เฟิ่งหยูรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยและกล่าวว่า
“เจ้าไม่เคยเห็นเด็กอย่างข้าปรุงโอสถมาก่อนเจ้าจะมาตัดสินข้าได้ยังไง คนไร้ความสามารถไร้พื้นฐานอย่างเจ้ามากล่าวหาว่าผู้อื่นก่อปัญหา? ไปพาคนที่ฉลาดกว่าเจ้าในตำหนักมาหาข้าข้าจะพูดคุยกับเขา”
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครถึงมาออกคำสั่งกับข้าได้?” หลู่ผิงดูไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาออกมาที่นี่ด้วยตัวเอง นอกจากนี้เขายังเป็นผู้รับผิดชอบตำหนักโอสถสวรรค์แห่งนี้แล้วที่นี่จะมีใครฉลาดไปกว่าเขาเล่า?
โดยปกตินอกจากปรมาจารย์หลิว คนอื่นจะมาที่นี่ในวันหยุด เมื่อพวกเขามีแรงบันดาลใจและเมื่อพวกเขามาพวกเขามาเพียงแค่ขอยืมอุปกรณ์ของตำหนักโอสถสวรรค์เพื่อปรุงยาเท่านั้นตำหนักโอสถสวรรค์คือตัวตนที่ยิ่งใหญ่แม้แต่ตระกูล ราชวงศ์แห่งอาณาจักรต่าง ๆยังต้องปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความเคารพ
แม้ว่าเซี่ยวเซียวจะเป็นผู้ติดตามหลู่ผิงแต่ก็เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ด้วยเกียรติของนางแล้ว นั่นคือสิ่งที่นางไม่ค่อยจะเต็มใจที่จะทำแม้กระทั่งในตอนนี้เนื่องเพราะหลู่ผิงเป็นคนเจ้าชู้ชอบโอ้อวด ดังนั้นนางจึงอยากเห็นสีหน้าที่อับอายของหลู่ผิง
อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่เย็นชาอย่างนางนางก็ต้องตอบโต้เป็น ธรรมดาเมื่อรู้สึกไม่พึงพอใจ
“ออกไปให้พ้น”หลู่ผิงสะบัดมือขับไล่
“เจ้าจะเสียใจกับเรื่องนี้?” เฟิ่งหยูกล่าวช้า ๆ
“ฮ่าฮ่า ฮ่า อย่างเจ้าจะทำอะไรข้าได้?” หลู่ผิงรู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผล ชายหนุ่มนี่กล้าที่จะข่มขู่เขาคนอื่นที่อยู่ในตำหนักราวกับกำลังดูการแสดงตลกอยู่
ชายคนนี้เป็นคุณชายน้อยเหลือขอจากตระกูลใด?อย่างไรก็ตามถึงแม้เขาจะเป็นลูกชายของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ เขาไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับนักปรุงโอสถระดับสองขั้นกลางได้เฟิ่งหยูเพียงแค่ยิ้มออกมาและหันหน้าไปหาเซี่ยวเซียวความรู้สึกที่น่ารังเกียจได้แวบผ่านเข้ามาในใจของนาง เขากำลังบอกให้นางลงมือ? แต่นางได้ยินเฟิ่งหยูพูดว่า
“ช่วยข้าตะโกนให้ทีว่าเจ้าใส่ไผ่สีชาดทองแดงมากเกินไป ตะโกนสามครั้งยิ่งดังยิ่งดี”
มันหมายความว่ายังไง?
ดวงดวงตาที่สวยงามของเซี่ยวเซียวเบิกกว้างขึ้นแต่เมื่อนางเห็นสีหน้าที่มั่นใจของเฟิ่งหยู ทำให้หัวใจของนางสั่นไหวช่วยไม่ได้ที่นางจะทำตามที่เขาพูด “เจ้าใส่ไผ่สีชาดทองแดงมากเกินไปเจ้าใส่ไผ่สีชาดทองแดงมากเกินไป! เจ้าใส่ไผ่สีชาดทองแดงมากเกินไป!
“พวกเจ้าสองคนบ้าไปแล้วไล่พวกเขาออกไปจากที่นี่!” หลู่ผิงโกรธเกรี้ยวและบอกให้ทหารยามสองคนในตำหนักไล่พวกเขาออกไป
“ปัง”เสียงดังกึกก้อง ราวกับมีบางอย่างระเบิดนักปรุงยาสามารถบอกได้ว่าเสียงนั้นเกิดจากหม้อปรุงยามันเป็นเสียงที่นักปรุงยาสามารถรับรู้ได้
“ตึกตึก ตึก ตึก ตึก” เสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นสองอย่างรวดเร็ว ชายชราผมขาวปรากฏอยู่บนบันไดและหันหน้าไปหาเซี่ยวเซียว แล้วถามออกไปว่า
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าใส่ไผ่สีชาดทองแดงมากเกินไป?”
ร่างของชายชรายังคงเผยให้เห็นร่องรอยจากการะเบิดของหม้อปรุงยาคิ้ว หนวดเครา และเส้นผมถูกเผา ใบหน้าครึ่งหนึ่งดำคล้ำราวกับขี้เถ้าเสื้อผ้าของเขาอยู่ในสภาพยับเยิน และเต็มไปด้วยรอยไหม้ เมื่อถูกชายชราจ้องมองเขม็งทำให้เก็ดความรู้สึกแปลกในใจของเซี่ยวเซียว
แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจมากที่สุดคือเหรียญตราสีเงินที่ติดอยู่บนหน้าอกข้างหนึ่งของชายชรานั่นคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเขาเป็นนักปรุงโอสถ และใบหลิวเจ็ดใบสัญลักษณ์ของระดับเจ็ด
ชายชราผู้นี้เป็นนักปรุงยาระดับ7 มันน่าทึ่งมากตัวตนอย่างเขาแม้แต่ตระกูลใหญ่ในเมืองใหญ่ยังถือว่าเขาเป็นแขกผู้ทรงเกียรติแม้แต่ผู้นำตระกูลเซียวของนาง หากพบคนอย่างเขายังต้องเรียกเขาอย่างสุภาพว่า “ปรมาจารย์”แต่ทว่าตอนนี้ “ปรมาจารย์” นี้กำลังจ้องมองนางด้วยความเคารพ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้ แล้วเซี่ยวเซียวจะไม่รู้สึกแปลกได้อย่างไร?
มันจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่นางจะหันไปมองเฟิ่งหยูมีเรื่องลึกลับมากมาขนาดไหนกันที่ชายหนุ่มผู้นี้ปกปิดอยู่ ?
เมื่อเห็นฉากที่เกิดขึ้นทุกคนในตำหนักโอสถสวรรค์ตกตะลึงแทบหายใจไม่ออก แม้ว่าจะมีบางคนไม่รู้จักปรมาจารย์หลิวแต่เมื่อพวกเขาเห็นตราสีทองแดงรูปใบหลิวอยู่บนหน้าอกมันทำให้พวกเขาบ่งบอกได้ทันทีว่าเป็นนักปรุงยาระดับ 7 ขั้นต่ำ
ใบหลิว1 ใบแทนสัญลักษณ์ 1 ระดับ
สีทองแดงคือระดับต่ำ
สีเงินคือระดับกลาง
สีทองคือระดับสูง
สำหรับคนทั่วไปมันคือสัญลักษณ์อันทรงเกียรติที่สามารถเทียบได้กับเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของอาณาจักรมันมีสถานะสูงส่งกว่าเจ้าเมืองเสียอีก แต่คนอย่างเขากลับแสดงออกมาเช่นนี้มันจะไม่ทำให้พวกเขาตกใจได้อย่างไรและสาเหตุของทุกอย่างที่เกิดขึ้น นั่นเพราะเด็กหนุ่มคนนี้
มันเป็นไปได้อย่างไร!
หลายคนแทบจะบ้าคลั่งความจริงนี้มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจะยอมรับได้ หลู่ผิงดูเหมือนจะตกตะลึง ปรมาจารย์หวังผู้นี้เป็นบุคคลที่สำคัญอย่างมากในตำหนักโอสถสวรรค์ของอาณาจักรเมฆาสวรรค์การจะได้พบเจอเป็นเรื่องที่ยากมาก และเขาได้ยินเรื่องราวต่าง ๆผ่านทางข่าวลือเท่านั้น
จะไม่ให้เขาตะลึงได้อย่างไรเมื่อเห็นการแสดงออกทางสีหน้าของปรมาจารย์หลิว เป็นไปได้ไหมว่าเจ้าเด็กเหลือขอนี่ไม่ได้มาเพื่อก่อปัญหาเขามาทดสอบเป็นนักปรุงโอสถจริง ๆ
เฟิ่งหยูสูดดมกลิ่นเล็กน้อยและกล่าว “ท่านเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมทีเดียวที่เปลี่ยนแปลงสูตรของเม็ดยามังกรเพลิงโดยใช้เม็ดยาไผ่ม่วง เศษใบหลิวร้อยส่วน ผงหินทองแทนส่วนผสมที่ล้ำค่าด้วยวิธีนี้มันจะไม่เกิดความแตกต่างกันมากนักในประสิทธิภาพของเม็ดยาทั้งยังเป็นการลดต้นทุนเป็นอย่างมาก”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” ปรมาจารย์หลิวหันหน้าไปมองเฟิ่งหยูทันทีด้วยความตกตะลึงและถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม นี่เป็นความลับของเขาเขาวางแผนที่จะประกาศเรื่องนี้หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จเพื่อทำให้สหายเก่าและคู่แข่งของเขาต้องตกตะลึง!
“ข้าเพียงแค่ใช้จมูกของข้าดมกลิ่นที่ออกมาจากมันเท่านั้น”เฟิ่งหยูตอบ
“เจ้าเป็นสัตว์ประหลาดหรือไงเจ้ารูความลับของข้าโดยการใช้จมูกของเจ้า สูตรปรุงยาเป็นอะไรที่ล้ำค่ามากและไม่มีนักปรุงยาคนใดเปิดเผยสูตรปรุงยาของตนให้คนอื่นรู้สำหรับนักปรุงยาแล้วมันเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับทักษะของจอมยุทธ์เลยทีเดียว
แต่ปัญหาคือแม้หลิวซิงยังปรุงยาสูตรใหม่ของเขายังไม่สำเร็จ แต่เฟิ่งหยูกลับวิเคราะห์สูตรยาของเขาได้เพียงแค่ใช้จมูกแล้วหลิวซิงจะไม่รู้สึกทึ่งได้อย่างไร....
“สูตรของท่านอาจจะเป็นไปได้แต่ไผ่สีชาดทองแดงนั้นมันมีประสิทธิภาพแรงเกินไป และจุดหลอมละลายของมันก็สูงด้วยดังนั้นไม่ว่าท่านจะปรุงมันดีแค่ไหน มันก็ยังคงมีสิ่งเจือปนอยู่ซึ่งมันจะส่งผลต่อคุณภาพของเม็ดยาท่านควรลองใช้หญ้าหนวดพยัคฆ์แทน”
เฟิ่งหยูแนะนำเขาได้ศึกษาสูตรยาและการหลอมยาจากคัมภีร์โอสถสวรรค์จนถ่องแท้สามารถแก้ไขสูตรปรุงยาให้เหมาะสมได้ทันที
หญ้าหนวดพยัคฆ์เป็นธาตุไฟซึ่งมันตรงกันข้ามกับหยินของผงหินทองเมื่ออุณภูมิอยู่ในจุดที่เหมาะสมมันก็จะละลายได้ง่ายดายดังนั้นมันจะไม่มีสิ่งเจือปนใด ๆ อยู่ในเม็ดยา
“วิเศษวิเศษยิ่งนัก ทำไมข้าถึงคิดไม่ออกกัน?”