แสงยามเช้าที่ทอดผ่านรอยต่อของผ้าม่านหน้าต่างห้องพักสตูดิโอขนาดกะทัดรัดของผมเข้ามาทีละน้อย รังสีความอบอุ่นบางเบาปลุกให้ผมค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาทีละนิดพร้อมความรู้สึกเบาสบายตัวอย่างที่ไม่ได้ััมาหลายวัน อาการปวดหนึบตรงกระบอกตา ความร้อนระอุที่แผ่ซ่านทั่วตัว และไข้หวัดที่ทรมานร่างกายผมเมื่อวันก่อนหายวับไปเกือบเป็ปลิดทิ้ง มีเพียงรอยเมื่อยขบเบาๆ บริเวณสะโพกและ่ล่างที่ทำให้ผมต้องนิ่วหน้าครางอืออาในลำคอตอนขยับตัวเปลี่ยนท่านอน
ผมค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งกึ่งนอนสะลึมสะลือ เส้นผมสีน้ำตาลนุ่มฟูยุ่งเหยิงไม่เป็ทรง ผมหันขวับไปมองที่นอนฝั่งข้างเคียงทันทีตามสัญชาตญาณ ทว่า... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงความว่างเปล่า
คุณธีร์ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว...
เหลือไว้เพียงรอยยุบตัวจางๆ บนหมอนหนุนข้างกาย ผ้าห่มผืนหนาถูกจัดแจงและพับจัดระเบียบไว้อย่างเรียบร้อยประณีตชนิดที่เ้าของห้องจอมซุ่มซ่ามแบบผมไม่มีวันทำได้เนี้ยบขนาดนี้ และตรงโคมไฟสีส้มสลัวหัวเตียง มีกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองสดแปะเด่นสะดุดตาอยู่แผ่นหนึ่ง
ผมเอื้อมมือสั่นเทานิดๆ ไปหยิบมันขึ้นมาดู ลายมือภาษาไทยตัวบรรจงกึ่งหวัดแสนสุขุมทว่าซ่อนความเนี้ยบกริบอันเป็เอกลักษณ์ของคุณธีร์ปรากฏอยู่บนเนื้อกระดาษ:
“กินข้าวเช้าด้วย ยาอยู่บนโต๊ะ”
เพียงแค่อ่านข้อความจบและรับรู้ถึงกลิ่นน้ำหอมแนวไม้สนและควันอ่อนๆ (Woody/Smoky) ที่ยังอบอวลอยู่บนแผ่นกระดาษ สมองของผมที่เคยโล่งปลอดโปร่งเมื่อครู่ก็พลันทำงานอย่างหนักหน่วงดุจเครื่องคอมพิวเตอร์ที่โดนไวรัสโจมตี ภาพเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาไหลบ่าทะลักกลับเข้ามาในหัวสมองเป็ฉากๆ ชัดเจนทุกระดับความละเอียดสูง (HD)!
ั้แ่ตอนที่คุณธีร์ป้อนโจ๊กอุ่นๆ เช็ดตัวให้อย่างเบามือ อ้อมกอดร้อนผ่าวแสนมั่นคงที่โอบอุ้มผมเอาไว้... ไปจนถึงจูบแรกแสนซาบซ่านปนกลิ่นส้มสมุนไพร และบทเรียนรักลึกซึ้งสะท้านทรวงบนเตียงนอนหลังนี้ที่เขาตอกย้ำตัวตนร้อนผ่าวเข้ามาในร่องรักอุ่นร้อนของผมครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงครางหวานน่าอายของตัวเอง และคำสารภาพรักงี่เง่าที่หลุดปากออกไปตอนพิษไข้แล่นพล่านในหัว!
“แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!”
ผมร้องลั่นห้อง กรีดร้องแบบไม่มีเสียงในลำคอพลางทุ่มตัวลงนอนดิ้นพล่านๆ ไปมาบนเตียง ดึงทึ้งผ้าห่มหนาขึ้นมาคลุมโปงม้วนตัวเป็ดักแด้ ยัดหมอนข้างใบใหญ่ทับหน้าตัวเองเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังร้อนฉ่าจนแทบะเิออกเป็เสี่ยงๆ
“พู่กัน! ไอ้พู่กัน! แกพูดบ้าอะไรออกไปเนี่ย”
ผมทุบฟูกนอนเสียงดังตุบตับ ทะเลาะกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
“ไปสารภาพรักบอสตอนไข้ขึ้นเนี่ยนะ! แถมยัง...ยังงอแงออดอ้อนเหมือนคนไม่มีสติอีก แล้วยังยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้เขา..รังแกจนไข้หายแบบนี้อีก โอ๊ยยยยย! หน้าประวัติศาสตร์ชีวิตของแกพังทลายลงแล้วพู่กันเอ๊ย!”
ผมตัดสินใจสะบัดผ้าห่มะโลงจากเตียงจ้ำอ้าวเท้าเปล่าวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ เกาะขอบอ่างล้างหน้ามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ ดวงตากลมโตสั่นระริก ใบหน้าหวานขาวนวลตอนนี้กลายเป็สีแดงก่ำลามปามไปจนถึงใบหูและลำคอขาวระหง แถมพอลดสายตาลงต่ำ... ร่องรอยสีแดงช้ำจางๆ ที่ประดับอยู่ตรงกระดูกไหปลาร้าก็เด่นหราเตือนความจำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความฝันตื่นหนึ่ง
ผมเอามือสางเส้นผมยุ่งๆ ของตัวเอง ดึงหัวดึงทึ้งแก้มกลมกลึงทั้งสองข้างเรียกสติสะกดจิตตัวเองในกระจกอย่างเอาจริงเอาจัง
“ลืมซะพู่กัน แกต้องลืมเื่เมื่อคืนให้หมดสิ้น ท่องไว้... แกคือพนักงานฝึกงานระดับมืออาชีพของ T-Group เื่เมื่อคืนมันก็แค่... ก็แค่ผลกระทบข้างเคียงจากพิษไข้กับความใจดีชั่วครั้งชั่วคราวของเ้านายเท่านั้นแหละ พอไปถึงออฟฟิศแกต้องทำหน้าซื่อตาใส ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ห้ามหลุดพิรุธเด็ดขาด”
ผมยกกำปั้นขึ้นมาทำท่าฮึดสู้เพื่อสร้างความมั่นใจที่ตอนนี้น่าจะเหลืออยู่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ แผนการเอาชีวิตรอดในวันนี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ... ปฏิบัติการ “หลบหน้าบอสธีร์” ขั้นสูงสุด!
---
เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ในสูทสามชิ้นเนี้ยบกริบที่มักจะเดินทางมาถึงบริษัทใน่แปดนาฬิกาสามสิบนาที ผมจึงจำต้องกระชากตัวเองออกจากที่นอนั้แ่เช้ามืด แต่งตัวรีบจ้ำอ้าวออกจากคอนโดและมาถึงตึกสำนักงานใหญ่ของ T-Group ั้แ่เวลาเจ็ดนาฬิกาสิบห้านาที
บรรยากาศในออฟฟิศเงียบสงบจนแทบจะได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศครางเบาๆ พี่ๆ รปภ. ตรงประตูหน้าหันมามองผมด้วยความตกตะลึงแกมชื่นชม ส่วนแม่บ้านที่กำลังลากไม้ถูพื้นอยู่ตรงทางเดินก็อ้าปากค้างพึมพำว่าวันนี้พระอาทิตย์น่าจะขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ๆ
ผมก้าวฉับๆ เข้ามานั่งที่โต๊ะทำงานส่วนตัวในแผนกออกแบบสร้างสรรค์ (Creative Design) ที่ชั้นสาม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างโล่งอกที่เลี่ยงศึกการเผชิญหน้าในลิฟต์และบริเวณลานจอดรถไปได้สำเร็จเป็ด่านแรก
“เอาละ ด่านแรกผ่านไปด้วยดี... ทีนี้ก็ด่านต่อไป”
ผมพึมพำพลางเปิดคอมพิวเตอร์พนมมือไหว้อธิษฐานขออย่าให้ดวงซวยเจอคุณธีร์ในวันนี้เลย
แต่ดูเหมือนแต้มบุญของผมจะหมดลงอย่างรวดเร็วใน่สาย...
กริ๊งงงงงงงงงงงง!
เสียงโทรศัพท์ภายในของออฟฟิศที่ตั้งอยู่ข้างคีย์บอร์ดแผดเสียงร้องลั่นจนผมสะดุ้งโหยงตัวโยน เข่ากระแทกใต้โต๊ะดังปึกใหญ่ ผมซี๊ดปากด้วยความเ็ปแต่ก็ต้องรีบหรี่ตาลงมองจดจ้องตัวเลขบนหน้าจอดิจิทัลของโทรศัพท์...
‘ห้องเลขานุการ CEO - คุณอร’
หน้าของผมพลันถอดสีทันที มือไม้สั่นเทาเหมือนคนเป็ง่อยขยับเข้าไปใกล้หูโทรศัพท์แต่ไม่กล้าเอื้อมหยิบขึ้นมารับสาย ความคิดฝั่งหนึ่งในหัวร้องบอกว่า ‘รับสายเถอะแก เดี๋ยวโดนหาว่าอู้งาน’ แต่อีกฝั่งซึ่งเป็ฝั่งหนีภัยพิบัติกลับกรีดร้องเตือนว่า ‘อย่ารับ! ถ้ารับสายพี่อร พี่อรต้องสั่งให้แกขึ้นไปพบคุณธีร์ที่ห้องทำงาน CEO แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์!’
ในที่สุด สัญชาตญาณรักตัวกลัวตายก็ชนะ ผมปล่อยให้เสียงโทรศัพท์แผดร้องอย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งมันเงียบกริบตัดสายไปเอง จากนั้นรีบคว้าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมาจิ้มแอปพลิเคชัน LINE ส่งข้อความหาเลขาอรทันทีด้วยนิ้วมือระรัวเร็วดุจพายุดิจิทัล:
‘พี่อรครับ ขอโทษด้วยนะครับ พอดีเมื่อกี้พู่กันเดินไปดูแบบแปลนพิมพ์เขียวเครื่องปริ้นต์ส่วนกลางด้านนอกแผนกเลยไม่ได้รับสายโทรศัพท์ภายในครับ แผนก Creative มีเื่ด่วนอะไรให้พู่กันรับใช้ไหมครับ? พอดีตอนนี้พู่กันกำลังติดปั่นงานแก้องค์ประกอบแบบร่างสามมิติส่งพี่ส้มแบบด่วนจี๋อยู่เลยครับผม ????????✨’
ผมกดยิงข้อความไปอย่างนบนอบพร้อมสติกเกอร์รูปกระต่ายก้มกราบหัวซุกพื้นเพื่อความแเี รอเพียงไม่ถึงนาที พี่อรก็ส่งข้อความตอบกลับมา:
‘อ๋อ ไม่มีอะไรจ้ะพู่กัน พอดีท่านประธาน (บอสธีร์) ฝากถามมาน่ะว่าอาการไข้ของเราหายดีหรือยัง และเห็นว่าวันนี้ไม่ส่งรายงานอาการตอนเช้าเหมือนเมื่อวานน่ะจ้ะ พี่เลยโทรมาเช็กเฉยๆ’
ฉึก!
เหมือนมีลูกธนูบินมาเสียบกลางหน้าผาก ถามหาอาการไข้เนี่ยนะ! แถมยังรู้ว่าผมไม่ได้ส่งรายงานตอนเช้าอีก บอสจอมมารขยันจับผิดกันขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย ผมพยายามสะกดลมหายใจที่สั่นสะท้านแล้วพิมพ์ตอบกลับพี่อรไปอย่างสุภาพนิ่งสงบที่สุด:
‘หายดีเป็ปกติร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วครับ ขอบพระคุณพี่อรและคุณธีร์ที่เป็ห่วงครับ พู่กันขออนุญาตตั้งใจปั่นงานต่อนะครับ’
ผมทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้กุมขมับเป่าปากฟู่ใหญ่ รอดชีวิตไปได้อีกหนึ่งเปลาะ แต่แผนการรักษาความปลอดภัยของผมยังต้องดำเนินต่อไป ่สายของวัน พี่ส้มเดินเอาแฟ้มโมเดลและเอกสารประเมินโครงสร้างมาวางบนโต๊ะผมเสียงดังปึก
“พู่กันจ๊ะ ช่วยเอาโมเดลชิ้นงานและเอกสารรายงานตรงนี้ขึ้นไปส่งให้แผนกประสานงานที่ชั้นห้าหน่อยนะ เอาไปฝากไว้ที่โต๊ะคุณวิภาได้เลยจ้ะ”
“ได้ครับพี่ส้ม”
ผมรับคำอย่างกระตือรือร้น แต่อึดใจต่อมาสมองก็ประมวลผลทันที... ชั้นห้าเหรอ? ส่งงานชั้นห้าแปลว่าผมต้องย้ายชั้นการทำงาน... และทางเดินหลักของชั้นห้ามันอยู่ใกล้กับลิฟต์โดยสารตัวหลักที่บอสธีร์ใช้เป็ประจำ!
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผมจึงตัดสินใจเลี่ยงไม่แตะต้องลิฟต์โดยสารเลยแม้แต่เสี้ยววินาที ผมกอดกล่องโมเดลขนาดใหญ่พะรุงพะรังไว้แน่นในอ้อมแขน สองเท้าก้าวเข้าสู่พื้นที่มืดสลัวของบันไดหนีไฟของตึกทันที ยอมใช้กำลังขาของตัวเองเดินก้าวขึ้นบันไดหนีไฟจากชั้นสามไปชั้นห้าทีละขั้นๆ
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
ขาของผมเริ่มสั่นประท้วง ความเหนื่อยล้าแล่นริ้วขึ้นมาเนื่องจากเพิ่งหายป่วยได้ไม่นาน แต่เพื่อปฏิบัติการหลบหนีบอสผู้ทรงอำนาจ พู่กันคนนี้ทนได้! ผมพยุงตัวขึ้นมาจนถึงประตูทางออกชั้นห้า ค่อยๆ แง้มประตูออกทีละนิด ชะเง้อหน้าสอดส่องสายตามองซ้ายมองขวาผ่านรอยต่อประตูเหมือนสายลับในภาพยนตร์แอคชั่น
เมื่อเห็นว่าทางเดินปลอดภัย ไร้วี่แววของบอสจอมโหด ผมก็ถอนหายใจโล่งอก ก้าวเดินจ้ำอ้าวสับเท้าไปทางแผนกประสานงานอย่างรวดเร็ว ส่งเอกสารและแฟ้มงานให้คุณวิภาเสร็จสิ้นภายในสามนาทีอย่างว่องไวระดับโลก
ทว่าจังหวะที่ผมกำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปยังทางเดินบันไดหนีไฟนั่นเอง...
ร่างสูงใหญ่ทรงพลังไหล่กว้างแข็งแกร่งในชุดสูทสามชิ้นสีเทาเข้มสั่งตัดเนี้ยบกริบอันคุ้นตา ก็ปรากฏขึ้นห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร บอสธีร์กำลังยืนสนทนากับหัวหน้าแผนกฝ่ายโยธาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมนิ่งสนิท ท่าทางน่าเกรงขามดุดันสมคำเล่าลือ
ผมเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน หัวใจลอยหลุดหายไปในทันที สัญชาตญาณภัยพิบัติในสมองกรีดร้องเสียงดังลั่นสนั่นหัวเกียร์ ‘หันหลังกลับเดี๋ยวนี้พู่กัน! หลบหนี 180 องศา สับเท้าหนีสุดชีวิตด่วนที่สุด!’
ในจังหวะที่คุณธีร์กำลังจะเบี่ยงตัวหันหน้ากลับมาทางผม ผมรีบสลัดส้นเท้าก้มศีรษะงุดหันหลังกลับจ้ำอ้าวสับส้นเท้าหนีอย่างรวดเร็วและเงียบงันที่สุดเท่าที่จะทำได้ สับเท้าถี่กระชั้นเตลิดเปิดเปิงกลับเข้าสู่ประตูบันไดหนีไฟบานเดิม ผลักประตูเข้าไปยืนพิงบานประตูปิดสนิทแล้วหอบหายใจถี่ระรัว ปอดขยับเข้าออกพัลวันด้วยความเหนื่อยผสมผสานความตื่นตระหนกใอย่างรุนแรง
“เกือบไปแล้ว... เกือบโดนจับได้แล้วหัวใจจะวายตายคาตึก T-Group เสียก่อน”
ผมทรุดตัวพิงผนังปูนเย็นเยียบ พลางบ่นงึมงำกับตัวเองเบาๆ
---
หลังจากพาตัวเองหนีตายลงบันไดหนีไฟรวดเดียวสามชั้นกลับมานั่งที่แผนก Creative Design สภาพของผมในตอนนี้ดูห่างไกลคำว่า “พนักงานฝึกงานมืออาชีพ” ไปโข ผมนั่งหอบแฮ่กพิงพนักเก้าอี้ เส้นผมหน้าม้ายุ่งเหยิงเปียกชื้นเหงื่อเล็กน้อย ดวงตากลมโตยังคงลนลานกวาดมองไปที่ประตูทางเข้าแผนกสลับกับคอมพิวเตอร์อย่างระแวดระวังภัยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
“นี่น้องพู่กันจ๊ะ...”
“เฮ้ย! บอส”
ผมสะดุ้งโหยงตัวลอยขึ้นจากเก้าอี้เกือบครึ่งคืบ ปากกาหัวเจลในมือขวาปลิวละลิ่วตกพื้นเสียงดังแป๊ก ยามเมื่อมีฝ่ามือนุ่มๆ ของใครบางคนมาวางแหมะลงบนบ่าอย่างเงียบเชียบ พอหันกลับไปมองก็พบว่าเป็ พี่ส้ม หัวหน้าทีมคนดีคนเดิมที่ยืนถือถ้วยกาแฟลายการ์ตูน มองผมด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัยปนเอ็นดูเต็มแก่
พี่ส้มหลุดหัวเราะคิกคักขำเสียงดังอย่างอดไม่อยู่กับท่าทางกระต่ายตื่นตูมของผม
“บอสอะไรกันล่ะจ๊ะน้องพู่กัน นี่พี่ส้มคนสวยแผนกเราต่างหากล่ะ ว่าแต่...ทำไมทำท่าใโอเวอร์ปานนั้นล่ะหืม? หน้าตาตื่น เลิ่กลั่ก สายตากวาดมองซ้ายมองขวาเหมือนสายสืบตำรวจกำลังมาดักซุ่มจับคนร้ายค้ายาบ้าเลยนะเราน่ะ”
“ปะ...เปล่าครับพี่ส้ม ผมไม่ได้ใอะไรเลยครับ”
ผมเค้นเสียงแก้ตัวปากสั่น รีบก้มลงเก็บปากกาที่หล่นบนพื้นขึ้นมาเช็ดๆ ถูๆ กับเสื้อผ้าเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยพิรุธ
“ไม่จริงอ่ะ พี่แอบสังเกตเห็นเราั้แ่่เช้าแล้วนะ”
พี่ส้มยื่นหน้าเข้ามาใกล้หรี่ตามองอย่างล้อเลียน
“ลิฟต์โดยสารก็ไม่ยอมใช้ เดินขึ้นเดินลงบันไดหนีไฟจนเหนื่อยหอบหน้าดำหน้าแดง แถมนั่งทำงานไปก็ผวาไปเหมือนกำลังทำภารกิจลับข้ามชาติอยู่... นี่ถามจริงๆ เถอะ แอบไปเล่นเกมสายลับหลบเลี่ยงบอสจอมมารอยู่หรือเปล่าจ๊ะ? หรือว่าแอบโดนบอสสั่งงานลับเฉพาะกิจอะไรพิเศษใส่ไข่สองฟองใช่ไหมเอ่ย?”
“ฮะ...เฮ้ย ไม่มีหรอกครับพี่ส้ม ไม่มีงานลับอะไรทั้งนั้นแหละครับ!”
ผมรีบโบกไม้โบกมือพัลวัน หน้าแดงซ่านฉ่าเพราะแอบกลัวว่าความลับเื่ที่โดนบอส ‘งาบ’ คาคอนโดจะแตกโพละขึ้นมา
“ผม...ผมแค่รู้สึกว่า่นี้ตัวเองไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ร่างกายไม่แข็งแรงเลยอ้วนขึ้นนิดหน่อย ก็เลยอยากเดินขึ้นลงบันไดหนีไฟเพื่อบริหารกล้ามเนื้อขาเฉยๆ ครับ ยุคนี้รักษาสุขภาพเป็เื่สำคัญไงครับพี่ส้ม ฮ่าๆๆๆ”
ผมหัวเราะแห้งๆ เสียงสูงปรี๊ดจนฟังดูปลอมสุดขีด เพื่อนร่วมงานในแผนกที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ หันมาขำคิกคักพลางเอ่ยแซวร่วมวง
“แหม พู่กัน บริหารขาด้วยบันไดหนีไฟตึก T-Group เนี่ยนะ ระวังเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรนะน้องเอ๊ย”
“นั่นสิพี่ส้ม ผมว่าพู่กันเหมือนลูกนกเพนกวินหัดเดินมากกว่าสายลับนะ ท่าทางกะล่อนแก้ตัวไม่เนียนเลย ฮ่าๆๆ”
ผมโดนแซวจนหน้าร้อนผ่าวอับอายขายขี้หน้าจนแทบจะมุดหัวลงไปใต้เคาน์เตอร์คอมพิวเตอร์ ได้แต่ก้มหน้าแสร้งทำเป็กดปุ่มคีย์บอร์ดพิมพ์งานแปลนเสียงดังรัวๆ เพื่อจบบทสนทนาพ้นมลทิน แต่ในใจกลับยังคงเต้นรัวระทึกด้วยความกังวล... หวังว่าแผนก Creative Design จะปลอดภัยจากสายตาอันแหลมคมของบอสธีร์ไปตลอดทั้งวันนะ
---
เวลาล่วงเลยมาจนถึง่บ่ายแก่ๆ ท่ามกลางอุณหภูมิห้องทำงานที่เย็นฉ่ำของตึก T-Group หัวใจของผมกลับเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ระทึกขวัญจนพลังงานในร่างกายเหือดแห้งหายไปเกือบหมดสิ้น อาการประหม่าระแวดระวังภัยรอบทิศทางมาตลอดทั้งวันทำให้สมองของผมล้าตื้อไปหมด คอแห้งผากจนแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลง
“ขอไปชาร์จพลังด้วยชาเขียวเย็นๆ สักแก้วเถอะ ไม่งั้นสมองของผมได้ะเิแตกกระจายคาโต๊ะทำงานแน่ๆ”
ผมพึมพำปลอบใจตัวเอง คว้าแก้วเซรามิกสีพาสเทลคู่ใจขึ้นมาถือไว้ แล้วรีบสาวเท้าเลี่ยงหลบผู้คนในแผนกเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องแพนทรี (Pantry) หรือมุมชงกาแฟส่วนกลางของชั้นสาม ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาบ่ายสามโมงครึ่งแบบนี้พนักงานส่วนใหญ่มักจะนั่งกุมขมับปั่นงานอยู่ที่โต๊ะ หรือไม่ก็ออกไปพบลูกค้านอกสถานที่ ห้องชงเครื่องดื่มแห่งนี้จึงควรจะเป็เขตปลอดคน ปลอดบอส และปลอดภัยที่สุดสำหรับผมในเวลานี้
เมื่อผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นกาแฟคั่วบดผสมผสานกับกลิ่นชาอ่อนๆ ที่อบอวลอยู่ช่วยให้อารมณ์ของผมผ่อนคลายลงชั่วขณะ แสงไฟดาวน์ไลท์สีนวลตาขับให้ห้องแพนทรีดูอบอุ่นและเงียบสงบ ผมระบายลมหายใจยาวเหยียดออกทางปากโล่งอกเมื่อเห็นว่าไม่มีเพื่อนพนักงานคนใดอยู่ในห้องชงเครื่องดื่มเลย
ผมรีบเดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์หินอ่อนสีดำสนิท จัดการตักผงชาเขียวใส่แก้วอย่างตั้งอกตั้งใจ กดน้ำร้อนสีใสไหลลงสู่ก้นแก้วแล้วคนให้เข้ากันอย่างอารมณ์ดี เสียงช้อนสเตนเลสเคาะกับแก้วเซรามิกดังแก๊งๆ เบาๆ คลอเคล้าไปกับเสียงลมหายใจของผมเอง
แกร๊ก...
เสียงบานประตูห้องแพนทรีถูกผลักเข้ามาจากภายนอก ผมไม่ได้ใส่ใจหันกลับไปมองเพราะคิดว่าเป็เพื่อนพนักงานแผนกข้างเคียงเข้ามาหาเครื่องดื่มชงดับง่วงยามบ่ายตามปกติ ผมจึงก้มหน้าก้มตาคนชาเขียวในแก้วต่อไปอย่างมุ่งมั่น ทว่า...
คลิก!
เสียงสลักลูกบิดประตูด้านหลังถูกกดล็อกลงเบาๆ ทว่าดังก้องชัดเจนในโสตประสาทของผม!
มือที่จับช้อนชงชาของผมพลันชะงักงันค้างเติ่งกลางอากาศ หัวใจร่วงหล่นวูบพุ่งดิ่งลงไปอยู่ที่ปลายเท้าทันที ทั่วทั้งแผ่นหลังเสียวซาบซ่านเย็นวาบ ความทรงจำบางอย่างแล่นริ้วเตือนสติขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่าไม่มีพนักงานคนไหนล็อกประตูห้องชงเครื่องดื่มสาธารณะในเวลางานแบบนี้แน่ๆ นอกเสียจาก...
ผมหันหลังกลับไปมองช้าๆ ราวกับคนในภาพยนตร์สยองขวัญที่กำลังเปิดประตูเจอฆาตกร และแล้วดวงตากลมโตของผมก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงพรึงเพริด ร่างกายแทบจะแข็งเป็หินทรายค้างเติ่งไปในทันที
ร่างสูงใหญ่สง่างามสะดุดตาของบอสธีร์ในสูทสามชิ้นสีเทาเข้มไร้รอยยับยืนพิงประตูหนาอยู่ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวคู่สวยจดจ้องมองตรงมาที่ผมอย่างไร้ความรู้สึกทว่าแฝงรังสีคุกคามรักอย่างท่วมท้น มือแกร่งของเขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างเอื้อมไปกดตัวล็อกประตูซ้ำเพื่อความแ่า
“คุณ...คุณธีร์!”
ผมอุทานเสียงหลงหลุดปากแ่เบา ร่างกายก้าวถอยหลังกรูดตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์หินอ่อนดังปึกเบาๆ
บอสจอมมารไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว สองเท้าที่สวมรองเท้าหนังอิตาลีราคาแพงระยับก้าวเดินประชิดเข้ามาหาผมช้าๆ ทว่าหนักแน่นและมั่นคง รังสีความกดดันและอำนาจเหนือกว่าแผ่กระจายออกมาจนผมแทบหายใจไม่ออก ผมตื่นตระหนกลนลานพยายามจะสไลด์ตัวหลบหนีไปทางด้านซ้ายเพื่อวิ่งออกไปที่ประตู แต่คุณธีร์รู้ทัน เขาเบี่ยงกายตามมาบล็อกเส้นทางหนีของผมไว้ได้ทันท่วงทีอย่างคล่องแคล่ว
เขาก้าวเข้ามาจนชิดใกล้จนแทบจะไร้ช่องว่างระหว่างสองร่างกาย ฝ่ามือแกร่งข้างขวายกขึ้นเท้าแขนหนาลงบนพื้นผิวเคาน์เตอร์หินอ่อนด้านหลังศีรษะของผม กักขังตัวผมไว้ภายใต้อ้อมแขนกว้างใหญ่และร่างกายสูงใหญ่ของเขาอย่างสิ้นเชิง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราสองคนลดน้อยถอยลงเหลือไม่ถึงคืบ กลิ่นหอมสะอาดหรูหราแนวไม้สนอุ่นปนควันบุหรี่จางๆ (Woody/Smoky) ที่เป็กลิ่นกายเฉพาะตัวแสนเซ็กซี่ของคุณธีร์ลอยพุ่งเข้าประทะปลายจมูกของผมอย่างจังจนสมองของผมพร่ามัวคิดอะไรไม่ออก
ดวงตาคมปลาบแสนดึงดูดคู่นั้นจ้องลึกนิ่งสนิทลงมาในดวงตากลมโตสั่นระริกของผมที่ตอนนี้ตื่นตูมเหมือนกระต่ายป่าตัวเล็กๆ ที่โดนเสือโคร่งั์ตะปบคาซอกหิน คุณธีร์โน้มใบหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบเข้ามาใกล้อีกจนััได้ถึงไออุ่นระอุจากลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดตรงแก้มใสของผม ก่อนที่เขาจะเปิดริมฝีปากหยักสวยเอ่ยกระซิบถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มลึก แต่อวลไปด้วยกระแสเผด็จการแสนเอาแต่ใจ
“หลบหน้าผมทำไม... หรือเพราะเื่เมื่อคืน?”
---
เพียงแค่ถ้อยคำสั้นๆ จากริมฝีปากของเขา สมองของผมก็ะเิตัวเองเสียงดังตู้มกลายเป็จุลไปในทันที ใบหน้าขาวนวลพลันร้อนฉ่าแผ่ซ่านความร้อนรุ่มจนกลายเป็สีแดงจัดสุกใสเหมือนผลมะเขือเทศสุกะเิ ลามเลียไปทั่วพวงแก้ม ใบหูสองข้าง และแนวคอขาวระหง หัวใจในอกซ้ายเต้นโครมครามจนผมกลัวว่ามันจะหลุดกระเด็นออกมาข้างนอกให้บอสเห็น
ผมลนลานตัวสั่นเทิ้มกุมด้ามแก้วน้ำแน่นจนนิ้วขาวซีด พยายามเค้นคำปฏิเสธจากลำคอแห้งผากอย่างสุดความสามารถ ลิ้นกระตุกพันกันนุงนังจนเอ่ยคำไม่เป็ภาษา
“ปะ...เปล่าครับบอส ผมไม่ได้หลบหน้าคุณธีร์เลยนะครับ จริงๆ นะครับ พอดี...พอดีว่า่สายวันนี้งานที่แผนกยุ่งเหยิงมากเลยครับ พี่ส้มสั่งแก้โมเดลแบบแปลนสามมิติตั้งหลายจุด ผมต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดหนีไฟส่งเอกสารรายงานกับแผนกประสานงานจนไม่มีเวลาหยุดพักหายใจเลยจริงๆ ครับบอส ไม่เชื่อไปถามพี่ส้มได้เลยครับ”
ผมพ่นคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พัลวันเสียงรัวเร็วจนแทบไม่หายใจ สายตากลมโตหลุกหลิกเบี่ยงหลบเลี่ยงไม่ยอมสบดวงตาคู่คมตรงๆ เพื่อซ่อนความเหนียมอายสะท้านทรวง ทว่ายังพูดพร่ำแก้ตัวไม่ทันสุดประโยคดี...
ปลายนิ้วชี้แกร่งอุ่นระอุของคุณธีร์ก็ทาบทับลงบนริมฝีปากอิ่มของผมอย่างเบามือ ััอุ่นชื้นแ่เบานั้นสะกดพลังคำพูดของผมให้สลายไปในพริบตา คล้ายมีกระแสไฟฟ้าวาบลั่นไหลผ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่ริมฝีปากไหลลามไปทั่วร่างกายจนผมแข็งทื่อเบิกตากว้าง หุบปากลงฉับพลันไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวแม้แต่เศษเสี้ยวเิเเดียว
บอสธีร์คลี่ยิ้มมุมปากแสนหล่อเหลาระดับทำลายล้างหัวใจดวงน้อยๆ ของพนักงานฝึกงานจนไม่มีชิ้นดี แววตาดุดันเ็าที่คนทั้งบริษัทเกรงกลัว บัดนี้กลับฉายชัดถึงความหวานเชื่อมสปอยล์เต็มพิกัดและความคลั่งรักที่ปิดไว้ไม่อยู่ยามจ้องมองมาที่ผมเพียงคนเดียว
“ห้ามโกหก... แล้วก็ห้ามหลบหน้าผมอีก”
คุณธีร์ออกคำสั่งหน้านิ่งเสียงทุ้มต่ำทว่าเจือความห่วงใยประคบประหงมประหนึ่งสั่งการลูกน้องในห้องประชุมใหญ่ แต่เนื้อหาคำสั่งชวนให้ใจสั่นระรัวจนแทบสิ้นสติ
“ถ้าผมโทรไปต้องรับสายทันที ถ้าเรียกพบต้องรีบมาหา... ไม่อย่างนั้น ผมจะเดินลงไปหาเราที่โต๊ะทำงานแผนก Creative Design เองต่อหน้าทุกคนในบริษัท”
“บะ...บอสครับ ทำแบบนั้นไม่ได้นะครับ คนอื่นเขาจะ...”
ผมประท้วงอุบอิบเสียงแ่ หน้ามุ่ยแก้มป่องด้วยความเขินอายปนกังวลว่าคนทั้งออฟฟิศจะหันมาจับตามองความสัมพันธ์แปลกๆ นี้
คุณธีร์เลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำสีหน้าขรึมดุโยนข้อเสนอเผด็จการใส่ร่างบางใต้ร่าง ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าหล่อเหลาขยับเอียงประชิดข้างใบหูเล็กแดงก่ำของผมจนปลายจมูกอุ่นฝังลงบนเส้นผมชื้นเหงื่อจางๆ ได้กลิ่นหอมแป้งเด็กผสมกลิ่นนุ่มนวลจากผิวขมับของผมชัดเจน ธีร์กระซิบข้างใบหูเสียงอ่อนหวานละมุนละไมชวนเคลิ้มฝันส่งท้ายสะท้านใจ
“ตั้งใจทำงานนะเด็กดี เื่ดีไซน์ชิ้นใหม่ทำได้ดีแล้ว... พี่รอดูอยู่”
พี่... พี่รอดูอยู่...
คำว่า “พี่” ที่เขาเอ่ยแทนตัวเองด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานละมุนละไมผสมผสานกับคำชมเชยโปรเจกต์ดีไซน์ชิ้นใหม่ ทำเอาเกราะป้องกันอารมณ์ความเขินอายของผมพังครืนทลายราบนอนจมดินอย่างไม่เป็ท่า ผมยืนแข็งทื่อเป็หิน หน้าแดงแจ๋จนควันร้อนแทบจะพุ่งปะทุออกจากสองข้างหู หัวใจเต้นตูมตามระรัวกระหน่ำจนหูอื้อไปชั่วขณะ
คุณธีร์หัวเราะหึๆ ในลำคอเบาๆ ด้วยความชอบใจและเอ็นดูปฏิกิริยาตื่นเขินน่ารักของผม เขาใช้นิ้วชี้เคาะหน้าผากมนของผมเบาๆ หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้แกมรักใคร่ ก่อนจะยอมถอยห่างจากร่างของผม หมุนตัวก้าวขาไปบิดลูกบิดประตูห้องแพนทรีแล้วก้าวเดินออกจากห้องฮัมเพลงในลำคอแสนอารมณ์ดี ทิ้งความเงียบและะเิเวลาความฟินเขินสลบระดับทำลายล้างไว้ให้ผมยืนหน้าแดงแปร๊ด ค้างเติ่งเข่าอ่อนแทบทรุดลงไปกองกับพื้นห้องแพนทรีตามลำพัง
“คนบ้า... สองมาตรฐานระดับประเทศชัดๆ”
ผมยกสองมือขึ้นกุมแก้มร้อนผ่าวของตัวเองพึมพำด่าคนตัวใหญ่เสียงเบาหวิว หัวใจยังคงกระหน่ำเต้นสะท้านจนไม่รู้ว่าเย็นนี้จะเดินหน้าทำงานต่อในสภาพก้อนหินยืนงงในออฟฟิศไปได้ยังไงกันแน่!