความ้าทางเพศ แล้วหาที่ลงไม่ได้
ผลของสกิล : หายเงี่ยn
ผมเอาเื่นี้ไปคุยกับเพื่อน แล้วมันก็บอกว่า นั่นอ่ะคือชักว่าวที่มันเคยคุยกันขำๆ อ๋อ มันคือจังซี่!!! แล้วทำไมโรงเรียนไม่สอนวะ ในเมื่อมันมันส์ขนาดนี้ มันคือ Virtual Reality ของการมีเซ็กส์เลยนะว้อย มันช่วยลดปัญหาไปได้เยอะเลยนะ แต่วิชาสุขศึกษาแม่งไม่เคยพูดถึง พอไปถามครูแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง พวกก็ตอบว่าเพราะศีลธรรม (เขาบอกว่าไม่ดี อย่าไปทำ) แต่พอผมไปกด google หามันดันบอกว่า ไอ้การ masturbation เนี่ย มันส่งผลดีต่อสุขภาพนะเว้ย อ้าว แล้วโรงเรียนก็ดันสอนว่าไม่ดีได้ไงวะ
การเข้าใจในสิทธิ มาบอกว่าก็สอนศีลธรรม จริยธรรม กันไปแล้วไง ก็ใช่ แต่ก็ทำกันแค่นั้น การสอนว่า ทำดีได้บุญ ทำไม่ดีมันบาป มันก็แค่รู้ว่าทำไปแล้วบาป รู้สึกผิด แต่การสอนให้เด็กรู้จักสิทธิตามกฎหมาย การค้าขาย ราคา และคุณค่าของชีวิต ชีวิตเป็ของคุณที่ใช้สิทธิหาเงินให้ตัวเองและครอบครัว จะให้คนอื่นมาใช้สิทธิของคนนั้นข่มเหงด้อยคุณค่า และยึดเข้าเอาเป็เ้าของชีวิตของคุณไม่ได้ ก็เหมือนการกำxำชักว่าว มันเป็สิทธิของคุณ ตราบเท่าที่ไม่ไปทำกลางแจ้งให้ผิดกฎหมาย คุณก็ทำได้!
เื่ที่กล่าวไปเมื่อกี้ โรงเรียนแม่งไม่เคยจะสอนจนเด็กคิดได้เลย โรงเรียนไม่ได้คิดจะทำตัวเป็ส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง การสอนก็ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ดันกลายเป็สื่อภายนอกที่มาสอนเด็กที่ไม่สนใจเรียนได้มากกว่า ถ้าหากว่าโรงเรียนมันสร้างแรงบันดาลใจเด็กได้จริง มันคงไม่มีเด็กอยากโดดเรียนหรอก แบบนี้ไม่เรียกว่าการศึกษาล้มเหลว แล้วจะเรียกว่าอะไร! เรียกว่าไม่สัมฤทธิ์ผลเหรอ? อย่ามาย้อนแย้งเลยว่ะ ล้มเหลวนั่นแหละเว้ย นี่ยังไม่นับว่าบังคับซื้อเครื่องแบบให้แม่กูต้องเอาทีวีไปจำนำอีกด้วยนะ
- นี่ถ้าวันนั้นไม่ชักว่าว คงคิดไม่ได้ขนาดนี้นะเนี่ย -
ขอบคุณที่ทนอ่านกันมาได้จนจบ อย่างที่ได้กล่าวไป การเมืองไม่เคยห่างตัว แค่คุยกันหาร้านไปกินข้าว ก็เกิดการตกลงทางการเมืองแล้ว ส่งผลต่อการทำธุรกิจ ไปกินร้านไหนธุรกิจนั้นก็ได้กำไร ผลกำไรมากขึ้นก็ขยายกิจการออกไปได้กลายเป็รากฐานทางเศรษฐกิจ แต่กลับกันโรงเรียนดันไม่สอนให้เด็กๆ รู้จักค้าขาย ทั้งที่เป็ทักษะสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง กระทั่งเื่เพศศึกษาพื้นฐานจนถึงสิทธิตัวบุคคลยังไม่ใส่ใจ พอเด็กไม่รู้จักสิทธิก็ไม่สนใจการเมืิองระดับประเทศ ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร ไม่รู้ว่าหายนะทางการเมืองจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ อันจะทำให้ชีวิตต้องลำบาก
การศึกษาห่วย = ไม่รู้จักสิทธิ => ไม่เข้าใจการเมือง = ไม่เข้าใจเศรษฐกิจ
ทั้งหมดนี้คือปัญหาเชิงโครงสร้าง พวกคุณโดนผม (พยายาม) ล้างสมองแล้ว
- อย่าฟินน้ำแตกไปกับรายการทีวีที่เอาคนจนมาออก จงมองไปถึงรากฐานว่าทำไมเขาถึงจน -