ผ่านไปไม่นานหลิวจื่ออี้ก็หอบเอากล่องไม้ที่ภายในบรรจุสมุนไพรไว้มาหลายกล่อง
ในหนึ่งอาทิตย์จะมีสองสามวันที่เซิ่งมู่และต้าจินพากันมาซื้อสมุนไพรที่ร้านสกุลหลิว หลิวจื่ออี้ที่เป็ทั้งสหายทั้งลูกจ้าง จึงจดจำได้ทั้งสมุนไพรที่ร้านมีและสมุนไพรที่เซิ่งมู่ต้องใช้ในแต่ละครั้งได้
“นอกจากหญ้าหางจิ้งเหลนกับดอกต้นกวักมรกตที่่นี้หายากนิดหน่อย สมุนไพรอื่นที่ร้านข้ามีก็อยู่นี่หมดแล้ว”
หลิวจื่ออี้ค่อยๆ วางกล่องไม้ลงบนโต๊ะคิดเงินพร้อมหันมามอง
“ข้าจะไปถามท่านปู่ให้ เผื่อว่ามีสมุนไพรชนิดอื่นทดแทนกันได้ เ้ารีบหรือไม่”
“อย่าเลย เกรงใจท่านปู่เ้าเอาเสียเปล่า สมุนไพรเหล่านี้ข้ายังไม่ได้ใช้ตอนนี้หรอก ปู่เย่น่าหลันแค่ให้ข้ามาเตรียมไว้สำหรับการฝึกครั้งหน้า หากเป็ไปได้ขอก่อนเริ่มเดือนหน้าถึงจะดี”
เซิ่งมู่ยิ้มก่อนจะเริ่มเปิดถุงเงิน ก่อนเอาเหรียญทองแดงมาวางไว้บนโต๊ะคิดเงิน
หลิวจื่ออี้พยักหน้า
“เข้าใจแล้ว พ่อค้าจะเดินทางผ่านเมืองเล็กเดือนละสามครั้ง ปลายเดือนนี้หากหาไม่ได้ข้าจะบอกเ้าละกัน”
เซิ่งมู่กุมมือทำคาราวะเอ่ยว่า
“ขอบพระคุณเถ้าแก่หลิว”
หลิวจื่ออี้ฉีกยิ้มกว้างมีความสุข กอดอกพูดว่า
“หึหึ ในตอนนี้ข้ายังไม่ใช่ แต่ภายในปีหน้า หากข้าผ่านทดสอบปรุงยาและคัดสมุนไพรของท่านปู่ รับรองว่าข้าจะทำให้จวนหลิวของข้า ใหญ่โตกว้างขวางสร้างชื่อไปถึงเมืองหลวงแน่นอน”
เซิ่งมู่จึงค้อมกายคารวะพร้อมทำหน้าทะเล้นไปให้หลิวจื่ออี้
หลังเซิ่งมู่ได้ของครบแล้วจึงเดินคู่หลิวจื่ออี้ไปหาต้าจิน ต้าจินที่หันหน้ามาเจอหลิวจื่ออี้พยายามจะวิ่งหนี
“จับตัวต้าจินให้ข้า แล้วข้าจะให้ส่วนลดเ้า” หลิวจื่ออี้ยิ้มมุมปากพูดกับเซิ่งมู่โดยไม่หันมามอง
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงพุ่งตัวไปดึงชายคอเสื้อต้าจินจากด้านหลัง แล้วจึงรวบตัวไว้กับพื้น
“ข้าขอโทษ ข้ายังไม่ชำนาญ เ้าให้เวลาข้าอีกสอง… ไม่สิหนึ่งอาทิตย์! ข้าทำให้เ้าได้แน่” ต้าจินร้องกระวนกระวาย
“เ้าอ้วนต้าจิน เ้าหลอกข้า ตอนนั้นข้าถามเ้าว่าทำเตาปรุงยาได้หรือไม่? เ้าตบอกรับรองอย่างดี ทั้งยังกล้าพูดเหิมเกริม เื่ตีเหล็ก ปั้นดินเหนียว หากเ้าต้าจินบอกว่าที่สองไม่มีใครกล้าพูดว่าเป็ที่หนึ่ง! สุดท้ายถึงเวลาเอาหม้ออบข้าวมาส่งให้ข้าชัดๆ ข้าต้มยาได้ไม่ถึงชั่วยามหม้อหุงข้าวเ้ากลับะเิไม่เหลือชิ้นดี!”
หลิวจื่ออี้เดินไปมามองหลุบต่ำใส่ต้าจิน “คืนเงินข้ามาเ้าอ้วน!”
“ข้าทำไม่ได้!” ต้าจินะโร้อง
“ทำไม!” หลิวจื่ออี้ทำตาแข็ง
“ข้า... ข้าซื้อขนมกินหมดแล้ว...” ต้าจินพูดเสียงเบาลงเรื่อยๆ
เซิ่งมู่แผดเสียงหัวเราะร่า ส่วนหลิวจื่ออี้เอามือนวดขมับคิดในใจ เ้าอ้วนนี่ หลอกข้าไม่พอ ยังเอาเงินไปใช้หมดอีก ไม่มีสำนึกจริงๆ ใช่ไหม
“งั้นข้าทำอันใหม่ให้ดีหรือไม่...”
ต้าจินลุกมานั่งคุกเข่าหันมาขอร้องหลิวจื่ออี้แทน
“ของจากเ้าข้าไม่เอา ข้าจะเอาเงินข้า!”
หลิวจื่ออี้คว้าไม้กวาดใกล้ๆ ขึ้นมาก่อนจะไล่ตีต้าจิน ต้าจินที่ไม่ยอมจึงวิ่งหนี กลายเป็ภาพเหตุการณ์หนึ่งเด็กสาววิ่งไล่ตีหนึ่งเด็กชาย
คนในร้านที่เห็นดังนั้นมีทั้งคนที่หัวเราะร่าและคนที่ส่ายหัว
“เถ้าแก่หลิว หลานสาวเ้าดุแบบนี้ระวังหาหลานเขยไม่ได้เอานะ”
หนึ่งในชาวบ้านเมืองเล็กที่แวะเวียนมาร้านยาตระกูลหลิวประจำ ะโหยอกล้อไปยังหลังร้านพร้อมะเิเสียงหัวเราะ
“อี้เอ๋อเลิกเล่นได้แล้ว...”
สิ้นเสียงมีชายชราคนนึงแหวกม่านเดินออกมาจากหลังร้าน
ชายชราอายุพอๆ กับตาแก่เย่คนนี้สวมชุดของแพทย์จีน บนศรีษะใส่หมวกผ้าไว้ ลักษณะใจดี ชายชราคนนี้ชื่อหลิวจิ้งเจ๋อ คือแพทย์าุโประจำเมืองเล็ก มีชื่อเสียงโงดังไปจนถึงเมืองหลวง นับว่าเป็แพทย์ที่มีชื่อเสียงคนนึง ในเมืองเล็กไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก
“ส่วนเื่เตาปรุงยาข้าฝากต้าหุ้ยไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องไปรบกวนเ้าหนูต้าจินหรอก”
หลิวจิ้งเจ๋อพูดเสร็จก็หยิบกล่องสมุนไพรโอสถบางส่วนที่ใช้ในการหลอมยาของเซิ่งมู่มาใส่ในถุงผ้า ก่อนจะยื่นให้เด็กหนุ่ม
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงกุมมือคารวะหนึ่งทำนบ ก่อนจะยื่นสองมือไปรับถุงผ้า
“ขอบคุณผู้าุโหลิว”
หลิวจิ้งเจ๋อโบกมือปัด
“เรียกปู่หลิวเถอะ ข้ารู้จักเ้าแต่เด็ก ไม่ต้องเกรงใจกันมากนัก”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับพร้อมเอ่ยขอบคุณ ในอดีตก่อนที่จะเริ่มฝึกหมัดจริงจังกับตาแก่เย่ เซิ่งมู่และต้าจินมักมาเล่นที่ร้านยาของหลิวจื่ออี้ บางครั้งเมื่อหลิวจิ้งเจ๋อสอนศิษย์เื่การแพทย์ เซิ่งมู่จึงมักมานั่งฟังด้วย สามารถพูดได้ว่าความรู้เื่สมุนไพรทั้งหลายที่เซิ่งมู่ได้รับ เก้าส่วนมาจากผู้าุโตรงหน้า อีกหนึ่งส่วนถึงจะเป็การลองผิดลองถูกเอาเอง แล้วทีนี้จะไม่ให้เคารพได้อย่างไร
“ข้ารอดแล้วนะ?” ต้าจินที่หลบหลังเสาหันหน้ามายิ้มแหยๆ ถามหลิวจื่ออี้
หลิวจื่ออี้ปาไม้กวาดใส่ต้าจิน ต้าจินที่เห็นไม้กวาดพุ่งเข้ามายืนตัวแข็งให้กระแทกเข้ากลางกระหม่อมอย่างดี พลางนึกในใจหากหลบทำให้แม่นางชุดเขียวตรงหน้าโมโหกว่าเดิม มิสู้โดนไปครั้งนึงให้จบๆ เสียดีกว่า
หลิวจื่ออี้หลังทะเลาะกับต้าจินเสร็จ จึงหักมาแยกเขี้ยวใส่ชายหนุ่มวัยกลางคนที่กล่าวหยอกล้อผู้าุโหลิวเมื่อกี้
ชายวัยกลางคนที่เห็นดังนั้นจึงตบอกหัวเราะร่าก่อนจะเดินออกนอกร้านไป
“สามเดือนสาม เข้าสู่เทศกาลเพาะปลูก ทั้งยังเป็วันมงคลของเ้า ของทั้งหมดในถุงผ้านั่นถือว่าเป็ของขวัญ”
หลิวจิ้งเจ๋อเอ่ยกับเซิ่งมู่
“โอ๊ะ! ข้าลืมเลย พวกเ้ารอข้าก่อนนะ” หลิวจื่ออี้ที่เห็นดังนั้นจึงวิ่งปราดเข้าไปยังหลังร้าน ผ่านไปไม่นานจึงโผล่มาพร้อมตำราสามเล่ม
“ตำราสามเล่มนี้เป็ตำราที่ข้าเคยอ่านเมื่อครั้งฝึกการแพทย์แรกๆ เ้าเอาไปได้เลย ข้าขอแค่อย่าทำเสียหายก็พอ”
แม่นางน้อยชุดเขียวพูดจบจึงแย่งถุงผ้าจากมือเซิ่งมู่มา แล้วมัดเอาตำราเข้าไปในถุงผ้า
“ขอบคุณแม่นางหลิว” เซิ่งมู่กำมือขอบคุณอีกครั้ง
“แล้วข้า...” ต้าจินที่เห็นกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่กลับโดนหลิวจื่ออี้ถลึงตาใส่ ต้าจินที่เห็นดังนั้นจึงเก็บปากเงียบ
“ไปเถอะ พวกเ้ายังมีธุระที่ต้องทำอีก ข้าไม่รบกวนแล้ว” หลิวจิ้งเจ๋อโบกมือเบาๆ ก่อนจะเดินแหวกม่านกลับหลังร้านพร้อมประโยคนึงดังออกมา “อี้เอ๋อ เ้าก็ไปกับพวกเขาด้วย ไปถามเื่เื่เตาของเ้ากับต้าหุ้ยด้วยเลย”
“ทราบแล้ว”
...
ต้าหุ้ยอาศัยในเมืองเหล็กมาได้สิบเจ็ดปีแล้ว ั้แ่มารดาของต้าจินตั้งท้อง ต้าหุ้ยที่หวังให้ภรรยาของตนเองได้หลีกหนีความวุ่นวายบนูเา ณ ขณะนั้น จึงตัดสินใจออกจากสำนักชั่วคราว ย้ายมาทำมาหากินโดยการเปิดร้านตีเหล็กในเมืองเล็ก
แม้ในตอนแรกเหล่าบรรพาจารย์สำนักจะไม่เห็นด้วย แต่ด้วยสัญญาที่ทำไว้ไว้กับเหล่าจิ้งจอกเฒ่าในศาลบรรพาจารย์ ต้าหุ้ยจึงสามารถพาภรรยาและลูกของตนเองมาอาศัยอย่างสงบสุขในเมืองเล็กได้
ในขณะที่ต้าหุ้ยกำลังตีกระบี่เล่มนึงอยู่ ด้วยประสาทััทั้งห้าของผู้ฝึกตนก็ได้ยินเสียงคุยอันคุ้นเคยดังมาจากนอกโรงตีเหล็ก ต้าหุ้ยจึงนำกระบี่ไปหลอมเย็นชั่วคราว วางมือจากการตีกระบี่ แล้วจึงออกไปพบหนุ่มสาวทั้งสาม
หนุ่มสาวทั้งสามคนที่เดินเล่นกันไปพลางคุยเล่นไป จึงเดินมาถึงโรงตีเหล็กขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
โรงตีเหล็กของต้าหุ้ยเป็โรงตีเหล็กขนาดเล็กตั้งอยู่ริมแม่น้ำหลิวสุ่ย แม่น้ำหลิวสุ่ยมีต้นน้ำมาจากป่าหลิวแห่งหนึ่งในเมืองเล็กจึงได้ถูกชาวบ้านในเมืองเล็กตั้งชื่อให้ว่า สายน้ำต้นหลิว (柳水 หลิวสุ่ย = ต้นหลิว)
ต้าจินที่มองเห็นบิดาของตนเดินออกมาจากโรงตีเหล็กจึงขมวดคิ้วก่อนจะพุ่งเข้าไปต่อว่า
“เตี่ย! ทำไมท่านไม่บอกว่าเป็ผู้ฝึกตน... เซียนอะไรนั่น ถ้าข้ารู้ว่าท่านเป็เซียนแต่แรก มีหรือตอนนี้ข้าจะยอมให้ตาแก่เย่ทุบตี โดนเ้าเซิ่งมู่แกล้งอยู่ทุกวัน!”
ต้าหุ้ยที่เห็นลูกชายของตนเองเริ่มโวยวายกลับไม่ได้แสดงท่าทางอะไร ทำเพียงยืนกอดอกมองลูกชายของตนะโโหยงเหยงไปมา ก่อนจะหันไปหาเซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้
“ตาแก่เย่บอกเ้าเด็กนี่แล้วรึ?”
เซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้ที่เห็นบิดาต้าจินจึงกุมมือคารวะผู้าุโ ก่อนที่เซิ่งมู่จะเปิดปากกล่าวอธิบาย
“ตาแก่เย่ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงอธิบายให้ข้าและต้าจินฟังว่าโลกของเรามีสามทวีป เราอยู่ในเชิงซวนทวีปมีหกแคว้น แต่ละแคว้นปกครองโดยสำนักอริยะทั้งหก และในยุทธภพของเรานอกจากผู้ฝึกตน ก็มีผู้ฝึกยุทธที่ฝึกใช้ร่างกายเป็หลัก นอกจากนี้บอกเพียงว่าท่านอาหุ้ยเป็ผู้ฝึกตนคนหนึ่ง”
ต้าหุ้ยที่ได้ยินดงนั้นจึงพยักหน้าว่าเข้าใจแล้ว
ระหว่างนั้น เซิ่งมู่ที่สังเกตเห็นท่าทีของหลิวจื่ออี้จึงแปลกใจ ก่อนจะเปิดปากถามว่า
“จื่ออี้ เ้าไม่แปลกใจหรอกหรือ”
ต้าจินที่ได้ยินเซิ่งมู่ถามแม่นางชุดเขียวจึงหันมาทำหน้างงงวย
เหตุผลที่เซิ่งมู่ถามหลิวจื่ออี้ เพราะในขณะที่เซิ่งมู่กำลังอธิบายเหตุการณ์ที่ตาแก่เย่ถ่ายทอดความจริงให้เขา เซิ่งมู่กลับเห็นว่าหลิวจื่ออี้ไม่มีท่าทีใหรือตะลึงเลยแม้แต่น้อย มีเพียงเลิกคิ้วแค่แวบเดียวก่อนจะทำหน้าปกติ
“ข้ารู้เื่พวกนี้อยู่แล้ว”
หลิวจื่ออี้ยักไหล่พร้อมกล่าวต่อว่า
“ข้าไม่ได้บอกเพราะนึกว่าพวกเ้ารู้อยู่แล้ว”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้นจึงทำหน้าสงสัยกำลังจะเปิดปากถาม แต่กลับได้ยินเสียงโวยวายของต้าจินดังขึ้นมาก่อน
“จื่ออี้! นี่เ้าปกปิดความจริงมาตลอดเลยเรอะ นี่เ้ารู้อะไรบ้าง บอกมาให้หมดเลยนะ!”
หลิวจื่ออี้เกาหัวตนเองก่อนจะกล่าว
“ก็รู้ว่าโลกเรามีเซียน มีผู้ฝึกยุทธ์ และพ่อของเ้าเป็เซียนขั้นเต๋ามาจากสำนักอวิ๋นสุ่ย ตาแก่เย่เป็ผู้ฝึกยุทธขั้นปลายและดูจากพลังภายนอกเ้าสองคนน่าจะเป็ขั้นต้นระดับสองแล้ว”
เซิ่งมู่และต้าจินที่ได้ยินดังนั้นจึงทำหน้างงงวยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปหาต้าหุ้ยเพื่อขอคำอธิบายเพิ่ม
“ที่แม่นางหลิวกล่าวคือการแบ่งขั้นใหญ่ของเซียนและผู้ฝึกยุทธ มีการแบ่งระดับเป็ขั้นต้น กลาง ปลาย อย่างขั้นต้นของเซียนก็คือั้แ่ขั้นรวมปราณจนถึงสร้างแก่นบริสุทธิ์ ส่วนผู้ฝึกยุทธก็ั้แ่ขั้นหลอมจนถึงบ่มกายาทองคำ”
ต้าจินที่ได้ยินจึงถามบิดาตนเองว่า
“แล้วระดับเต๋ามันคือต้น กลางหรือปลาย”
ต้าหุ้ยกลับตอบส่งๆ ว่า
“เข้าสำนักได้เมื่อไหร่เ้าก็รู้เองแหละ”
ต้าจินที่ได้ยินจึงกำลังจะร้องโวยวายอีกรอบ แต่โดนพ่อของตนพูดตัดหน้าก่อน
“เซิ่งมู่วันนี้เ้าอายุสิบหกปีพอดี ข้ามีของให้เ้าด้วย พวกเ้าไปรอข้าที่บ้านก่อนเถอะ รอข้าปิดโรงตีเหล็กนี่เสร็จจะตามพวกเ้าไป”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงค้อมคารวะก่อนจะกึ่งดึงกึ่งลากต้าจินที่กำลังโวยวายไปทางเรือนบนเนินเขา
บ้านของต้าจินตั้งอยู่บนูเาหัวโล้นอันเขียวขจีเล็กๆ เรือนต้าจินค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับเรือนของเซิ่งมู่
เมื่อเข้าใกล้เรือนหลังเล็กจึงเห็นสตรีวัยกลางคนคนนึงเดินออกมาต้อนรับ สตรีคนนั้นหน้าตามีความงดงาม ถึงจะอยู่วัยกลางคนแต่มีร่องรอยของการดูแลตนเองอย่างดี ผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งแม้จะอาศัยในเมืองเล็กที่มีแต่ป่าเขามายาวนาน
“คารวะท่านอา”
เซิ่งมู่ละหลิวจื่ออี้ค้อมกายคารวะ สตรีที่เห็นจึงยิ้มอ่อนๆ พร้อมพยักหน้า
“เข้ามาคุยข้างในก่อนเถอะ เซิ่งมู่สามีข้าเตรียมของขวัญไว้ให้เ้าด้วย”