จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 64 เรื่องราวที่ผ่านพ้นไป

            แต่ในขณะที่จีหนิงซวงกำลังจะถอดหน้ากากของเย่เฉินออกเย่เฉินก็ฟื้นขึ้นมา และคว้าข้อมือของนางไว้พอดี

            “เจ้าจะทำอะไร”เย่เฉินลุกขึ้นนั่งทันที

            “ข้า...ข้าเพียงแค่ต้องการจะมองหน้าตาของเจ้า”เมื่อถูกจับได้เช่นนั้น จีหนิงซวงก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย

            “ไม่จำเป็น”ความเฉยเมยของเขา ทำให้จีหนิงซวงรู้สึกหดหู่เล็กน้อยอย่างอธิบายไม่ได้

            เย่เฉินลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซเดินมาตรงหน้าร่างของลวี่จื้อ และหยิบถุงเก็บของของเขาไปแม้แต่หยกวิญญาณและเครื่องประดับทั่วร่างกายเขา ก็ถูกขโมยออกไปจนหมด

            หลังจากเสร็จสิ้นเขาจึงเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมา ทำการเผาร่างของลวี่จื้อจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

            หลังจากเก็บกวาดบริเวณนั้นและแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักเหิงเยว่แล้วเขาจึงมองไปทางจีหนิงซวง “ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาตอบแทนบุญคุณ ขอแค่เจ้าปิดเรื่องนี้เงียบเอาไว้ก็พอทำได้ไหม?”

            จีหนิงซวงไม่พูดจาได้แต่พยักหน้าเบาๆ

            สำหรับการกระทำของเย่เฉินนั้นนางเข้าใจได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การเรียกใช้คาถาอสุนีสวรรค์นางก็สามารถเดาได้เลยว่า เย่เฉินจะต้องเป็นศิษย์ของสำนักเหิงเยว่และเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาวุ่นวายกับสำนัก เขาจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก

            “ข้าขอตัวลา”เย่เฉินทิ้งคำพูด และก้าวเท้าออกไป

            จีหนิงซวงมองเย่เฉินที่กำลังจากไปและดูเหมือนว่านางต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อกำลังจะอ้าปากสุดท้ายนางก็ปิดปากลง

            นึกไม่ถึงทันทีที่เย่เฉินเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ต้องหยุดฝีเท้าลงอีกครั้งและหันมาเหลือบมองจีหนิงซวง เมื่อเห็นว่านางล้มลงไปกับพื้นใบหน้าที่แสนงดงามนั้นซีดเซียว ลมหายใจเบาบางบาดแผลที่ไหล่ของนางส่งประกายสีดำของพิษ เขาจึงค่อยๆ เดินกลับมา

            เขาไม่สามารถจะทนเห็นอดีตคนรักต้องมาเสียชีวิตอยู่กลางภูเขาอันแห้งแล้งแห่งนี้ด้วยบาดแผลที่มีพิษหรือกลายเป็นอาหารในท้องของเหล่าสัตว์อสูรได้

            “ครั้งนี้ครั้งเดียวจากนี้ไปจะไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกับนางอีก” ในใจของเย่เฉินกล่าวเตือนตัวเอง

            ในตอนกลางคืนกองไฟได้ถูกจุดขึ้นกลางป่า เย่เฉินใช้อัคคีเที่ยงแท้ขจัดพิษในร่างกายของจีหนิงซวงจากนั้นเขาจึงนั่งขัดสมาธิอยู่ริมกองไฟเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้ตนเอง

            อีกด้านหนึ่งจีหนิงซวงกำลังแอบมองเขาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นว่าเย่เฉินจะมีปฏิกิริยาใดๆ

            สิ่งนี้ทำให้จีหนิงซวงยิ่งหดหู่มากขึ้นหญิงงามที่ไร้คนเทียบเทียมนั่งอยู่ข้างกาย เจ้าไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือ?

            ท้ายที่สุดจีหนิงซวงจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “เจ้า เจ้าเป็นศิษย์สำนักเหิงเยว่หรือ?”

            นางมองไปยังเย่เฉินที่กำลังนั่งนิ่งเหมือนนักพรตชราที่กำลังเข้าฌานอีกครั้งแม้ว่าเขาจะได้ยินคำถามของจีหนิงซวง แต่กลับไม่ได้ตอบอะไรออกไป

            เมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่ได้ตอบคำถามจีหนิงซวงก็กระซิบเบาๆ “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นใดคิดแต่จะตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้า”

            “ข้าบอกไปแล้วไม่ต้อง” ในที่สุดเย่เฉินก็เอ่ยปากออกมา ใบหน้าแท้จริงภายใต้หน้ากากนั้นไม่มีความผันผวนทางอารมณ์เลยแม้แต่น้อย

            “ถ้าอย่างนั้น...เจ้ามีนามว่าอะไร”

            “เฉินเย่”เขาเอ่ยออกไปสองคำอย่างเย็นชาในที่สุดเย่เฉินตัดสินใจที่จะปกปิดตัวตนของตนเองด้วยการใช้ชื่อปลอม

            ความเย็นชาของเขาทำให้จีหนิงซวงถึงกับนั่งกอดเข่า รู้สึกหดหู่เล็กน้อย ทำให้นางไม่พูดอะไรมากมายอีกภายในใจมีความรู้สึกหนึ่งที่อธิบายไม่ได้ นั่นก็คือผู้ที่ช่วยชีวิตที่อยู่ตรงหน้าของนางในตอนนี้นั้นดูเหมือนจะเฉยเมยต่อนางจนน่าประหลาดใจ

            เพียงแต่ไม่รู้ว่าหากนางรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านางคืออดีตคนรักของนางเองจะมีท่าทีแสดงออกอย่างไรต่อไป

            “ข้านั่งอยู่ตรงหน้าของเจ้าเจ้าจำข้าไม่ได้หรือ?หรือเพียงหน้ากากใบเดียวจะสามารถปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างได้”เย่เฉินไม่รู้ว่าในใจกำลังเสียดสีหรือโศกเศร้าอยู่กันแน่

            ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ล้วนแต่สามารถยืนยันได้เรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือในตอนนี้จีหนิงซวงที่อยู่ตรงหน้าเขายังรักเขาไม่มากพอไม่เช่นนั้นทำไมพวกเขาอยู่ใกล้กันขนาดนี้จึงยังไม่สามารถจำกันได้เย่เฉินจะไปคาดหวังอะไรได้อีก?

            “คนที่ข้ารักไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเช่นไร เพียงชั่วพริบตาข้าก็มองนางออก จดจำคนผู้หนึ่งไม่ใช่จดจำด้วยดวงตา แต่ต้องจดจำด้วยหัวใจ จีหนิงซวง วาสนาของเจ้ากับข้าล้วนผ่านเลยกลายเป็นอดีตไปแล้ว”

            ภายใต้หน้ากากเย่เฉินยิ้มอย่างเศร้าๆ และหลับตาลงอีกครั้ง

            ทั่วทั้งพิภพก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง

            กองไฟยังคงลุกโชนจีหนิงซวงก็อยู่ในท่าทีของการบ่มเพาะฝึกตนเช่นกัน

            แต่เย่เฉินตอนนี้กำลังหลับตาส่องดูร่างกายของตนเอง

            ความแปลกของรูปร่างท่าทางของปีศาจร้ายตอนต่อสู้กับลวี่จื้อในวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของเขาตอนอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ตลาดมืดอเวจีนั้นไม่ธรรมดาเลย

            “ข้ามีเลือดของปีศาจอยู่ได้อย่างไร”เย่เฉินพึมพำกับตนเอง และคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก

            เขานึกถึงน้ำยาวิญญาณของน้ำเต้าม่วงทองขึ้นมาอีกครั้งในคืนนั้นเขาดื่มเพียงน้ำยาวิญญาณที่อยู่ภายในจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดซึ่งก่อนหน้าที่จะดื่มน้ำยาวิญญาณด้านในเข้าไป ก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

            “ปัญหาน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่คืนนั้น”เย่เฉินดูเหมือนจะพบปัญหาแล้ว และก็เป็นไปตามการคาดเดาของเขา เขาเพ่งความสนใจไปยังถ้วยสามขาขนาดเล็กใบนั้นในคืนนั้นเขาได้นำถ้วยสามขาขนาดเล็กยัดเข้าไปในน้ำเต้าม่วงทองจึงทำให้น้ำยาวิญญาณที่ได้ออกมานั้นเกิดปัญหา

            “เป็นไปได้ไหมที่น้ำเต้าม่วงทองจะสามารถกลั่นอะไรบางอย่างออกมาจากถ้วยสามขาขนาดเล็กได้และละลายลงไปในน้ำยาวิญญาณ จึงทำให้น้ำยาวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด”

            “หากเป็นเช่นนี้สิ่งที่กลั่นออกมาจากถ้วยสามขาขนาดเล็กนั่นจะต้องไม่มีสิ่งใดหลีกหนีความเกี่ยวพันจากกันไปได้”

            ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาทำการรวบรวมข้อมูลให้กับสำนักเจิ้งหยางเขาก็เคยได้ยินถึงตำนานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับปีศาจมาก่อน

            เมื่อพูดถึงปีศาจถ้าอย่างนั้นก็ต้องพูดถึงเผ่าพันธุ์ลึกลับเผ่าหนึ่ง คือเผ่าปีศาจ

            เผ่าปีศาจจัดว่าเป็นเผ่าโบราณเผ่าหนึ่ง แต่ละกลุ่มล้วนบ้าเลือดและโหดร้ายจนถูกขนานนามให้เป็นวิถีปีศาจ และกลุ่มเผ่าพันธุ์นี้สามารถทำให้เกิดกลิ่นคาวเลือดในสายลมและสายฝนขึ้นในแผ่นดินมากกว่าหนึ่งครั้งแต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดกลับหายไปตามสายน้ำแห่งกาลเวลา

            “ในกายของข้ามีเลือดปีศาจอยู่ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่กลั่นได้จากถ้วยสามขาขนาดเล็กนั่น ก็ต้องเป็นเลือดปีศาจแบบนี้จึงทำให้เลือดของข้ามีวิถีปีศาจอยู่ในนั้นเมื่อถูกสกัดกั้นจากเจดีย์พลังวิญญาณของลวี่จื้อวิถีปีศาจที่อยู่ในร่างกายของข้าจึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา”

            เย่เฉินครุ่นคิดอย่างหนักและดูเหมือนว่าในตอนนี้เขานั้นจะเข้าใจทุกอย่างแล้ว

            เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หลังจากเขาเปลี่ยนไปอยู่ในวิถีปีศาจสติของเขาก็ถูกกลืนกินจนก่อเกิดเป็นความบ้าคลั่งและกระหายเลือดเขาก็รู้สึกใจสั่นไหวเล็กน้อย หากสติปัญญาของเขาถูกกลืนกินไปแล้วกลายเป็นปีศาจร้ายเขาไม่ต้องการให้ครอบครัวญาติมิตรของตนเองต้องมาได้รับบาดเจ็บจากสิ่งนี้

            เพียงแต่เมื่อเขานึกถึงอานุภาพอันทรงพลังที่พลิกไปมาอยู่ในร่างกายหลังจากการถูกครอบงำของปีศาจเขาก็มีความปรารถนาบางประการที่อธิบายไม่ได้

            “วิถีปีศาจสิ่งนี้นับว่าเป็นไพ่ที่ดีอยู่เช่นกัน” เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว เย่เฉินก็เอามือลูบคาง

            หนึ่งราตรีผ่านไปชั่วพริบตารุ่งอรุณก็มาเยือน

            เช้าตรู่เย่เฉินก็ถูกรบกวนด้วยลมหายใจทั้งสามที่กำลังเข้ามาจากระยะไกล เขาจึงค่อยๆลืมตาขึ้น

            เมื่อมองไปบนท้องฟ้าเขาก็เห็นเจ้าของเสียงทั้งสามที่อยู่บนอากาศกำลังขับเคลื่อนสายรุ้งเข้ามาอีกทั้งพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้อาวุโสของสำนักเจิ้งหยางหนึ่งในนั้นก็คืออู๋ฉางชิง

            “ดูเหมือนว่าสำนักเจิ้งหยางจะต้องการนำจีหนิงซวงไปฝึกฝนอย่างหนักจริงๆไม่เช่นนั้นคงจะไม่ถึงขั้นออกตามหาเช่นนี้” เย่เฉินบ่นพึมพำ

            พวกของอู๋ฉางชิงกำลังมาแล้วเย่เฉินรู้ดีว่าตนเองควรจะต้องออกไปแล้วไม่อย่างนั้นหากอู๋ฉางชิงเกิดพบเจออะไรบางอย่างเข้าอย่างนั้นคงเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก

            จากนั้นจึงลุกขึ้นทันทีเก็บกระบี่เทียนเชวีย เขายังไม่ทันพูดอะไรสักคำ ก็มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก

            ทันใดนั้นจีหนิงซวงที่อยู่ด้านหลังก็ลุกขึ้นยืนทันที มองไปยังเบื้องหลังของเย่เฉินนางเม้มริมฝีปากตนเอง และเอ่ยถามเบาๆ“การประลองครั้งใหญ่ของสามสำนักอีกสองเดือนข้างหน้า ข้าจะได้พบเจ้าอีกหรือไม่?”

            “แน่นอน”เย่เฉินพูดอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็กระโดดลงไปยังป่าอันเขียวชอุ่ม

            เมื่อมองไปยังเบื้องหลังของเย่เฉินที่ไกลออกไปในใจของจีหนิงซวงก็รู้สึกถึงความหดหู่ที่อธิบายไม่ได้ เสียใจอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือนางยังไม่ได้เห็นหน้าตาที่แท้จริงของเย่เฉินการประลองครั้งใหญ่ของสามสำนักอีกสองเดือนข้างหน้า นางจึงจะต้องทำการสืบหาไปทีละคน

            “เจอกันใหม่อีกสองเดือนข้างหน้า”เมื่อนึกถึงการประลองใหญ่ของสามสำนัก จีหนิงซวงก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มอันน่าประทับใจออกมา

            ด้านหลังพวกของอู๋ฉางชิงได้ลงมาถึงแล้ว

            “หนิงซวงเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน” เมื่อพบว่าจีหนิงซวงปลอดภัยดีอู๋ฉางชิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเป็นอย่างมาก “เจ้าคือร่างของจิตวิญญาณลึกลับเป็นอนาคตของสำนักเจิ้งหยางของเรา จะมีอะไรผิดพลาดไม่ได้”

            “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งลูบเครา “ท่านเจ้าสำนักได้ทำการเปิดสระวิญญาณลึกลับแล้วหลังจากพาเจ้ากลับไปแช่ตัวแล้ว จะต้องทำการปลุกร่างของจิตวิญญาณลึกลับเมื่อถึงตอนนั้นระดับการฝึกตนของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”

            “ร่างของจิตวิญญาณลึกลับการประลองใหญ่ของสามสำนักในอีกสองเดือนข้างหน้าเจ้าจะต้องสามารถเอาชนะศิษย์สำนักเหิงเยว่และสำนักชิงอวิ๋นได้แน่นอน”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน