พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค2 สุสานราชันไร้พ่าย

    ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นใหม่

    ณ พื้นที่แห่งหนึ่งบนภูเขาขนาดกลางของดินแดนแห่งท้องฟ้า วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เหล่าฝูงชนกำลังเดินทางขึ้นไปยังภูเขาราวกับมีงานเทศกาลใหญ่จัดขึ้นที่นี่ “โอ๊ะ!” เสียงอุทานจากหญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่งที่เหยียบก้อนหินพลาดแล้วเซตัวกำลังจะล้ม “เดินระวังหน่อย เดี๋ยวหกล้มแล้วจะเดินช้า พวกเราต้องรีบไปจับจองพื้นที่ขายของก่อนพ่อค้าชนเผ่าอื่น” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ที่ตัวผอมสูง ผิวหยาบกร้าน และแบกสินค้าอยู่บนหลัง พูดกับหญิงสาวที่ดูอ่อนกว่า หลังใช้มือประคองที่ตัวหญิงสาวเพื่อไม่ให้ล้ม “ท่านพ่อ ข้าขอโทษ.... ท่านไม่ต้องห่วงเดี๋ยวข้าจะรีบวิ่งขึ้นไปก่อน เพื่อไปจองพื้นที่ ๆ ๆดีที่สุดให้” หญิงสาวขอโทษชายวัยกลางคน พร้อมยิ้มแย้มก่อนยืนทรงตัว แล้วรีบวิ่งนำหน้าชายวัยกลางคนเมื่อมองดูใบหน้าของหญิงสาวแล้ว นับได้ว่ามีความงดงามกว่าหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป แววตาแฝงความฉลาด มีท่าทางที่คล่องแคล่ว ว่องไว “เวยเวย เจ้าเพิ่งมาหรือนี่ ข้างๆร้านค้าของข้ายังมีที่ว่างอยู่นะ” เสียงหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งตะโกนเรียกหญิงสาว “ท่านป้าหวัง ขอบคุณมาก ข้ากำลังคิดว่าจะมีพื้นที่เหลืออีกหรือไม่ ดูถ้าวันนี้ผู้คนน่าจะมากกว่าทุกครั้ง พวกเราน่าจะขายดี” หญิงสาวกล่าวขอบคุณ นางมีชื่อว่า “เวยเวย” เป็นสาวชาวบ้าน ครอบครัวมีอาชีพร้านค้าเร่ ซึ่งในช่วงสงครามแบบนี้ ชาวบ้านธรรมดาที่ใจกล้าไม่กลัวภัยสงคราม ก็อาศัยการยังชีพด้วยการค้าขายเล็กๆน้อยๆเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เมื่อสามปีที่แล้ว ที่ดินแดนแห่งท้องฟ้ามีสงครามชิงป้ายประจำชนเผ่าเกิดขึ้น หากภายในห้าปี ชนเผ่าใดที่มีป้ายประจำเผ่าไม่ถึงสิบป้าย จะไม่สามารถเอาตัวรอดได้จากภัยพิบัติใหญ่ จึงทำให้ชนเผ่ามากมายทำสงครามกันมาตลอด จนกระทั่งสงครามดำเนินมาถึงปีที่สาม ชนเผ่ามากมายก็เริ่มไม่กล้าบุกทำสงครามกันต่อเพราะตอนนี้เหลือแต่ขั้วอำนาจขนาดใหญ่อยู่ราวห้าสิบกลุ่ม ซึ่งชนเผ่าเล็กๆและชนเผ่าขนาดกลางที่ไม่มีพันธมิตรได้ถูกกวาดล้างไปจนหมดแล้ว กลุ่มขั้วอำนาจขนาดใหญ่นี้มีด้วยกันอยู่สองแบบ นั่นก็คือชนเผ่าขนาดใหญ่อยู่แล้วที่ทำสงครามชนะกับชนเผ่าขนาดกลางและเล็กที่รวมตัวกันจนแข็งแกร่ง กลุ่มขั้วอำนาจแบบที่หนึ่งนั้นตอนนี้ไม่กลัวเรื่องภัยพิบัติเพราะนอกจากจะแย่งชิงแผ่นป้ายประจำชนเผ่าน้อยใหญ่ได้เกินสิบป้ายแล้ว ยังมีชนเผ่าอื่นมาสวามิภักดิ์และมอบป้ายประจำชนเผ่าให้อีกด้วย แต่ชนเผ่าที่เป็นพันธมิตรกันนั้นต้องใช้ป้ายประจำชนเผ่าจำนวนมาก เนื่องจากทุกชนเผ่าที่เป็นพันธมิตรอยากให้ชนเผ่าของตัวเองอยู่รอดไม่อยากรวมกับชนเผ่าอื่น ดังนั้นเมื่อกลุ่มต่างๆในดินแดนแห่งท้องฟ้าเริ่มชัดเจนจนมีขนาดพอๆกัน และไม่มีใครเริ่มทำสงครามชิงป้ายประจำชนเผ่าอีก ต่างดูเชิงกันและกัน ในที่สุดขั้วอำนาจที่เป็นกลุ่มพันธมิตรจึงได้คิดจัดงานประลองชิงป้ายประจำชนเผ่าแทน เพื่อลดการสูญเสียจากการทำสงคราม โดยจัดขึ้นเดือนละหนึ่งครั้ง ในพื้นที่ส่วนกลางที่ทำข้อตกลงกับทุกชนเผ่าว่าเป็นเขตปลอดสงคราม จากการทำสงครามจึงเปลี่ยนมาเป็นการประลองชิงป้ายแทน ซึ่งเป็นเหมือนการประกาศความแข็งแกร่งของแต่ละกลุ่มขั้วอำนาจด้วยเช่นกัน จึงทำให้ชนเผ่าขนาดใหญ่ทั้งห้าชนเผ่าที่ไม่มีความจำเป็นต้องชิงป้าย ก็เข้าร่วมด้วยเพื่อประกาศศักดาของตน จึงทำให้งานประลองชิงป้ายชนเผ่าทุกเดือน มีผู้คนมากมายเข้าร่วมงานและร่วมชมมากมาย ................................... “ท่านพ่อ! งานประลองครั้งนี้ท่านว่าชนเผ่าใดจะชนะ” เวยเวยเอ่ยถามพ่อของนางขณะที่กำลังจัดสินค้า “หากนายน้อยจากห้าชนเผ่าระดับสูงไม่ร่วมการแข่งขัน ครั้งนี้น่าจะเป็นมารโลหิตจากกลุ่มพันธมิตรหุบเขาเลือด” พ่อของเวยเวยตอบอย่างรวดเร็ว “มารโลหิตน่ะหรือ? ข้าไม่ชอบเขาเลย เขาโหดเหี้ยมและฆ่าผู้ร่วมประลองทุกครั้ง” เวยเวยทำหน้าตารังเกียจทันทีเมื่อได้ยินชื่อนี้ “เด็กโง่ ในดินแดนแห่งท้องฟ้านี้ ผู้แข็งแกร่งจะเป็นแบบไหนก็ได้ ขอเพียงเจ้าแข็งแกร่งจะเป็นคนแบบไหนผู้คนก็ย่อมไม่สนใจ” พ่อของเวยเวยพูดต่อแล้วมองไปที่ลานประลอง ................................ การประลองชิงป้ายประจำชนเผ่านี้ ถูกจัดขึ้นทุกเดือน โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้า และมีกฎอยู่ว่าผู้ที่ชนะการประลองในแต่ละเดือนห้ามลงประลองอีก การประลองสี่ครั้งแรกผู้ชนะคือ นายน้อยจากชนเผ่าระดับสูงทั้งสี่คน ได้แก่ชนเผ่าหมื่นพิษ ชนเผ่าราชสีห์ ชนเผ่านิกายพรตปิศาจและชนเผ่าเสือดำ ซึ่งทั้งสี่คนร่วมแข่งขันกันคนละเดือน จึงไม่มีใครรู้ว่านายน้อยคนไหนแข็งแกร่งที่สุด เหลือเพียงชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์เท่านั้น ที่ยังไม่ได้ส่งนายน้อยของชนเผ่าเข้าร่วมประลอง “เจ้าว่าครั้งนี้ชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์จะส่งนายน้อยเข้าร่วมประลองหรือไม่?”“เจ้าไม่รู้หรือไร ว่านายน้อยของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์หายสาบสูญไปเมื่อสองปีที่แล้ว”“เหตุการณ์ปริศนาในการประลองศิษย์สายในเมื่อสองปีก่อน ที่ไม่มีใครจำเหตุการณ์ได้เลยน่ะหรือ?”“ใช่ ในเหตุการณ์นั้นมีนายน้อยและศิษย์สายในอันดับหนึ่งของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์หายตัวไป แต่ไม่มีใครในเหตุการณ์จำได้เลย .....................” ผู้ชมด้านล่างพูดคุยกันถึงเรื่องราวปริศนาเมื่อสองปีก่อนของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ เมื่อคนรอบข้างได้ยินก็เข้ามาผสมโรงด้วยจนกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่พูดคุยเรื่องนี้กันอย่างออกรส เมื่อสองปีก่อนข่าวที่ดังที่สุดในดินแดนแห่งท้องฟ้าก็คือเหตุการณ์ปริศนา ที่ปรากฏดวงตาขนาดใหญ่ขึ้นบนท้องฟ้า และที่มาของเหตุการณ์คือการประลองศิษย์สายในของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ ภายในรัศมีหนึ่งร้อยลี้จากชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์นั้นไม่มีผู้ใดจำเหตุการณ์ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น พบแต่ซากเวทีและสิ่งก่อสร้างบางส่วนที่โดนทำลาย รวมถึงนายน้อยและศิษย์สายในลำดับหนึ่งของชนเผ่าหายสาบสูญในขณะที่กำลังประลองกันบนเวที หลังเกิดเหตุทางผู้นำนิกายของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ก็ได้ส่งกำลังคนตามหาอย่างสุดกำลัง แต่ก็ไร้วี่แวว ....................................... ณ บ้านพักหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามบนภูเขาสูง บ้านพักหลังนี้เงียบสงบและมีบ้านพักอีกสองหลังที่เหมือนกันอยู่ข้างๆ ภายในบ้านพักหลังริมมีชายหนุ่มร่างอ้วนผู้หนึ่งใส่ชุดยาวสีขาวของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์กำลังนั่งดื่มสุราอยู่ด้านในพัก ที่เต็มไปด้วยไหและขวดสุรามากมาย “แอ๊ดดดด!....” หญิงสาวงามล่มเมืองผู้หนึ่ง ในชุดสีขาวเปิดประตูเข้ามา เมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้านางก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วเดินตรงไปยังชายร่างอ้วนผู้นั้น “อู๋ต้า! สองปีมานี้เจ้าดื่มมากเกินไปแล้ว เหตุใดจึงทำตัวเช่นนี้” “มู่ปิง! เจ้ามาก็ดีแล้ว มาดื่มเป็นเพื่อข้าหน่อย”“วันนี้มีการประลอง ท่านผู้นำนิกายให้ข้ามาดูเจ้าว่าจะสามารถร่วมประลองได้หรือไม่ เจ้าทำตัวแบบนี้มานานแล้ว กลับมาเป็นอู๋ต้าคนเดิมเถอะ” หญิงสาวมองชายร่างอ้วนด้วยความเวทนา ทั้งสองคนก็คือ อู๋ต้าศิษย์สายในลำดับสองผู้แข็งแกร่ง และมู่ปิงศิษย์สายในลำดับสาม “เดือนที่แล้วข้าได้ข่าวว่าท่านผู้นำนิกายจะเลื่อนให้เจ้าเป็นศิษย์สายในลำดับที่หนึ่งแล้วรับตำแหน่งนายน้อยของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ เหตุใดเจ้าจะปฏิเสธ” มู่ปิงถามอู๋ต้า ที่ดื่มสุราไม่หยุด “ก็เพราะตำแหน่งนี้เป็นของเพื่อนรักของข้าและจะเป็นของเขาตลอดไป ข้าเชื่อว่าเขาต้องกลับมา” อู๋ต้าตอบมู่ปิง เขายกจอกสุราค้างไว้ ก่อนมองไปบนท้องฟ้านอกบ้านพักแล้วพึมพำเบาๆกับตัวเอง “เจิ้นเทียน...ข้าจะเก็บทุกอย่างของเจ้าไว้ให้ เมื่อไหร่เจ้าจะกลับมา..........เจ้ายังไม่ลืมพวกเราใช่ไหม?” ......................................... ในงานประลองชิงป้ายประจำเผ่าครั้งที่ห้า ที่เต็มไปด้วยผูชมมากมายจากเกือบทุกชนเผ่า ตอนนี้ทุกคนมารุมล้อมกันรอบเวทีเพื่อเตรียมชมการประลองคู่แรก ตอนนี้ถึงเวลาเที่ยงวันถือว่าได้เวลาประลองแล้ว ชายร่างอ้วนในชุดสีแดงก็ปรากฏตัวขึ้นบนเวที เขาเป็นกรรมการบนเวทีและเป็นผู้ดำเนินการประลองในทุกครั้ง ชื่อของเขาก็คือ “หม่าตุ้น” “ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่งานประลองชิงป้ายประจำชนเผ่าครั้งที่ห้า ข้าหม่าตุ้นขวัญใจของทุกคนกลับมาทำหน้าที่นี้อีกครั้ง พวกท่านพร้อมจะชมการประลองกันหรือยัง?” “หม่าตุ้น! ข้ามาตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อมาจองที่นั่ง ถือว่าพร้อมนานแล้วหรือยัง?” “ฮ่าๆๆ ”ผู้ชมด้านล่างแซวกลับพร้อมเสียงหัวเราะของผู้ชมรอบๆก็ตามมา “พี่ชายท่านนี้ มาชมการประลองทุกรอบ สงสัยจะเบื่อถือภริยาที่บ้าน จึงเดินทางมาดูทุกครั้งเป็นแน่” “ฮ่าๆๆ ”เสียงหัวเราะของผู้ชมรอบๆก็ตามมาอีกครั้งพร้อมท่าทีเก้อเขินของชายที่ตะโกนออกไปเมื่อสักครู่ หม่าตุ้นกระตุ้นผู้ชมได้ดี เขามาจากกลุ่มพันธมิตรหุบเขาเลือดและถูกเลือกจากกลุ่มพันธมิตรต่างๆให้เป็นกรรมการและดำเนินการประลอง ผู้คนนอกจากจะมาดูการประลองแล้ว ยังชอบที่เขาพูดอีกด้วย “การประลองของเราได้ถูกจับสลากไว้เรียบร้อยแล้ว ชนะเข้ารอบแพ้ตกรอบ ผู้ที่ชนะเท่านั้นจึงจะได้ป้ายประจำชนเผ่ารวมห้าสิบแผ่นป้ายกลับไป ส่วนทุกท่านที่ชมอยู่สามารถแทงพนันได้ที่โต๊ะรับพนันด้านข้างเวที” ตามกติกาแต่ละชนเผ่าจะส่งตัวแทนได้เพียงหนึ่งคนพร้อมป้ายประจำชนเผ่าหนึ่งป้าย ผู้ชนะจะได้ป้ายทั้งหมดกลับไป และอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างสีสันก็คือโต๊ะพนัน แต่ละชนเผ่ามีการตั้งโต๊ะพนันขึ้นมาหนึ่งแห่ง นอกจากไว้สร้างรายได้แล้ว ยังถือเป็นการสืบข่าวคราวของชนเผ่าอื่นไปด้วย “คู่แรกในการประลองวันนี้ เป็นคู่ที่ดุเดือดตั้งแต่ต้น ผู้ใดขวัญอ่อนแนะนำให้ไปซื้อยามาเตรียมไว้เผื่อเป็นลม” “ฝั่งทิศเหนือเป็นตัวแทนจากกลุ่มพันธมิตรชนเผ่าแม่น้ำเหอ ชายผู้แข็งแกร่ง ศิษย์ลำดับที่หนึ่งผู้เกรียงไกร “ถังซาน!”  “ สิ้นเสียงประกาศ ชายหนุ่มศีรษะโล้น ร่างใหญ่เหมือนหมีปรากฏกายขึ้นมาบนเวที หน้าตาดุดัน ผิวคล้ำ สวมเสื้อหนังสัตว์ ถือหอกสามง่าม เขาก็คือ “ถังซาน” นั่นเอง           “ถังซาน ๆ ๆ”  ผู้ชมด้านล่างส่งเสียงเชียร์พร้อมเรียกชื่อถังซาน “ส่วนฝั่งทิศใต้ เป็นชายหนุ่มที่โด่งดังจากกลุ่มพันธมิตรหุบเขาเลือด เขามาจากชนเผ่าเล็กๆแต่สร้างวีรกรรมในการรบจนเป็นนักรบอันดับหนึ่งของพันธมิตรหุบเขาเลือด ผู้ที่สู้กับเขาไม่เคยมีใครรอดชีวิต ผู้ที่ได้รับสมญานามมารโลหิต เขาก็คือ “หวังอู่”” สิ้นเสียงประกาศ ชายหนุ่มผู้หนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นในชุดเกราะสีแดง หน้าตาของชายหนุ่มดูโหดเหี้ยม บนศีรษะมีหมวกเหล็กที่มีเขาคล้ายเขาวัวสองข้าง เขาก็คือ “หวังอู่” นั่นเอง.......................................