แต่ในขณะที่จีหนิงซวงกำลังจะถอดหน้ากากของเย่เฉินออกเย่เฉินก็ฟื้นขึ้นมา และคว้าข้อมือของนางไว้พอดี
“เจ้าจะทำอะไร”เย่เฉินลุกขึ้นนั่งทันที
“ข้า...ข้าเพียงแค่ต้องการจะมองหน้าตาของเจ้า”เมื่อถูกจับได้เช่นนั้น จีหนิงซวงก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
“ไม่จำเป็น”ความเฉยเมยของเขา ทำให้จีหนิงซวงรู้สึกหดหู่เล็กน้อยอย่างอธิบายไม่ได้
เย่เฉินลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซเดินมาตรงหน้าร่างของลวี่จื้อ และหยิบถุงเก็บของของเขาไปแม้แต่หยกวิญญาณและเครื่องประดับทั่วร่างกายเขา ก็ถูกขโมยออกไปจนหมด
หลังจากเสร็จสิ้นเขาจึงเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมา ทำการเผาร่างของลวี่จื้อจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
หลังจากเก็บกวาดบริเวณนั้นและแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักเหิงเยว่แล้วเขาจึงมองไปทางจีหนิงซวง “ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาตอบแทนบุญคุณ ขอแค่เจ้าปิดเรื่องนี้เงียบเอาไว้ก็พอทำได้ไหม?”
จีหนิงซวงไม่พูดจาได้แต่พยักหน้าเบาๆ
สำหรับการกระทำของเย่เฉินนั้นนางเข้าใจได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การเรียกใช้คาถาอสุนีสวรรค์นางก็สามารถเดาได้เลยว่า เย่เฉินจะต้องเป็นศิษย์ของสำนักเหิงเยว่และเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาวุ่นวายกับสำนัก เขาจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก
“ข้าขอตัวลา”เย่เฉินทิ้งคำพูด และก้าวเท้าออกไป
จีหนิงซวงมองเย่เฉินที่กำลังจากไปและดูเหมือนว่านางต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อกำลังจะอ้าปากสุดท้ายนางก็ปิดปากลง
นึกไม่ถึงทันทีที่เย่เฉินเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ต้องหยุดฝีเท้าลงอีกครั้งและหันมาเหลือบมองจีหนิงซวง เมื่อเห็นว่านางล้มลงไปกับพื้นใบหน้าที่แสนงดงามนั้นซีดเซียว ลมหายใจเบาบางบาดแผลที่ไหล่ของนางส่งประกายสีดำของพิษ เขาจึงค่อยๆ เดินกลับมา
เขาไม่สามารถจะทนเห็นอดีตคนรักต้องมาเสียชีวิตอยู่กลางภูเขาอันแห้งแล้งแห่งนี้ด้วยบาดแผลที่มีพิษหรือกลายเป็นอาหารในท้องของเหล่าสัตว์อสูรได้
“ครั้งนี้ครั้งเดียวจากนี้ไปจะไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกับนางอีก” ในใจของเย่เฉินกล่าวเตือนตัวเอง
ในตอนกลางคืนกองไฟได้ถูกจุดขึ้นกลางป่า เย่เฉินใช้อัคคีเที่ยงแท้ขจัดพิษในร่างกายของจีหนิงซวงจากนั้นเขาจึงนั่งขัดสมาธิอยู่ริมกองไฟเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้ตนเอง
อีกด้านหนึ่งจีหนิงซวงกำลังแอบมองเขาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นว่าเย่เฉินจะมีปฏิกิริยาใดๆ
สิ่งนี้ทำให้จีหนิงซวงยิ่งหดหู่มากขึ้นหญิงงามที่ไร้คนเทียบเทียมนั่งอยู่ข้างกาย เจ้าไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือ?
ท้ายที่สุดจีหนิงซวงจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “เจ้า เจ้าเป็นศิษย์สำนักเหิงเยว่หรือ?”
นางมองไปยังเย่เฉินที่กำลังนั่งนิ่งเหมือนนักพรตชราที่กำลังเข้าฌานอีกครั้งแม้ว่าเขาจะได้ยินคำถามของจีหนิงซวง แต่กลับไม่ได้ตอบอะไรออกไป
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่ได้ตอบคำถามจีหนิงซวงก็กระซิบเบาๆ “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นใดคิดแต่จะตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้า”
“ข้าบอกไปแล้วไม่ต้อง” ในที่สุดเย่เฉินก็เอ่ยปากออกมา ใบหน้าแท้จริงภายใต้หน้ากากนั้นไม่มีความผันผวนทางอารมณ์เลยแม้แต่น้อย
“ถ้าอย่างนั้น...เจ้ามีนามว่าอะไร”
“เฉินเย่”เขาเอ่ยออกไปสองคำอย่างเย็นชาในที่สุดเย่เฉินตัดสินใจที่จะปกปิดตัวตนของตนเองด้วยการใช้ชื่อปลอม
ความเย็นชาของเขาทำให้จีหนิงซวงถึงกับนั่งกอดเข่า รู้สึกหดหู่เล็กน้อย ทำให้นางไม่พูดอะไรมากมายอีกภายในใจมีความรู้สึกหนึ่งที่อธิบายไม่ได้ นั่นก็คือผู้ที่ช่วยชีวิตที่อยู่ตรงหน้าของนางในตอนนี้นั้นดูเหมือนจะเฉยเมยต่อนางจนน่าประหลาดใจ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าหากนางรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านางคืออดีตคนรักของนางเองจะมีท่าทีแสดงออกอย่างไรต่อไป
“ข้านั่งอยู่ตรงหน้าของเจ้าเจ้าจำข้าไม่ได้หรือ?หรือเพียงหน้ากากใบเดียวจะสามารถปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างได้”เย่เฉินไม่รู้ว่าในใจกำลังเสียดสีหรือโศกเศร้าอยู่กันแน่
ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ล้วนแต่สามารถยืนยันได้เรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือในตอนนี้จีหนิงซวงที่อยู่ตรงหน้าเขายังรักเขาไม่มากพอไม่เช่นนั้นทำไมพวกเขาอยู่ใกล้กันขนาดนี้จึงยังไม่สามารถจำกันได้เย่เฉินจะไปคาดหวังอะไรได้อีก?
“คนที่ข้ารักไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเช่นไร เพียงชั่วพริบตาข้าก็มองนางออก จดจำคนผู้หนึ่งไม่ใช่จดจำด้วยดวงตา แต่ต้องจดจำด้วยหัวใจ จีหนิงซวง วาสนาของเจ้ากับข้าล้วนผ่านเลยกลายเป็นอดีตไปแล้ว”
ภายใต้หน้ากากเย่เฉินยิ้มอย่างเศร้าๆ และหลับตาลงอีกครั้ง
ทั่วทั้งพิภพก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
กองไฟยังคงลุกโชนจีหนิงซวงก็อยู่ในท่าทีของการบ่มเพาะฝึกตนเช่นกัน
แต่เย่เฉินตอนนี้กำลังหลับตาส่องดูร่างกายของตนเอง
ความแปลกของรูปร่างท่าทางของปีศาจร้ายตอนต่อสู้กับลวี่จื้อในวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของเขาตอนอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ตลาดมืดอเวจีนั้นไม่ธรรมดาเลย
“ข้ามีเลือดของปีศาจอยู่ได้อย่างไร”เย่เฉินพึมพำกับตนเอง และคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
เขานึกถึงน้ำยาวิญญาณของน้ำเต้าม่วงทองขึ้นมาอีกครั้งในคืนนั้นเขาดื่มเพียงน้ำยาวิญญาณที่อยู่ภายในจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดซึ่งก่อนหน้าที่จะดื่มน้ำยาวิญญาณด้านในเข้าไป ก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
“ปัญหาน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่คืนนั้น”เย่เฉินดูเหมือนจะพบปัญหาแล้ว และก็เป็นไปตามการคาดเดาของเขา เขาเพ่งความสนใจไปยังถ้วยสามขาขนาดเล็กใบนั้นในคืนนั้นเขาได้นำถ้วยสามขาขนาดเล็กยัดเข้าไปในน้ำเต้าม่วงทองจึงทำให้น้ำยาวิญญาณที่ได้ออกมานั้นเกิดปัญหา
“เป็นไปได้ไหมที่น้ำเต้าม่วงทองจะสามารถกลั่นอะไรบางอย่างออกมาจากถ้วยสามขาขนาดเล็กได้และละลายลงไปในน้ำยาวิญญาณ จึงทำให้น้ำยาวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด”
“หากเป็นเช่นนี้สิ่งที่กลั่นออกมาจากถ้วยสามขาขนาดเล็กนั่นจะต้องไม่มีสิ่งใดหลีกหนีความเกี่ยวพันจากกันไปได้”
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาทำการรวบรวมข้อมูลให้กับสำนักเจิ้งหยางเขาก็เคยได้ยินถึงตำนานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับปีศาจมาก่อน
เมื่อพูดถึงปีศาจถ้าอย่างนั้นก็ต้องพูดถึงเผ่าพันธุ์ลึกลับเผ่าหนึ่ง คือเผ่าปีศาจ
เผ่าปีศาจจัดว่าเป็นเผ่าโบราณเผ่าหนึ่ง แต่ละกลุ่มล้วนบ้าเลือดและโหดร้ายจนถูกขนานนามให้เป็นวิถีปีศาจ และกลุ่มเผ่าพันธุ์นี้สามารถทำให้เกิดกลิ่นคาวเลือดในสายลมและสายฝนขึ้นในแผ่นดินมากกว่าหนึ่งครั้งแต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดกลับหายไปตามสายน้ำแห่งกาลเวลา
“ในกายของข้ามีเลือดปีศาจอยู่ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่กลั่นได้จากถ้วยสามขาขนาดเล็กนั่น ก็ต้องเป็นเลือดปีศาจแบบนี้จึงทำให้เลือดของข้ามีวิถีปีศาจอยู่ในนั้นเมื่อถูกสกัดกั้นจากเจดีย์พลังวิญญาณของลวี่จื้อวิถีปีศาจที่อยู่ในร่างกายของข้าจึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา”
เย่เฉินครุ่นคิดอย่างหนักและดูเหมือนว่าในตอนนี้เขานั้นจะเข้าใจทุกอย่างแล้ว
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หลังจากเขาเปลี่ยนไปอยู่ในวิถีปีศาจสติของเขาก็ถูกกลืนกินจนก่อเกิดเป็นความบ้าคลั่งและกระหายเลือดเขาก็รู้สึกใจสั่นไหวเล็กน้อย หากสติปัญญาของเขาถูกกลืนกินไปแล้วกลายเป็นปีศาจร้ายเขาไม่ต้องการให้ครอบครัวญาติมิตรของตนเองต้องมาได้รับบาดเจ็บจากสิ่งนี้
เพียงแต่เมื่อเขานึกถึงอานุภาพอันทรงพลังที่พลิกไปมาอยู่ในร่างกายหลังจากการถูกครอบงำของปีศาจเขาก็มีความปรารถนาบางประการที่อธิบายไม่ได้
“วิถีปีศาจสิ่งนี้นับว่าเป็นไพ่ที่ดีอยู่เช่นกัน” เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว เย่เฉินก็เอามือลูบคาง
หนึ่งราตรีผ่านไปชั่วพริบตารุ่งอรุณก็มาเยือน
เช้าตรู่เย่เฉินก็ถูกรบกวนด้วยลมหายใจทั้งสามที่กำลังเข้ามาจากระยะไกล เขาจึงค่อยๆลืมตาขึ้น
เมื่อมองไปบนท้องฟ้าเขาก็เห็นเจ้าของเสียงทั้งสามที่อยู่บนอากาศกำลังขับเคลื่อนสายรุ้งเข้ามาอีกทั้งพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้อาวุโสของสำนักเจิ้งหยางหนึ่งในนั้นก็คืออู๋ฉางชิง
“ดูเหมือนว่าสำนักเจิ้งหยางจะต้องการนำจีหนิงซวงไปฝึกฝนอย่างหนักจริงๆไม่เช่นนั้นคงจะไม่ถึงขั้นออกตามหาเช่นนี้” เย่เฉินบ่นพึมพำ
พวกของอู๋ฉางชิงกำลังมาแล้วเย่เฉินรู้ดีว่าตนเองควรจะต้องออกไปแล้วไม่อย่างนั้นหากอู๋ฉางชิงเกิดพบเจออะไรบางอย่างเข้าอย่างนั้นคงเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก
จากนั้นจึงลุกขึ้นทันทีเก็บกระบี่เทียนเชวีย เขายังไม่ทันพูดอะไรสักคำ ก็มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก
ทันใดนั้นจีหนิงซวงที่อยู่ด้านหลังก็ลุกขึ้นยืนทันที มองไปยังเบื้องหลังของเย่เฉินนางเม้มริมฝีปากตนเอง และเอ่ยถามเบาๆ“การประลองครั้งใหญ่ของสามสำนักอีกสองเดือนข้างหน้า ข้าจะได้พบเจ้าอีกหรือไม่?”
“แน่นอน”เย่เฉินพูดอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็กระโดดลงไปยังป่าอันเขียวชอุ่ม
เมื่อมองไปยังเบื้องหลังของเย่เฉินที่ไกลออกไปในใจของจีหนิงซวงก็รู้สึกถึงความหดหู่ที่อธิบายไม่ได้ เสียใจอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือนางยังไม่ได้เห็นหน้าตาที่แท้จริงของเย่เฉินการประลองครั้งใหญ่ของสามสำนักอีกสองเดือนข้างหน้า นางจึงจะต้องทำการสืบหาไปทีละคน
“เจอกันใหม่อีกสองเดือนข้างหน้า”เมื่อนึกถึงการประลองใหญ่ของสามสำนัก จีหนิงซวงก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มอันน่าประทับใจออกมา
ด้านหลังพวกของอู๋ฉางชิงได้ลงมาถึงแล้ว
“หนิงซวงเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน” เมื่อพบว่าจีหนิงซวงปลอดภัยดีอู๋ฉางชิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเป็นอย่างมาก “เจ้าคือร่างของจิตวิญญาณลึกลับเป็นอนาคตของสำนักเจิ้งหยางของเรา จะมีอะไรผิดพลาดไม่ได้”
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งลูบเครา “ท่านเจ้าสำนักได้ทำการเปิดสระวิญญาณลึกลับแล้วหลังจากพาเจ้ากลับไปแช่ตัวแล้ว จะต้องทำการปลุกร่างของจิตวิญญาณลึกลับเมื่อถึงตอนนั้นระดับการฝึกตนของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”
“ร่างของจิตวิญญาณลึกลับการประลองใหญ่ของสามสำนักในอีกสองเดือนข้างหน้าเจ้าจะต้องสามารถเอาชนะศิษย์สำนักเหิงเยว่และสำนักชิงอวิ๋นได้แน่นอน”