เมื่อวันก่อนผมได้ตัดสินใจโทรหาไอริณ เพื่อจะขอนัดพูดคุยกับเธอ โดยบอกว่าผมมีเื่ราวเกี่ยวกับพวกผีหรือิญญาที่จะเล่าให้เธอฟัง และเธอก็รับนัดผมทันที
" ได้สิคะพี่กิต หนูก็อยากจะคุยกับพี่อยู่เหมือนกัน " เสียงของเธอดูสดใสกระตือรือร้น "หนูอยากจะหาโอกาสคุยกับพี่มาตั้งนานแล้วล่ะ แต่รู้สึกว่าเราจะไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันเลยนะ พี่ว่าไม๊...? ทั้งที่เราก็ทำงานอยู่ในตึกเดียวกันแท้ๆ... เอาว่า... พรุ่งนี้เราเจอกันตอนเย็น ที่ร้านอาหารข้างล่างดีหรือเปล่าคะ ? ตอนเย็นๆคนไม่ค่อยเยอะดีนะพี่ จะได้คุยกันได้สะดวกหน่อย..."
ผมรู้สึกแปลกใจกับความสนิทสนมที่แฝงมาในคำพูดของเธอนั้น ราวกับว่าตัวของเธอนั้นได้คุ้นเคยกับผมมาแต่เก่าก่อน
'เอ... หรือว่าเราจะคิดไปเอง... เราเองก็ไม่เคยจำได้เลยว่าไปรู้จักมักคุ้นกับเธอมาั้แ่เมื่อไรกัน...?'
ผมได้เก็บความแปลกใจในเื่นี้ไว้จนถึงตอนนี้... และวันนี้แหล่ะที่ผมจะได้คุยกับเธออย่างจริงจังสักที...
ตอนเย็น... พอเคลียร์งานได้ระดับหนึ่งแล้ว ผมก็รีบลงลิฟท์ตรงไปที่ร้านอาหารข้างล่างนั้นทันที
ร้านอาหารหน้าตึกสำนักพิมพ์ในเวลาเย็นๆแบบนี้มักจะไม่ค่อยมีคนมาทานอาหารกันเท่าไรนัก เพราะไม่ใช่เส้นทางสัญจรหลักที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่ และร้านอาหารที่อยู่หน้าตึกสามสี่ร้านนี้ก็มักจะอาศัยขายอาหารให้กับพนักงานและคนที่ทำงานในตึกนี้เป็หลักเท่านั้น
ผมกวาดตามองไปจนถึงร้านอาหารด้านขวามือสุด ก็เห็นไอริณนั่งอยู่ในร้านนั้น โดยนั่งหันหน้าออกมาทางหน้าร้าน และสายตาของเธอก็มองมายังผมพอดี
ผมรีบเข้าไปในร้านนั้น และก็สังเกตุว่านอกจากไอริณแล้ว ก็ไม่มีใครเข้ามานั่งทานอาหารในตอนนี้เลยสักคนเดียว
ไอริณวันนี้ดูสวยเป็พิเศษ ดูเหมือเธอจะเพิ่งแต่งหน้ามาใหม่หมาดๆ บนโต๊ะด้านหน้าเธอนั้นมีน้ำส้มปั่นวางอยู่หนึ่งแก้ว แล้วไอริณก็จ้องหน้าจ้องตาผมอีก ในขณะที่มุมปากของเธอก็ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆอันมีเสน่ห์แบบเฉพาะของเธอ...
ช่างเป็ผู้หญิงที่ดูมีความมั่นใจในตัวเองจริงๆ... ผมคิดไปอย่างนั้น เพราะเท่าที่ผมจำได้ ผมเองนั้นก็ไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนจ้องหน้าขนาดนี้มาก่อนเลย...
"เอ่อ... รอนานไม๊ครับ น้อง... น้องไอริณ ?" ผมถามแบบรู้สึกเขินนิดหน่อย พลางดึงเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามเธอมานั่ง "พอดีวันนี้พี่ต้องเคลียร์งานปิดเล่มหนังสือเล่มหนึ่งให้เสร็จ ก็เลยลงมาช้านิดหนึ่งน่ะครับ"
"รอไม่นานหรอกค่ะ แต่ว่า... เรียกหนูว่าริณก็ได้นะพี่กิต..." แล้วรอยยิ้มที่มุมปากของไอริณก็ปรากฏขึ้นมากกว่าเดิม "นี่พี่กิตจำริณไม่ได้จริงๆเหรอคะนี่...?"
คำพูดนั้น และชื่อ'ริณ' ทำให้ผมสะดุดใจขึ้นมา... 'เอ๊ะ... ทำไมเธอพูดอย่างงี้ ? นี่เราเคยไปรู้จักเธอมาั้แ่ตอนไหนกันล่ะนี่ ? หรือว่าเรา... จะกลายเป็โรคอัลไซเมอร์ไปแล้วล่ะหว่า ? แต่ว่า... ชื่อ'ริณ'นี้มันก็คุ้นๆอยู่นะ...?'
ไอริณหัวเราะคิกขึ้นมา พลางส่ายหัว เธอคงสังเกตหน้าผมแล้ว ก็รู้แล้วว่าผมยังนึกไม่ออก
"หนูนึกแล้วว่าพี่กิตต้องจำไม่ได้... ก็มันผ่านมาตั้งหลายปีแล้วนี่นะ..."
"ห๋า... ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ?!" ผมทำตาโต
"ที่บ้านโฮมสเตย์... ที่จังหวัดระยองใกล้ๆทะเลเมื่อหลายปีก่อน... ริณพูดแค่นี้พี่จำได้ยาง...?" เธอบอกใบ้ออกมาจนได้
หัวสมองผมคำนวณเร็วจี๋ตามคำพูดนั้น แล้วผมก็... นึกออกจนได้
ริณ... ไอริณก็คือ... นักเรียน ม.ปลายคนนั้น เธอเป็ลูกสาวเ้าของบ้านสวนแห่งหนึ่งที่เคยจัดบ้านให้เป็โฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวมาพักมาเที่ยวชมบ้านสวนและบรรยากาศริมทะเลที่อยู่เลยไปไม่ไกลนั้นใน่สุดสัปดาห์ และบ้านโฮมสเตย์นี้ก็อยู่ในจังหวัดระยอง ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพเท่าไรนัก
ในสมัยนั้นผมยังเป็นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้เคยไปพักอยู่ที่โฮมสเตย์นี้อยู่กับเพื่อนๆอีกสองสามคนใน่ปิดภาคเรียน โดยผมได้รับการแนะนำให้ไปพักที่นั่นโดยคุณแม่ของผมเองที่มีความสนิทสนมกับแม่ของไอริณอยู่พอสมควร เพราะทั้งสองคนนั้นได้เคยเรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกันมาก่อนในจังหวัดฉะเชิงเทรา นี่เท่ากับว่า แม่ของผมกับแม่ของไอริณนั้นเป็เพื่อนกันมาก่อนในสมัยเด็กๆก็ว่าได้...
แต่ตอนที่ผมได้เจอกับไอริณในตอนนั้น เธอยังเด็กอยู่เลย ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด เธอน่าจะยังเรียนอยู่เพียงชั้น ม.4 เท่านั้นเอง และยังไม่มีวี่แววว่าต่อมาเธอจะกลายเป็หญิงสาวที่ดูสวยเซ็กซี่ไปได้ขนาดนี้
และผมก็ยังนึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ชื่อ'ริณ'นี้ยังคงค้างคาอยู่ในหัวผมก็คือ...
มีวันหนึ่งแม่ของไอริณได้วานให้ผมไปรับเธอที่โรงเรียนมัธยมที่เธอได้ไปเรียนพิเศษอยู่ใน่ปิดเทอม โดยผมต้องใช้มอเตอร์ไซด์ของที่บ้านนั้นขี่ไปรับเธอ แต่ในขากลับหลังจากที่เธอซ้อนมอเตอร์ไซด์มากับผมแล้ว ดันมีหมาตัวหนึ่งวิ่งมาตัดหน้ารถเรา ทำให้ผมซึ่งในตอนนั้นยังขี่มอเตอร์ไซด์ได้ยังไม่แข็งดี เกิดเสียหลักจนพาทั้งคนทั้งรถกลิ้งตกลงไปข้างถนนนั้นทันที ดีที่ว่าริมถนนนั้นเต็มไปด้วยต้นหญ้าหนานุ่ม ไม่งั้นผมกับไอริณคงจะได้รับาเ็กันบ้างแน่ๆ
หลังจากหายใและรีบไปตรวจดูจนเห็นว่าไอริณไม่ได้รับาเ็อะไรแล้ว ผมยังอ้อนวอนเธอว่า อย่าไปบอกเพื่อนของผมและคนที่บ้านเธอเลยนะว่า ผมขี่มอเตอร์ไซด์พาเธอล้มลงข้างทาง ไอริณรับปากผมแต่มีข้อแม้ว่า ผมจะต้องรับปากเธอว่าจะสอนภาษาอังกฤษให้เธอก่อนที่เธอจะเข้านอนทุกวันในระหว่างที่ผมยังพักอยู่ที่บ้านของเธอนั้น ผมรับปากเธอทันที และชื่อ'ริณ'นี้ก็ยังคงค้างอยู่ในหัวผมมาั้แ่นั้น
"โธ่เอ๊ย...!" ผมร้องออกมา "มิน่าล่ะ... ว่าทำไมน้องริณถึงชอบจ้องหน้าพี่จังเลย แล้วน้องริณน่ะเปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดนี้แล้วใครที่ไหนจะไปจำได้ล่ะคร้าบบบ...?"
ไอริณหัวเราะคิก "ริณก็อยากจะดูว่า พี่กิตยังจะจำริณคนเดิมได้หรือเปล่าน่ะสิ นี่มองแล้วจ้องแล้วพี่ก็ยังจำริณไม่ได้สักที อย่ามาอ้างว่าไม่เจอกันมาหลายปีแล้วจำกันไม่ได้ดีกว่าน่า...ชิ !"
คำสุดท้ายเล่นเอาผมยิ้มแก้มแทบปริ และแทบจะลืมปริศนาปัญหาของบ้านแฝดไปเลยทีเดียว คำว่า'ชิ'นี้ เป็คำที่ติดปากของเธอมาั้แ่สมัยก่อนตอนที่ผมเจอครั้งแรกๆแล้ว
หลังจากที่ผมกับไอริณได้มาย้อนรำลึกถึงความหลังกันหลายเื่หลายราวแล้ว ผมก็กลับมาหวนนึกถึงปริศนาปัญหาคาใจที่บ้านแฝด และคิดว่าจะต้องเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เธอฟังเสียที โดยที่ในใจของผมตอนนี้ก็รู้สึกดีขึ้นมาก เพราะไม่คิดฝันว่า คนที่ผมจะมาปรึกษานี้กลับเป็คนกันเอง นี่ถ้าเธอเรียนจบปริญญาตรีแล้วไปทำงานที่อื่นแทนที่จะเป็ที่นี่ ผมคงจะไม่มีโอกาสได้ไอริณคนนี้เป็ที่ปรึกษาแน่ๆ
หลังจากที่ไอริณได้รับฟังเื่ราวของผมทั้งหมดแล้ว ดวงตาของเธอก็เป็ประกายและทำหน้าสนใจขึ้นมาอย่างมากมาย
"ริณไม่คิดว่าพี่กิตจะไปเจอดีเข้าแบบนี้... อืม... แต่เื่นี้น่าสนใจ แบบนี้ริณเอาไปเขียนลง'โลกเร้นลับ'ได้เลยนะ แค่หาข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อยเท่านั้น..." ดวงตาของไอริณยามนี้นอกจากเป็ประกายแล้วยังส่อแววตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"น้องริณจ๊ะ... นี่น้องเป็คนที่ไม่กลัวผีั้แ่เมื่อไรกันล่ะเนี่ย ? สมัยก่อนถ้าพี่จำไม่ผิดนะ พอมีใครเล่าเื่ผีทีไร น้องริณเป็ต้องทำท่าขนลุกขนพองขึ้นมาทุกทีไม่ใช่เหรอ... พี่คนนี้ล่ะไม่เข้าใจจริงๆเลย ?"
"ก็ใช่นะพี่กิต ตอนเด็กๆริณค่อนข้างจะกลัวผีมาก เพราะตอนนั้นริณไม่รู้ว่าผีคืออะไรกันแน่...? แต่ว่า... พอเจอพี่คนนั้นแล้ว ริณก็เลิกกลัวผีั้แ่นั้นมาเลย..."
ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ "พี่... พี่คนไหน...? มีคนที่ทำให้น้องริณเลิกกลัวผีได้ด้วยเหรอ...?"
ไอริณยิ้มกรุ้มกริ่ม "มีสิ... พี่คนนั้นแหล่ะ ที่ทำให้มีไอริณในวันนี้ พี่คนนั้นแหล่ะที่เคยช่วยไอริณไว้จากเื่พวกนี้...."
ผมตาโตขึ้นมา "นี่หมายความว่า น้องริณไม่ได้เก่งหรือไม่กลัวผีขึ้นมาด้วยตัวของตัวเองหรอกรึ...? แล้วพี่ที่เป็อาจารย์ของน้องริณคนนี้คงต้องเป็ผู้ชายแน่ๆใช่ไม๊ ?"
ไอริณส่ายหัว และยิ้มด้วยดวงตาอันเป็ประกาย
"พี่คนนี้ไม่ได้เป็อาจารย์อะไรหรอกค่ะพี่กิต... แล้วพี่คนนี้ก็เป็ผู้หญิงอีกต่างหากนะจ๊ะพี่...?
"ห๋า... เป็ผู้หญิงหรอกรึ ? ผมทวนคำอย่างแปลกใจ ในหัวผมยังนึกถึงพวกอาจารย์จอมขมังเวทย์ที่มักจะเป็อาจารย์ผู้ชายอะไรพวกนั้น
"แล้วพี่ผู้หญิง... ที่ทำให้น้องริณเปลี่ยนจากคนที่กลัวผีมาเป็คนไม่กลัวผีนั้น... เธอเป็ใครกันล่ะน้องริณ...?"
(โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)
(Next หลังจากนี้เหตการณ์จะทวีความซับซ้อนขึ้นเป็ลำดับ และจะมีการเปิดตัวละครใหม่ๆขึ้นมาอีกหลายตัวนะครับ นี่คือทิศทางของเื่นี้ที่กำลังจะเป็ไปล่ะครับ ขอขอบคุณที่ได้ติดตามกันมานะครับผม : ผู้เขียน)