คุณซานัคดันผมเข้าไปในห้องลองชุด (ไม่ใช่ห้องที่กั้นด้วยผ้าม่านแต่เป็ห้องเล็ก ๆ ของจริง) อย่างเร่งรีบ จากนั้นก็นำชุดมาให้หลายชุดเพื่อที่จะเปลี่ยนชุด ผมจึงถอดเสื้อนอกออก ตามด้วยเนคไท และถอดเสื้อเชิ้ตออกส่วนด้านในผมสวมทีเชิ้ตสีดำเอาไว้แต่เมื่อคุณซานัคได้เห็นสิ่งนั้นตาก็เปลี่ยนสีไปทันที
“!?ธะ เธอ ช่วยขายเสื้อตัวข้างในนั่นให้ด้วยได้ไหม!”
โจรดักปล้นเรอะ
สุดท้ายแล้ว ก็ต้องจำยอมขายทุกอย่างที่มีติดตัวให้คุณซานัคั้แ่ถุงเท้ายันรองเท้า ทั้งหมดเลย ตอนที่บอกให้ขายกระทั่งบ็อกเซอร์นี่บอกตรง ๆว่าถึงกับเอือมระอาเลย ก็พอเข้าใจความรู้สึกอยู่หรอกแต่ก็อยากให้เข้าใจความรู้สึกของผมบ้างอ่ะ......
ส่วนชุดหรือรองเท้าที่ได้รับมาเป็การตอบแทนเนื่องจากดูทนทานและเคลื่อนไหวง่ายดี โดยส่วนตัวก็เลยไม่มีอะไรจะบ่นกางเกงขายาวสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีขาว และแจ็คเก็ตสีดำให้ความรู้สึกเก๋ไก๋ไม่ฉูดฉาดใช้ได้เลย ถ้าเป็แบบนี้คงไม่สะดุดตาใครแน่
“แล้วจะขายชุดของเธอเท่าไหร่ดีล่ะ แน่นอนว่า จะให้เงินอย่างเหมาะสมแต่มีจำนวนเงินที่อยากได้อยู่รึเปล่า?”
“ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ......เพราะไม่รู้ราคาตลาดก็เลยบอกไม่ได้น่ะครับถ้าได้ราคาแพงมันก็ดีอยู่หรอก......แต่ที่จริง ผมไม่มีซักแดงเลยน่ะครับ”
“งั้นเหรอ......แบบนั้นก็น่าสงสารนะ...... ดีล่ะงั้นก็เอาไปสิบเหรียญทองเป็ไง”
สำหรับผมที่ไม่รู้ว่าสิบเหรียญทองมีมูลค่าขนาดไหนก็ได้แต่พยักหน้าเท่านั้น
“งั้นก็ เอาตามนั้น”
“งั้นเหรอ! งั้นก็นี่”
กริ๊ง เหรียญทองสิบเหรียญถูกส่งมาให้เหรียญมีขนาดใหญ่ประมาณเหรียญห้าร้อยเยนและมีการแกะสลักลายนูนเหมือนจะเป็รูปสิงโตหรืออะไรซักอย่างไว้นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตัวผม ต้องใช้อย่างระมัดระวังซะแล้ว
“จะว่าไป ที่เมืองนี้มีสถานที่อย่างโรงแรมบ้างไหมครับผมอยากหาที่พักให้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกน่ะครับ”
“ถ้าโรงแรมล่ะก็ ตรงดิ่งไปทางขวาจากถนนหน้าร้านก็มีอยู่ที่นึงนะมีป้ายเขียนว่า ‘จันทราสีเงิน’ อยู่เห็นแล้วจะรู้ทันทีเลย”
ถึงมีป้ายก็อ่านไม่ออกหรอกนะครับ......แต่ถ้าถามคนไปเรื่อย ๆก็น่าจะรู้แหละ ยังไงก็คุยกันรู้เื่นี่นา
“เข้าใจแล้วครับ งั้นก็ขอตัวก่อน”
“อ้อ ถ้าได้ชุดหายากมาอีกก็ช่วยเอามาให้ทีนะ”
หลังบอกลาคุณซานัคแล้วออกมานอกร้าน ดวงอาทิตย์ยังลอยสูงอยู่ผมหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋าด้านในเมื่อเปิดขึ้นมาก็พบว่ายังเป็เวลาก่อนบ่ายสอง
“ก็คิดมาั้แ่อยู่ในรถม้าแล้วล่ะนะแต่......เวลานี่มันจะตรงกันรึเปล่าหว่า......?”
เอาเถอะ ดูจากตำแหน่งพระอาทิตย์แล้ว คิดว่าคงคลาดเคลื่อนกันไม่มากนักหรอก
อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ผมจึงเปิดใช้งานแอปฯแผนที่พอค้นหาก็มีแผนที่ของเมืองนี้แสดงขึ้นมามีแสดงกระทั่งตำแหน่งปัจจุบันหรือชื่อของร้านค้าเลยทีเดียวถ้าแบบนี้ก็ไม่มีหลงทางแน่นอน โรงแรม “จันทราสีเงิน” ก็มีแสดงอยู่เรียบร้อยยังไงก็เถอะ......
ผมหันหน้ากลับไปที่ร้านของคุณซานัค
“ป้ายนี่......เขียนว่า ‘แฟชั่นคิง ซานัค’ เองเรอะ”
ผมเริ่มเดินไปยังโรงแรมพร้อมกับรู้สึกเสียดายเซนส์การตั้งชื่อของคุณซานัคอยู่เล็กน้อย
◇ ◇ ◇
หลังจากเดินมาได้ซักพักก็เห็นป้ายของ “จันทราสีเงิน” และเห็นว่าโลโก้คือรูปจันทร์เสี้ยว เข้าใจง่ายดีเท่าที่เห็นก็เป็อาคารสามชั้น สร้างด้วยอิฐและไม้ ดูแล้วเหมือนจะสร้างมาได้ค่อนข้างแข็งแรงดี
เมื่อลอดผ่านประตูบานพับคู่เข้าไป ชั้นหนึ่งนั้นให้ความรู้สึกว่าเป็โรงอาหารที่เรียกว่าร้านเหล้าผมเห็นเคาท์เตอร์อยู่ทางขวา และบันไดอยู่ทางซ้าย
“ยินดีต้อนรับค่า จะทานอาหารหรือว่ามาพักค้างคืนคะ?”
พี่สาวที่อยู่ตรงเคาท์เตอร์ส่งเสียงทักทายผมเป็คนที่ให้ความรู้สึกว่ากระฉับกระเฉง เหมาะกันดีกับผมสีแดงที่ไว้ทรงหางม้าอายุคงราว ๆ ยี่สิบมั้ง
“เอ่อ อยากจะพักค้างคืนน่ะครับ ว่าแต่คืนละเท่าไหร่เหรอครับ?”
“ของเรามีอาหารเช้ากลางวันเย็นให้ด้วยก็เป็สองทองแดงน่ะ อ๊ะจ่ายล่วงหน้านะ”
สองทองแดง......จะว่าถูกหรือแพงก็ตัดสินไม่ได้แฮะ เอาเถอะคิดว่ามันถูกกว่าเหรียญทองอยู่หรอกแต่ไม่รู้เหมือนกันว่าหนึ่งเหรียญทองจะเท่ากับกี่เหรียญทองแดง
ขั้นแรกผมจึงนำหนึ่งเหรียญทองจากในกระเป๋าสตางค์ออกมาวางบนเคาท์เตอร์
“เท่านี้พักได้กี่คืนเหรอครับ?”
“กี่คืนเหรอ......ก็ห้าสิบคืนไม่ใช่เหรอ?”
“ห้าสิบ!?”
คุณพี่สาวส่งสายตาเ็ปมาเป็เชิงบอกว่า คำนวณไม่เป็เหรอ? เอ่อหมายความว่าหนึ่งเหรียญทองเท่ากับร้อยเหรียญทองแดงสินะจากที่มีอยู่สิบเหรียญทองก็ได้ห้าร้อยคืน ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องทำอะไรได้เกือบปีครึ่งเลยเรอะอย่าบอกนะว่า นี่มันเงินก้อนโตเลยไม่ใช่เหรอเนี่ย
“แล้ว จะเอาไงล่ะ?”
“เอ่อ งั้นขอหนึ่งเดือนละกันครับ”
“ได้เลย หนึ่งเดือนนะ ่นี้ลูกค้าน้อยช่วยได้เยอะเลยล่ะ ขอบพระคุณมากค่าพอดีตอนนี้เหรียญเงินหมด เดี๋ยวทอนเป็เหรียญทองแดงละกันนะ”
หลังรับเหรียญทองไปคุณพี่สาวก็ทอนกลับมาเป็เหรียญทองแดงสี่สิบเหรียญเท่ากับถูกดึงไปหกสิบเหรียญทองแดง งี้นี่เอง ถึงจะเป็ทางนี้ แต่หนึ่งเดือนก็มีสามสิบวันสินะไม่ค่อยต่างกันเลยแฮะ
คุณพี่สาวหยิบสมุดลงทะเบียนผู้พักแรมออกมาจากด้านในสุดของเคาท์เตอร์จากนั้นก็กางออกตรงหน้าผม แล้วส่งปากกาขนนกที่จุ่มหมึกแล้วมาให้
“งั้นก็ รบกวนเขียนชื่อลงตรงนี้ทีนะคะ”
“อ่า......ขอโทษนะครับ ผมเขียนหนังสือไม่เป็ ช่วยเขียนแทนให้ทีได้ไหมครับ?”
“งั้นเหรอ? เข้าใจละ แล้ว ชื่ออะไรล่ะ?”
“โมจิซึคิครับ โมจิซึคิ โทยะ”
“โมจิซึคิ? ชื่อแปลกจังนะ”
“เปล่าครับ ชื่อคือโทยะ ส่วนโมจิซึคิเป็นามสกุล......ชื่อตระกูลน่ะครับ”
“อ๋อ ชื่อกับสกุลสลับที่กันสินะ เกิดที่อีเซ่นเหรอ?”
“อ่า......ก็นะ ทำนองนั้นแหละครับ”
ถึงจะไม่รู้ว่าอีเซ่นมันอยู่ที่ไหนแต่เพราะท่าทางจะยุ่งยากก็เลยว่าไปตามนั้น เอาไว้ค่อยตรวจสอบจากแผนที่ทีหลังละกัน
“งั้นก็ นี่กุญแจห้องนะ อย่าทำหายล่ะ ห้องก็อยู่ด้านในสุดของชั้นสามเป็ห้องที่รับแดดได้ดีที่สุดเลย ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำอยู่ชั้นหนึ่งส่วนอาหารก็มากินที่นี่นะ อ๊ะ ว่าไง? มื้อกลางวันจะกินไหม?”
“อ๊ะ ขอด้วยครับ ไม่ได้กินอะไรมาั้แ่เช้าแล้ว......”
“งั้นจะทำของเบา ๆ ให้ รอเดี๋ยวนะระหว่างนี้ไปตรวจสอบห้องแล้วพักผ่อนก่อนก็ได้”
“เข้าใจแล้วครับ”
หลังจากที่รับกุญแจมาแล้ว ผมก็ขึ้นบันไดไปแล้วเปิดประตูห้องด้านในสุดของชั้นสาม ในห้องขนาดประมาณหกเสื่อมีเตียง โต๊ะ เก้าอี้และตู้เสื้อผ้าวางอยู่ เมื่อเปิดหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้าก็มองเห็นถนนหน้าโรงแรมวิวดีไม่เบาเลย เห็นพวกเด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่บนถนนอย่างสนุกสนานอีกด้วย
หลังใส่กุญแจห้องแล้วลงบันไดมาอย่างอารมณ์ดี ก็ได้กลิ่นหอมโชยมา
“เอ้านี่ ขอโทษที่ให้คอย”
เมื่อนั่งลงตรงที่นั่งของโรงอาหาร ของที่ดูเหมือนแซนด์วิชกับซุปและสลัดก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ขนมปังแข็งไปหน่อยแต่รสชาติของต่างโลกที่ได้กินเป็ครั้งแรกก็เป็รสชาติที่ทำให้พอใจได้อย่างเหลือเชื่ออร่อยดีจัง กินเกลี้ยงเลยเอาล่ะ จากนี้ไปเอาไงดีหว่า
จากนี้ไปคงต้องอาศัยอยู่ที่นี่ซักพัก อยากไปดูหลาย ๆที่ในเมืองจัง
“ออกไปเดินเล่นก่อนนะครับ”
“ได้เลย ไปดีมาดีน้า”
คุณพี่สาว (เห็นว่าชื่อคุณมิกะ) มองส่งผมที่ออกไปเดินเล่นในเมือง
ถึงยังไงก็เป็เมืองของต่างโลกทำให้ของที่เห็นดูแปลกตาไปหมดจนโดนดึงดูดความสนใจไปผมเดินเตร็ดเตร่ด้วยสายตาสอดส่าย จนต้องร้อง อ๊ะเพราะสายตาเ็าของเหล่าคนที่คิดว่าผมน่าสงสัย ทำให้ผมต้องปรับอารมณ์ใหม่แต่ก็กลายเป็คนน่าสงสัยทำตัวล่อกแล่กอีกจนได้ วนลูปแบบไม่มีที่สิ้นสุดซะแล้วไม่ได้การไม่ได้การ
ถึงจะเห็นคนในเมืองแล้วเพิ่งรู้สึกตัวแต่ก็มีคนที่พกอาวุธอยู่เยอะแยะ มีอาวุธมากมายั้แ่ดาบ ขวาน มีด ยันไปถึงแส้ถึงจะดูอันตราย แต่มันอาจเป็สามัญสำนึกของต่างโลกก็ได้ผมเองก็น่าจะหาซื้ออาวุธอะไรซักอย่างไว้บ้างคงจะดีกว่ามั้ง
“อย่างแรกก็ต้องหาวิธีหาเงินก่อนล่ะ ในโลกนี้ นอกจากชีวิตแล้วเงินก็เป็สิ่งสำคัญด้วยสิ”
ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาหางานทำเร็วขนาดนี้ ยังไงก็ตามถ้ามีอะไรที่ถนัดอยู่บ้างมันก็ดีหรอก......แต่วิชาที่ถนัดที่สุดในคาบเรียนดันเป็ประวัติศาสตร์นี่สิ......การรู้รายละเอียดประวัติศาสตร์ของโลกอื่นไปก็ไม่มีประโยชน์ซะหน่อย
ที่เหลือก็น่าจะเล่นเครื่องดนตรีสินะ ถ้าโลกนี้มีเปียโนก็คงจะดีแต่ก็ ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นอ่ะนะ
“หือ?”
อะไรหว่า เอะอะจังทางตรอกด้านหลังห่างออกมาจากถนนใหญ่ได้ยินเสียงขาด ๆ หาย ๆเหมือนกำลังโต้เถียงบางอย่างกันอยู่
“ลองไปดูละกัน”
จากนั้นผมก็ก้าวเท้าเข้าไปยังตรอกด้านหลัง
◇ ◇ ◇