ประเทศฉิน เป็ดินแดนที่กินพื้นที่กว้างขวางที่สุด หัวเมืองน้อยใหญ่ล้วนสวามิภักดิ์ให้ ประเทศฉินนี้นำโดย“จักรพรรดิหยานหลิง” ชื่อของพระองค์ไม่มีศัตรูใดกล้าลบหลู่
ทว่าผู้ปกครองล้วนมาแล้วจากไป พระจักรพรรดิทรงสิ้นพระชนม์จากการเจ็บป่วยเมื่อพระชนมายุเพียง๔๒พรรษา
บุตรของพระองค์ที่ยังมีอายุเพียงสี่ขวบปี ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็จักรพรรดิองค์ใหม่อย่างเร่งรีบ ทว่าเพียงขึ้นครองได้เพียงสี่เดือนเศษ จักรพรรดิองค์ใหม่ก็สิ้นพระชนม์ลงอย่างปริศนา
ประเทศฉินที่เคยรุ่งโรจน์พลันสั่นคลอน เหล่าขุนนางอำมาตย์ และเหล่าตระกูลใหญ่ต่างเข้าแย่งชิงบัลลังก์เื เกิดเป็ากลางเมืองกลืนกินชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วน ผ่านไปห้าปีาที่ดูท่าจะไม่มีทางจบ กลับปรากฏผู้ชนะในที่สุด
ผู้ที่ฝีมือเป็หนึ่งในแผ่นดิน เขาคือ
“หลงเทียนห่าว“ประมุขแห่งตระกูลัฟ้า
ทว่า หลงเทียนห่าวดีใจกับชัยชนะได้ไม่นาน เหล่าผู้พ่ายแพ้ารวมตัวก่อฏ ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมดสิ้น เหล่าหัวเมืองตามชายแดนต่างประกาศเอกราชเป็ของตนเอง หลงเทียนห่าวรับรู้ว่าลำพังเพียงตระกูลตนเอง มิอาจยืนหยัดได้ จึงยืมมือเหล่าสามตระกูลใหญ่ที่โดดเด่นเข้ามาช่วย
หลงเทียนห่าวบัญญัติกฎเหล็กขึ้นมา
“ประเทศฉินเราบัดนี้อ่อนแอ ต้องรับศึกใหญ่ทั้งภายในและภายนอก เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง นับั้แ่นี้ไป”ประเทศแห่งฉิน“ จะไม่มีผู้ใดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว!
ผู้นำของสี่ตระกูลใหญ่จะขึ้นมาสลับกันปกครองบ้านเมืองรอบละสี่ปี ร่วมกันผนึกกำลังกวาดล้างผู้รุกราน หากตระกูลใดไม่ปฏิบัติตาม อีกสามตระกูลที่เหลือจักร่วมมือกันลบชื่อให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ั้แ่นั้นมา วาระสมัยแรกนำโดยหลงเทียนห่าว ต่างผนึกกำลังกันกวาดล้างเหล่าฏจนสิ้นซาก ตีคืนเหล่าหัวเมืองที่เคยถูกรุกรานกลับมาได้แทบหมดสิ้น สี่ตระกูลใหญ่ต่างผลัดกันขึ้นปกครองตามกฎ แผ่นดินที่เคยนองเืเริ่มกลับมาสงบสุขมั่นคงอีกครั้งยาวนานนับสามสิบปี จนกระทั่ง….. บัดนี้
ณ กำแพงสูงตระหง่าน ดูไปคล้ายผ่านหลายเื่ราวแต่ยังไม่ยอมหักงอ ช่วยเสริมความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้คนยิ่ง กำแพงใหญ่ล้อมรอบตัวเมืองที่กว้างใหญ่สุดสายตา คือเมืองฉินตั้ว หากถามว่าในยุทธจักรนี้ที่ใดปลอดภัยที่สุด ผู้คนก็ต้องตอบตามกันว่า“ฉินตั้ว” เมืองหลวงของประเทศฉิน
วันนี้อากาศไม่สู้ดี ท้องฟ้าอึมครึมปกคลุมไปด้วยสีเทา สายลมเย็นพัดพาข้ามกำแพงเมือง บรรยากาศเช่นนี้มักทำให้ผู้คนเกียจคร้าน ผิดกับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กระตือรือร้นผิดกับบรรยากาศยิ่งนัก มันคือ“ซูิ” พ่อค้าน้อยหน้าตาแจ่มใสซุกซน อายุได้สิบเก้าปี
มันกำลังจัดวางแผงขายของอย่างช่ำชอง พลางนึกในใจ “ออกเมืองครั้งนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก มีของหายากติดไม้ติดมือมาเช่นนี้ คงไม่ต้องร่อนเร่ไปกับคาราวานพ่อค้าอีกพักใหญ่”
ความกระตือรือร้นของซูิอยู่ได้เพียงครู่ก็ต้องถูกแทนที่ด้วยความเดือดดาล เมื่อมีมืออันใหญ่โตกวาดแผงขายของดัง”โครม!“
ซูิแหงนมองขึ้นไป มันถึงกับต้องกลืนความเดือดดาลลงคออึกใหญ่ ภาพเบื้องหน้ามันเป็คนของทางการร่างใหญ่ หน้าตาหยาบกร้าน ดุร้ายยิ่ง ถูกประดับด้วยชุดเกราะเงางาม แม้แต่เด็กก็มองออกว่าไม่ควรตอแย
ซูิถูกจับเหวี่ยงโยนออกพ้นทางพร้อมสินค้าที่กระจัดกระจาย มันกลิ้งถลาไปตามพื้นดินสร้างความอับอายยิ่ง
นายทหารคนนั้นเดินเข้ามาด้วยท่าทีดุดัน หมายจะเอาเื่ต่อ แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงของนายทหารอีกผู้หนึ่ง “มานี่ เราหามีเวลาไม่ อีกไม่นานขบวนเสด็จของ ท่าน”เฟิงเหยียน“ก็จะเคลื่อนผ่านแล้ว”
เมื่อซูิได้ยินชื่อเฟิงเหยียนก็ถึงกับขนลุกซู่ไปทั่วร่าง แทบอยากมุดดินหายไปในบัลดล “เฟิงเหยียน” เขาคือผู้นำตระกูลสูงสุดของตระกูลหงส์แดง ๑ใน๔ตระกูลสูงสุดของยุทธภพ อันได้แก่ ัฟ้า หงส์แดง เต่าดำ และเสือขาวที่เป็ดั่งสี่เสาหลัก ที่อยู่ยงค้ำฟ้ามาหลายสิบปีไม่มีผู้ใดกล้าตอแย
อา..ถ้าขบวนของเฟิงเหยียนเคลื่อนตัวเข้าเมืองหลวงเช่นนี้ งั้นวันนี้คือมันขึ้นครองแผ่นดินของเขาแล้วสินะ เสียงเป่าแตรดังระงมไปทั่วประตูเมือง ดึงสติซูิกลับมา
ไม่นานนัก…เสียงฝีเท้าของม้าหนักอึ้งนับร้อยก็ดังระงมไปทั่วลาน ขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ตระหง่านดุจัที่กำลังเคลื่อนตัว ผ่านบ้านเรือนผู้คนที่ดูเล็กจ้อยลงไปถนัดตา
ขบวนค่อยๆเคลื่อนผ่านอย่างเกรียงไกร ไม่จำเป็ต้องประกาศศักดาใดๆ มีเพียงเสียงชุดเกราะกระทบกันเกียวกราว เสียงฝีเท้าย่ำลงพื้นอย่างพร้อมเพียง ธงตระกูลผืนใหญ่สีแดงสดโบกสะบัดเหมือนกับมันบอกทุกคนว่า
“ข้ามาแล้ว”
ทหารที่รายล้อมถูกสวมด้วยเกราะสีเืหมูเข้มดั่งโลหิต ความเกรียงไกรของขบวนกดทับผู้คนเหมือนเพียงฝุ่นดินที่อยู่ตามริมทาง…
ซูิเหม่อมองความยิ่งใหญ่ของขบวนอยู่หลังฝูงคน ก่อนจะค่อยๆถอยกายเลือนหายไป แม้กระทั่งสินค้าที่กระจัดกระจายอยู่ก็ไม่กล้าไปเก็บ เฟิงเหยียนผู้นี้ขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวด ประชาชนตัวประกอบอย่างมันบังอาจตั้งร้านขายของขวางทาง…ซูิไม่แปลกใจแล้ว ที่มันโดนจับโยนเช่นนั้น
บัดนี้ขอเพียงแค่นายทหารผู้นั้นลืมเลือนเื่ของตนไปก็เพียงพอ ความหวาดกลัวดั่งลูกกวางน้อย ที่อยู่ต่อหน้าเ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้มันไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง…..