เมื่อเหวินเขียนเื่ราวของตัวเองจนจบลง เขาก็รู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการทั้งหมดในอดีต ภาพของเขาในวัยหนุ่มที่เคยร้องไห้ค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มที่อบอุ่น
เขากลับมาที่โลกของเื่เล่าที่ถูกทิ้งอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองดูความว่างเปล่าอย่างสิ้นหวัง แต่เขามองเห็น “เศษเสี้ยว” ของเื่ราวที่เคยถูกทอดทิ้งไว้ในทุกที่
เด็กสาวผมสีทองและผมสีเงินม่วงนำทางเขาไปสู่พื้นที่ที่เต็มไปด้วยเศษแก้วที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนพื้น บางชิ้นมีขนาดเล็กราวกับเศษฝุ่น บางชิ้นก็มีขนาดใหญ่พอที่จะสะท้อนภาพของสิ่งต่าง ๆ ได้
“นี่คืออะไร” เหวินถาม
“นี่คือเศษเสี้ยวจากเื่ราวของใครบางคนที่ไม่เคยเสร็จสมบูรณ์” เด็กสาวผมสีทองตอบ “พวกเขาเคยมีชีวิต มีความหวัง แต่ก็ต้องแตกสลายไปเมื่อถูกทอดทิ้ง”
เหวินก้มลงมองเศษแก้วเ่าั้ด้วยความรู้สึกที่เ็ป เขานึกถึงความฝันของเขาที่เคยแตกสลายไปเมื่อหลายปีก่อน และเขาก็เข้าใจความรู้สึกของเศษเสี้ยวเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง
เขาใช้มือััเศษแก้วชิ้นหนึ่งอย่างเบามือ แล้วทันใดนั้นเอง ภาพของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังร้องเพลงอยู่ในทุ่งดอกไม้ก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเขา เธอมีเสียงที่ไพเราะราวกับนกน้อย แต่เพลงของเธอกลับไม่เคยมีตอนจบ
เหวินรู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างที่ทำให้เขาอยากจะช่วยให้เื่ราวของเด็กสาวคนนี้สมบูรณ์อีกครั้ง เขาหลับตาลง แล้วเริ่มเขียนเื่ราวต่อ โดยเริ่มต้นจากเศษเสี้ยวที่เขาได้ัั ทุกตัวอักษรที่เขาเขียนลงบนกระดาษก็ทำให้เศษแก้วที่แตกสลายเริ่มรวมตัวกันเป็รูปเป็ร่างอีกครั้ง
เมื่อเขาเขียนจบเื่ราวของเด็กสาวนักร้อง เศษแก้วที่เคยแตกสลายก็รวมตัวกันเป็ชิ้นเดียว แล้วมันก็กลายเป็กระจกบานใหญ่ที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ตรงหน้าเขา ภายในกระจกนั้นมีภาพของเด็กสาวนักร้องกำลังยิ้มอย่างมีความสุข และเธอก็กำลังร้องเพลงที่มีตอนจบอย่างสมบูรณ์
เหวินยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เขารู้แล้วว่าภารกิจของเขาในโลกนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเื่ราวที่ถูกทิ้ง แต่เป็การรวมเศษเสี้ยวที่แตกสลายให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง และนั่นคือความหมายของการเป็ “ผู้เฝ้ามอง” ที่แท้จริง