ในรุ่งเช้าที่อากาศแจ่มใสกว่าทุกวัน หลิวอ้ายผิงตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมตัวไปรับประทานอาหารกับศิษย์พี่ของตนก่อนออกไปสำนักศึกษา
ชุดเครื่องแบบที่ลู่เอินจัดเตรียมเอาไว้ ถูกนำมาสวมใส่บนร่างบางซึ่งมีความพอดีตัวไม่รุ่มร่าม ผมยาวถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะก่อนปักด้วยปิ่นไม้ชิ้นเดิม
หญิงสาวมองตัวเองก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก จึงออกไปยังห้องอาหารด้วยดวงตาเปี่ยมไปด้วยความสุข จนลู่เอินแอบคิดว่าวันนี้นายของตนดูจะมีความสุขมากกว่าปกติ ทว่าเ้าตัวดูท่าจะยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
มื้ออาหารอันแสนเรียบง่ายดำเนินไปตามปกติ เจียงจวิ้นเหยียนที่คอยคีบอาหารให้อีกฝ่ายอย่างรู้ใจ มองคนตรงหน้าคีบเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย ระหว่างนั้นนางหยิบบางอย่างออกมายื่นให้เขา พบว่าเป็จดหมายหนึ่งฉบับ
“เป็เวลากว่าสองเดือนแล้วที่ข้ามาอยู่ที่นี่ จึงต้องส่งจดหมายหาท่านแม่บ้าง ท่านคงเป็ห่วงแย่แล้ว” ผู้เป็ศิษย์พี่รับมาจากมือนาง “ข้ารู้ว่าท่านมีม้าเร็ว ศิษย์น้องผู้นี้รบกวนท่านแล้ว” นางเอ่ยพร้อมยกมือประสาน โค้งหัวเล็กน้อยแบบอย่างง่าย
“ย่อมได้” เขาตอบรับแต่โดยดี แม้ก่อนหน้านี้จะส่งม้าเร็วไปแจ้งความเป็อยู่ให้มารดาของนางทราบเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่หากเป็นางที่เขียนจดหมายนี้ด้วยเอง ผู้เป็มารดาคงรู้สึกหมดห่วงอย่างแท้จริง
“ขอบคุณเ้าค่ะ” หลิวอ้ายผิงรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง
เมื่อมื้อเช้าผ่านไปเป็ที่เรียบร้อย หลิวอ้ายผิงจึงเดินทางไปสำนักศึกษาโดยมีจางหย่งเป็ผู้ติดตาม
การต้อนรับจากศิษย์คนอื่นทำให้นางไม่ต้องคอยลำบากใจเื่ใดอีกต่อไป ศิษย์ใหม่ทั้งหมดถูกนำไปที่ดินแดนอีกมิติตามเดิมโดยผู้าุโเกาเฉิน ความตื่นตายังคงไม่หายไปเลยแม้แต่น้อย จนถึงวันนี้ พวกเขายังคงแทบไม่เชื่อสายตาว่าจะมีที่แห่งนี้อยู่จริง
การเรียน่แรกจะเป็ภาคทฤษฎี ซึ่งเป็พื้นฐานและข้อมูลในเื่ต่างๆ ของดินแดนปีกเมฆาแห่งนี้ หลังจากนั้นจะเป็การเริ่มการทดสอบทั้งห้าสิบขั้น ที่ต้องผ่านทั้งหมดภายในห้าปี แต่ก็มีกรณีที่มีผู้ผ่านการทดสอบภายในสามปีเพียงเท่านั้น นั่นก็คือกลุ่มที่ได้ฉายาว่าเป็สามขุมอำนาจแห่งพรรคมาร
นอกจากเวลาเรียน ก็จะมีเวลาว่างสำหรับศึกษาด้วยตนเองจากหอตำรา ที่รวบรวมทั้งความรู้ในด้านต่างๆ มากมาย และตำราวรยุทธ์ชั้นสูงที่นับว่าเป็ของล้ำค่า ในที่แห่งนี้มีกฎห้ามนำสิ่งใดก็ตามออกจากดินแดนปีกเมฆา หลิวอ้ายผิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยเนื่องจากนางไม่สามารถนำตำราเหล่านี้กลับไปศึกษาที่เรือนได้ เวลาทั้งหมดจึงหมดไปกับการอ่านตำราทั้งวัน
หลิวอ้ายผิงเป็คนที่หัวไวกว่าปกติ หากเป็ตำราจำพวกท่องจำ ด้วยการอ่านเพียงหนึ่งครั้งจึงสามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมด ยกเว้นหากมีบางตำราที่อธิบายไม่หมดหรือนางรู้สึกว่าต้องมีสาระสำคัญที่นอกเหนือจากนั้น ก็จะทำการทดเอาไว้ในใจ ถึงเวลาจึงนำสิ่งที่้าทราบไปถามกับผู้าุโท่านอื่นๆ หรือศิษย์พี่ผู้เก่งกาจของตน
หอตำราในสำนักพรรคมารแห่งนี้ มีทั้งหมดห้าชั้น โดยจะแบ่งการใช้งานตามผู้ที่สามารถผ่านการทดสอบในขั้นต่างๆ คือ
ชั้นที่หนึ่ง สำหรับผู้ที่อยู่ในการทดสอบั้แ่แรกเริ่ม จนถึงขั้นที่ สิบ
ชั้นที่สอง สำหรับผู้ที่อยู่ในการทดสอบขั้นที่สิบเอ็ด จนถึงขั้นที่ ยี่สิบ
ชั้นที่สาม สำหรับผู้ที่อยู่ในการทดสอบขั้นที่ยี่สิบเอ็ด จนถึงขั้นที่ สามสิบ
ชั้นที่สี่ สำหรับผู้ที่อยู่ในการทดสอบขั้นที่สามสิบเอ็ด จนถึงขั้นที่ สี่สิบ
ชั้นที่ห้า สำหรับผู้ที่อยู่ในการทดสอบขั้นที่สี่สิบเอ็ด จนถึงขั้นที่ ห้าสิบ
เมื่อถึงเวลาต้นยามโหย่ว [1]หลิวอ้ายผิงจึงออกจากมิติแห่งนี้ทันทีด้วยตนเอง เนื่องจากผู้ที่ทำสัญญาเืปกปิดความลับเอาไว้แล้วจึงจะมีอักขระพิเศษบริเวณรอบข้อมือที่สามารถเข้าออกมิติแห่งนี้ได้อย่างอิสระ
ยามออกมาจึงพบว่า จางหย่งผู้เป็องครักษ์เงาได้รออยู่ด้านนอกแล้ว แม้ผู้เป็ศิษย์พี่จะสั่งให้เขาดูแลเื่ความปลอดภัยให้นาง ทว่ายามอยู่ในมิติ นางกล่าวห้ามเอาไว้เพราะ้าสมาธิ ทั้งยังไม่ชอบการถูกจับจ้องมากเกินไปนัก
“ความจริงข้าไม่ได้้าให้ท่านมาคอยดูแลเช่นนี้”
“ไม่ได้ขอรับ นี่เป็คำสั่งของท่านประมุข ข้าไม่อาจขัดคำสั่งได้”
“ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น เอาอย่างนี้ดีไหม ท่านก็ไปพักเสียหน่อย เื่นี้ข้าไม่บอกกับท่านประมุขแน่นอน” ที่หลิวอ้ายผิงเอ่ยออกไปเช่นนั้น เพราะบางทีก็รู้สึกว่า องครักษ์ผู้นี้ราวกับมีเื่บางอย่างในใจที่กำลังปกปิดเอาไว้อยู่ สายตาดูเป็กังวลปนกลัดกลุ้มทำให้นางเกิดความสงสัย ทว่าพวกเขาไม่ได้สนิทสนมกันจนถึงขั้นเอ่ยถามถึงเื่ส่วนตัวได้ นางจึงลองเสนอทางเลือกให้เขาดูสักเล็กน้อย
จางหย่งเกิดอาการลังเลอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวจึงรับรู้ว่านางมาถูกทางแล้ว
“เอาเป็ว่าวันพรุ่งนี้เป็ต้นไป ระหว่างที่ข้ามาที่สำนักศึกษา ท่านก็ไปทำธุระของท่านเถิด อย่างไรแล้วยามที่ข้าอยู่ด้านใน ก็ไม่มีสิ่งใดให้ท่านต้องทำอยู่แล้ว พอถึง่เย็นท่านก็ค่อยมารับข้าก็ได้” หลิวอ้ายผิงร่ายยาวเพื่อชี้จุดให้เห็นว่าเขาไม่ได้ขัดคำสั่งผู้เป็นายแต่อย่างใด “ท่านเงียบ ข้าถือว่าตกลง”
“ขอบคุณขอรับ” จางหย่งเอ่ยขอบคุณอย่างใจจริง ตัวเขาที่ขึ้นชื่อว่าเป็ผู้นำระดับสูง ในฐานะองครักษ์เงาที่มีหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยและเป็หูเป็ตาให้กับผู้เป็ประมุข อาจเรียกว่าตัวเขาคือผู้ที่ใกล้ชิดกับประมุขเจียงจวิ้นเหยียนที่สุดเลยก็ว่าได้ ที่ผ่านมาเขารับรู้มาโดยตลอดว่านายของตนต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวเพียงลำพังเสมอมา ยามนี้เมื่อได้เห็นผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิต มีความสุขกับความหวังบางประการขึ้นมา ก็อดที่จะช่วยสนับสนุนไม่ได้
คำขอบคุณที่เอ่ยออกมาจากปากเขา จึงรวมไปถึงการที่สตรีผู้นี้เข้ามาเป็ดั่งสายธารแห่งชีวิตให้กับผู้เป็นายของตนด้วย
ในยามค่ำคืนที่มีลมเย็นะเืพัดผ่านตลอดคืน เจียงจวิ้นเหยียนเข้านอนด้วยอารมณ์เบิกบาน ในทุกวันทุก่เวลาที่มีหลิวอ้ายผิงอยู่ด้วย เขาค้นพบว่าทั้งหมดนี้คือความสุขอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน สายตาที่ดูมุ่งมั่นจริงจังยามที่นางจดจ่อกับบางสิ่งก็เป็ความพิเศษที่เขาเฝ้ามองอย่างไม่รู้เบื่อ
อย่างวันนี้เมื่อกลับมาสิ่งแรกที่นางเอ่ยถึงยังคงเป็เื่ตำราเช่นเคย เขาสามารถฟังอีกฝ่ายพูดเจื้อยแจ้วอย่างไม่ได้นึกรำคาญแต่อย่างใด ทว่ากลับมีความสุขที่นางรู้สึกชื่นชอบในบางสิ่งเช่นนี้
มือหนาสะบัดเพียงหนึ่งครั้ง ตะเกียงที่ถูกจุดจนสว่างทั่วห้องในคราแรกก็มอดดับลง กลายเป็ความมืดมิดไร้แสงจันทร์ส่องสว่างเนื่องจากเป็คืนเดือนมืด แม้จะอยู่ในความมืดมิดเช่นนี้ แต่ภาพของใครบางคนยังคงปรากฏเป็ดั่งแสงสว่างชัดเจน เจียงจวิ้นเหยียนไม่เคยได้รับรู้เลย ว่าการที่ตนคิดถึงใครบางคนทั้งที่อยู่ใกล้เพียงนี้ จะทำให้เห็นภาพของอีกฝ่ายขึ้นมาได้จริงๆ
เขาลองหลับตาลงท่ามกลางความมืด ในหัวก็ยังคงมีแต่ภาพรอยยิ้มของหลิวอ้ายผิงปรากฏ แม้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งภาพนั้นก็ยังไม่จากไปไหน นางกำลังยืนยิ้มให้เขาอยู่เช่นเดิม แต่ในครั้งนี้มีบางสิ่งที่ผิดปกติ!
“ศิษย์พี่เ้าคะ”
ภาพในจินตนาการสามารถพูดได้ด้วยหรือ...
ภาพนั้นเข้ามาใกล้ ก่อนจะนั่งลงแล้วเขย่าที่แขนของเขา...
“ศิษย์พี่เ้าคะ อย่าเพิ่งหลับนะเ้าคะ ข้ามีเื่สำคัญต้องรู้ให้ได้” ทันใดนั้นเจียงจวิ้นเหยียนจึงได้รู้ ว่านี่คือความจริง
เขาลุกพรวดขึ้นมาอย่างว่องไว เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับอดกลั้น “หลิวอ้ายผิง เ้าไม่รู้หรือ ว่าชายหญิงไม่ควรอยู่ในห้องเพียงลำพัง ในยามวิกาล”
“ข้ารู้เ้าค่ะ แต่ท่านกับข้าต่างเป็คนคุ้นเคย เราต่างรู้ดีว่าอะไรเป็อะไร ข้าไม่ถือ”
“แต่ข้าถือ” คราวนี้ผู้เป็ศิษย์พี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าปกติ จนหลิวอ้ายผิงได้แต่บ่นอุบอิบ
“เป็ท่านที่บอกข้า ว่าหากมีข้อสงสัยสามารถถามท่านได้ทุกเวลา”
“นั่น...” เจียงจวิ้นเหยียนเถียงไม่ออก เพราะเมื่อลองค้นดูในความทรงจำ เขาได้พูดคำนั้นออกไปจริงๆ “เช่นนั้นข้าให้เวลาแค่ครู่เดียวเท่านั้น”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
ตะเกียงถูกจุดขึ้นอีกครั้งที่มุมหนึ่งของห้อง บริเวณใกล้เคียงกับโต๊ะดื่มน้ำชา มีเพียงคนสองคนที่กำลังเริ่มการสนทนาขึ้น โดยที่ฝ่ายหญิงให้ความสนใจในเนื้อหาจนหลงลืมบรรยากาศของหญิงชายอย่างที่ควรจะเป็ แต่ไม่ใช่กับฝ่ายชายที่ยามนี้พยายามอย่างหนักหน่วง เพื่อกดข่มอารมณ์ฟุ้งซ่านในหัวอย่างยากลำบาก
หรือเขาไม่ควรรอนางต่อไปแล้ว...
[1] ยามโหย่ว คือ่เวลา 17.00 – 18.59 น.