ข้าก็ร้ายเช่นนี้

    บทที่ 22 อวดดีอันใด! 22.2

    บทที่ 22


    อวดดีอันใด!



    ร้านรื่อเซิงซางถือเป็นร้านแลกเงินลำดับ ‘ที่หนึ่ง’ เป็นร้านแลกเงินร้านแรกที่ถือกำเนิดขึ้นจากบรรพบุรุษตระกูลจิ้ง แม้ร้านแลกเงินตระกูลอื่นจะผุดตามมาเป็นดอกเห็ดแต่ก็ไม่โด่งดังเทียบเท่าร้านรื่อเซิงซาง ดังนั้นร้านค้าสำคัญที่ทำเงินให้กับตระกูลจิ้งมากที่สุดย่อมเป็นกิจการร้านแลกเงิน

    จุดกำเนิดของร้านแลกเงินเกิดขึ้นจากบรรพบุรุษตระกูลจิ้งคิดพลิกแพลง

    การโยกย้ายเงินทองมักจะขนเงินจำนวนมากใส่คันรถ บรรดากลุ่มพ่อค้าที่จะนำเงินกลับเมืองหลวงหรือเดินทางไปต่างถิ่น การนำเงินใส่คันรถก็ไม่ต่างจากนำเนื้อแสนโอชะเดินทางผ่านฝูงหมาป่า เสี่ยงเกิดภัยอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ครั้นจะจ้างผู้คุ้มภัยก็มีค่าใช้จ่ายสูงและใช่ว่าจะรับรองความปลอดภัย ดังนั้นบรรพบุรุษตระกูลจิ้งจึงทำข้อตกลงกับกลุ่มพ่อค้าขึ้น

    เนื่องจากตระกูลจิ้งเป็นตระกูลใหญ่ที่มีกิจการร้านค้ากระจายอยู่ทั่วเขตเมืองจึงสามารถออกข้อตกลงอันแสนแยบยลได้ หากต้องการนำเงินกลับเมืองหลวงหรือโยกย้ายไปที่อื่นก็ให้ส่งเงินผ่านทางร้านค้าตระกูลจิ้ง แล้วทางร้านจะออกตั๋วแลกเงินให้นำไปขึ้นเงินทองได้ที่ร้านค้าตระกูลจิ้งตามเขตเมืองต่างๆ

    วิธีนี้เริ่มใช้ในหมู่ญาติและมิตรสหายที่สามารถเชื่อใจได้ ทั้งตระกูลจิ้งถือความซื่อสัตย์มาเสมอได้รับความไว้วางใจจากผู้คน ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มคนสนิทในระยะหลังตระกูลอื่นก็ใช้บริการนี้เช่นเดียวกัน แม้จะเสียค่าใช้จ่ายบ้างแต่วิธีนี้ทั้งสะดวกและปลอดภัย

    ด้วยความคิดอันเฉียบคมที่ผู้อื่นคิดไม่ถึงทำให้ตระกูลจิ้งโผทะยานเสมือนมีปีกติดอยู่ที่ฝ่าเท้า พุ่งกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลคหบดีใหญ่ที่กุมบังเหียนการค้ากว่าครึ่งในแผ่นดิน ซึ่งรายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้ซิ่งหลิงก็เพิ่งรู้ได้ไม่นาน...


    ร้านรื่อเซิงซางสาขาย่อยในถนนเส้นที่สิบหกตัวร้านมีสองชั้น ด้านหน้ามีช่องรับฝากเงินจากลูกค้า ด้านในมีห้องเก็บสินค้า ส่วนชั้นสองเป็นห้องบัญชีและห้องรับรองลูกค้ามากฐานะ รถม้าจอดลงหน้าร้านแลกเงิน ซิ่งหลิงและอี้ฉุนตามรั้งท้าย ให้ชุนจี้และเซี่ยจี้ขึ้นม้านำมาก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า

    “แม่นาง!” เพียงแค่ซิ่งหลิงลงจากรถม้าเซี่ยจี้ก็ปรี่เข้าหา “ผู้น้อยต้องกลับไปคุ้มกันคุณชาย เขาจะพาแม่นางไปพบชุนจี้เองขอรับ”

    “ไปเถิด อย่าให้คุณชายรอนาน ป่านนี้ร้อนใจแย่แล้วกระมัง”

    “แม่นางอย่าหักโหมนะขอรับ” เซี่ยจี้พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง กล่าวพลางประสานมือแล้วขอตัวลา

    “แม่นางเชิญทางนี้ขอรับ” ชายที่พูดเป็นชายวัยกลางคน หน้าตาสุภาพ เสื้อผ้าสะอาดหมดจดแม้แต่หนวดเคราก็ตัดแต่งเป็นอย่างดี สมแล้วที่เป็นลูกจ้างในร้านค้าฝั่งตะวันออก

    ซิ่งหลิงถูกพาขึ้นยังชั้นสอง เดินเข้าไปจนถึงห้องสุดทางเดินที่คล้ายจะได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายสับสนและเสียงบ่นงึมงำ

    อี้ฉุนเปิดประตูเข้าไปภาพด้านในก็ทำให้ซิ่งหลิงชะงัก สมุดบัญชีหลายเล่มกองอยู่บนพื้น รอบๆ มีม้วนสารมากมายกางออกจนแทบไร้ทางเดิน ข้างๆ โต๊ะยังมีชายร่างท้วมนั่งคุกเข่าด้วยท่าทางสำนึกผิด

    “โพธิสัตว์ช่วยข้า!” ชุนจี้ที่กำลังหัวหมุนเงยหน้าขึ้นก็เห็นซิ่งหลิงยืนอยู่หน้าประตูร้องลั่นด้วยความโล่งใจ ไม่รอช้าลุกพรวดเดินเหยียบแผ่นกระดาษรอบๆ โดยไม่แยแสว่าจะฉีกขาดยับย่นหรือไม่ สองมือหงายขึ้นเชื้อเชิญซิ่งหลิงเข้ามานั่งด้านใน

    “เกิดอะไรขึ้น” ซิ่งหลิงเดิมทีเพียงแค่อยากรู้อยากเห็นไปตามประสาเท่านั้น ทว่าเห็นสีหน้าของชุนจี้แล้วดูท่าคงไม่ใช่เรื่องเล็ก

    “สมุดบัญชีถูกจดลงผิดประเภทขอรับ”

    ซิ่งหลิงเลิกคิ้ว ฟังดูก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้สมองคิดให้ปวดหัว สามารถแก้ไขด้วยความละเอียดและความรอบคอบเพียงแค่นี้ไม่น่าเกินความสามารถของชุนจี้กระมัง

    “ไม่ใช่เพียงแค่ผิดประเภท แต่เจ้าโง่นี่ยังปิดบังความผิดไม่แจ้งเรื่อง พยายามแก้ไขด้วยตนเอง ด้วยความเร่งร้อนไม่รอบคอบจึงทำให้ตัวเลขผิดพลาด! จากปัญหาหนึ่งเรื่องก็กลายเป็นปัญหาสองเรื่อง ผุดขึ้นไม่จบไม่สิ้น! เรื่องที่ควรแก้ไขได้ง่ายกลับยิ่งยุ่งยาก! คนโง่เสียยิ่งกว่าหมูเช่นเจ้าคิดว่าจะแก้ไขได้ด้วยตัวคนเดียวหรือ!”

    ชุนจี้ถลึงตาใส่เถ้าแก่ร่างท้วม เงื้อมือขึ้นสูงจนทำให้เถ้าแก่ร้านหวาดกลัวจนต้องขยับตัวถอยหนี แม้ในใจอยากทุบตีระบายความโกรธแต่ติดอยู่ที่แม่นางซิ่งหลิงอยู่ตรงนี้จึงพยายามสงบอารมณ์ หันมองซิ่งหลิงพูดอ้อมแอ้มขอความช่วยเหลือ

    “แม่นางตัวข้ามีความสามารถหลากหลายก็จริง แต่ข้าไม่ได้ฉลาดเทียบเท่าตงจี้หรือละเอียดขนาดหยู่จี้ที่แม้แต่ข้าวเมล็ดเดียวก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน ข้าถนัดเพียงประสานงานพูดคุยเท่านั้น หน้าที่ที่ต้องใช้ความละเอียดสูงมากเช่นนี้ข้าไม่ใคร่ถนัดจริงๆ ขอรับ”

    แม่นางซิ่งหลิงเป็นสตรีย่อมมีความละเอียดอ่อนและมีความรอบคอบกว่าบุรุษเช่นตนแน่นอน ซ้ำนางยังเคยจับสมุดบัญชีร้านแลกเงินโดยผ่านการตรวจสอบจากคุณชายโดยไร้ข้อผิดพลาด แม่นางซิ่งหลิงสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้แน่!

    “ข้าจะลองดู” แววตาของชุนจี้นี้ทำให้ซิ่งหลิงไม่อาจปฏิเสธ ถอนใจยาวเดินไปยังโต๊ะบัญชี เรียบเรียงความคิดอยู่พักหนึ่งแล้วสั่งการ

    “แยกบัญชีฉบับสมบูรณ์เล่มล่าสุดเอาไว้ พวกเราจะคัดแยกบัญชีที่เกิดปัญหาไปทีละเล่ม ไล่เรียงกันทีละบรรทัด” ซิ่งหลิงนวดหัวตาเล็กน้อย มองสมุดบัญชีและม้วนสารแผ่นกระดาษก็วิงเวียน

    ให้ชุนจี้เซี่ยจี้มาก็ดีอยู่แล้วไม่น่าคิดอยากรู้ติดตามมาเลย!


    รัตติกาลปกคลุมนภา ขอบฟ้าดำมืดปกคลุมทั่วสารทิศจิ้งเส้าหวงออกจากจวนขุนนางแซ่หม่าด้วยรอยยิ้มกว้างประดับใบหน้า ทว่าเมื่อเขานั่งบนหลังม้ารอยยิ้มก็เลือนหายแทนที่ด้วยการแค่นเสียงต่ำดูแคลน ท่อนขาแกร่งกระแทกท้องม้ามุ่งกลับคฤหาสน์ตระกูลจิ้งทันที

    “ชุนจี้ยังไม่กลับงั้นหรือ” จิ้งเส้าหวงกลับเรือนมาก็ไม่เห็นเงาของชุนจี้ ดวงตาคมตวัดมองนาฬิกาน้ำที่ตั้งอยู่มุมห้องเวลาล่วงเลยไปปลายยามซวี [1] แล้ว

    “ใช่ว่าแม่นางซิ่งหลิงยังไม่กลับด้วยหรอกกระมัง”

    “อย่างไรนะ” เสียงพึมพำเบาๆ ของเซี่ยจี้ลอยเข้าหูจิ้งเส้าหวง ร่างสูงหันขวับมองเซี่ยจี้ตาขวาง

    “ช่วงบ่ายแม่นางซิ่งได้ยินว่าร้านรื่อเซิงซางเกิดเรื่องจึงกังวลใจ ไปเยือนร้านรื่อเซิงซางให้การช่วยเหลือขอรับ” เซี่ยจี้หดคอ ไม่กล้าสบตาสายตาคมปลาบประดุจมีดดาบของผู้เป็นนาย

    “โง่เง่า!” จิ้งเส้าหวงตวาดเสียงขุ่น มือตบโต๊ะเสียงดัง

    ร้านรื่อเซิงซางเป็นอะไรแล้วตัวนางเป็นอะไร! คิดจะก้าวก่ายล้ำเส้นกันหรือ

    อี้จีคนหนึ่งอาศัยอะไรกัน!

    “คุณชายจะไปร้านรื่อเซิงซางหรือขอรับ!” เซี่ยจี้ร้องถาม เห็นผู้เป็นนายหุนหันเดินออกจากเรือน ท่าทางฟึดฟัดกรุ่นโกรธเป็นอย่างยิ่ง

    “จะไปดูนางจิ้งจอกสักหน่อยว่ากำลังอวดดีอันใด!”

    สตรีหน้าเหม็นผู้นี้น่าตายนัก มืดค่ำป่านนี้เหตุใดยังไม่กลับบ้าน!

    เล่นปาหี่อะไรอยู่!

    คล้ายกับเรื่องข้าก็ร้ายเช่นนี้ ที่คุณอ่าน