ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนมีจังหวะที่แปลกประหลาดมันไม่ใช่การวิ่งรุดหน้าเหมือนความรักในตอนกลางวันแต่เป็เหมือนการเก็บสะสมเศษเสี้ยวของเวลาวันละสิบห้านาทีเพื่อประกอบให้กลายเป็รูปร่างในใจ
00:00 น.
ซูเหยียนมาถึงป้ายรถเมล์พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆคราวนี้ในมือของเธอมีสมุดเล่มเล็กและปากกาติดมาด้วยหลินเหว่ยสังเกตเห็นว่าเธอชอบจดอะไรบางอย่างลงไปใน่เวลาที่รอรถแต่พอเขาเดินเข้าไปใกล้ เธอก็จะปิดสมุดนั้นลงทันที
“วันนี้งานยุ่งไหมครับ?” หลินเหว่ยชวนคุยพลางนั่งลงข้าง ๆระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดน้อยลงจนไหล่แทบจะชนกัน
“ก็เหมือนเดิมค่ะวนเวียนอยู่กับตัวเลขในหน้ากระดาษบางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็แค่เฟืองตัวเล็ก ๆ ในเครื่องจักรที่ไม่มีวันหยุดพัก” ซูเหยียนตอบพลางถอนหายใจ
“แล้วคุณล่ะคะ กราฟิกดีไซน์เนอร์อย่างคุณ วันนี้สร้าง ‘โลก’แบบไหนออกมา?”
หลินเหว่ยหัวเราะเบา ๆ
“วันนี้ผมออกแบบแบนเนอร์โฆษณาครับมันอาจจะไม่ใช่การสร้างโลกหรอก แต่มันคือการทำให้โลกที่วุ่นวายดู ‘น่าอยู่’ขึ้นมาสักสิบวินาทีตอนคนเลื่อนผ่านน่ะ”
ทั้งสองนั่งคุยกันเื่สัพเพเหระอย่างที่ไม่เคยเบื่อซูเหยียนเล่าว่าเธอเกลียดเสียงแตรรถตอนเช้าแต่ชอบเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ในสวนสาธารณะส่วนหลินเหว่ยก็เล่าว่าเขาชอบความเงียบของห้องเช่าตัวเองแต่กลับเกลียดความเงียบนั้นเมื่อมันเตือนให้เขารู้ว่าเขาอยู่ตัวคนเดียว
“หลินเหว่ย... คุณเคยรู้สึกไหมว่าบางทีเราก็เหมือนมีตัวตนอยู่แค่ในความมืด”
ซูเหยียนพูดขึ้นลอย ๆสายตาของเธอเหม่อมองไปที่ถนนที่ไร้เงารถคันอื่นวิ่งผ่าน
“หมายความว่ายังไงครับ?”
“ก็... เหมือนว่าตอนกลางวันเราแค่ทำหน้าที่ให้จบไปแต่เราจะกลายเป็ ‘ตัวเอง’ จริง ๆ ก็ตอนที่ไม่มีใครมองเห็นเราแล้ว”
เธอหันมามองเขา ดวงตาคู่สวยสะท้อนแสงไฟสีส้มจนดูวาววับ
“เหมือนตอนนี้... ที่ฉันรู้สึกว่าฉันคุยกับคุณได้ทุกเื่มากกว่าคุยกับคนที่ฉันเจอมาทั้งวันเสียอีก”
คำพูดของเธอทำให้หลินเหว่ยรู้สึกอุ่นวาบในอกเขาอยากจะเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้ แต่ก่อนที่จะได้ทำตามใจคิด...
00:10 น.
“พรุ่งนี้... คุณอยากลองชานมร้านดังไหม?ผมผ่านร้านนั้นตอนเย็นพอดี เดี๋ยวจะซื้อมาฝากนะครับ”
หลินเหว่ยรีบเอ่ยชวนก่อนที่เวลาจะหมดลงเขาไม่อยากให้บทสนทนานี้จบลงแค่ที่นี่
ซูเหยียนพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นไม่เป็จังหวะ
“เอาสิคะ ฉันจะรอนะ”
รถเมล์จอดสนิทพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำซูเหยียนลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อโค้ทสีครีมให้เข้าที่เธอหันมาโบกมือลาเขาก่อนจะก้าวขึ้นรถไปเหมือนทุกคืนหลินเหว่ยยืนมองท้ายรถเมล์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปจนลับสายตา
เขายืนอยู่ที่นั่นอีกครู่ใหญ่ความเงียบกลับมาปกคลุมป้ายรถเมล์อีกครั้งแต่คืนนี้มันกลับไม่รู้สึกเหน็บหนาวเท่าเดิมเพราะเขารู้ว่าในความมืดมิดของคืนวันพรุ่งนี้เขาก็จะได้กลับมาพบกับความสว่างไสวที่ชื่อว่าซูเหยียนที่นี่… อีกครั้ง
คุยกับนักเขียน
สิบห้านาทีในแต่ละวันอาจจะดูน้อยนะครับแต่สำหรับบางคน มันอาจจะเป็่เวลาเดียวที่เขาได้เป็ตัวเองจริง ๆขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับหลินเหว่ยและซูเหยียนนะครับ