หลังจากที่ครุ่นคิดถึงพร์ของตนเองอย่างเงียบงัน หลัวหยางก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว เล็บจิกฝังลงไปในฝ่ามือจนความเ็ปแล่นปราดขึ้นมา แต่เขากลับไม่คิดจะปล่อยมัน ความเจ็บทางกายเล็กน้อยนี้ยังไม่อาจเทียบได้กับความเจ็บที่กำลังกัดกินหัวใจของเขา
ชายหนุ่มที่ภายนอกดูเงียบขรึม ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ต่อผู้ใด ทว่าภายในกลับอ่อนแอ เปราะบาง และเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ไม่มีใครมองเห็น เมื่อรู้ว่าตนเองมีพร์เพียงแค่ระดับหนึ่ง ระดับที่คนในหมู่บ้านหินผาพูดกันอย่างไม่ใส่ใจว่าก็พอใช้ได้ หรือ ไม่ถึงกับไร้ค่า
คำพูดเ่าั้ฟังดูธรรมดา แต่กลับกลายเป็มีดที่คอยกรีดซ้ำลงไปในหัวใจอย่างไม่หยุดหย่อน
หัวใจของหลัวหยางแทบจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ ความใฝ่ฝันที่เก็บงำเอาไว้ลึกที่สุดในหัวใจ ความฝันที่จะยิ่งใหญ่ ความฝันที่จะก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด ความฝันที่จะได้เป็ดั่งเทพกระบี่จินิ ผู้ซึ่งชื่อของเขาสั่นะเืแผ่นดินและท้องฟ้า
ความฝันถึงหญิงสาวผู้งดงามมากมายที่ยืนเคียงข้าง
ความฝันถึงการที่ทุกผู้คนต้องแหงนหน้ามอง ต้องยอมรับ ต้องเกรงกลัว
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยวาดฝันเอาไว้ด้วยหัวใจที่ยังเต็มไปด้วยความหวัง
ในวินาทีที่พร์ถูกเปิดเผย ทุกสิ่งกลับพังทลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดอย่างไร้ปรานี
หลัวหยางในตอนนี้ถึงกับเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ หยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไหลลงมาตามแก้มอย่างน่าสมเพช เขากัดฟันแน่น พยายามกลั้นสะอื้น แต่ยิ่งพยายามเท่าใด น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมามากขึ้น
“ใช่.. ข้าหลัวหยางมันเป็คนที่น่าสมเพชและขี้แพ้!”
เขายอมรับกับตัวเองในใจอย่างเ็ป เคยวาดฝันเอาไว้ใหญ่โต เคยพูดออกมาอย่างมั่นใจว่าตนเองจะรับทุกอย่างไว้ได้ เคยบอกกับคนอื่นด้วยรอยยิ้มฝืนๆว่าตนเองในตอนนี้ก็เป็เพียงแค่ตัวประกอบ เป็แค่คนธรรมดาที่ไม่จำเป็ต้องหวังสูง
แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริง เมื่อความจริงถูกเปิดโปงต่อหน้าต่อตา เขากลับทำอะไรไม่ถูก ขาแข็ง ร่างกายชาไปทั้งตัว ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ ยืนก็แทบจะยืนไม่ไหว ต้องฝืนยืน ต้องฝืนยิ้ม ต้องเก็บงำอารมณ์อันน่าสมเพชนี้เอาไว้ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายในหมู่บ้านหินผา
ระบบสังหารโชคชะตารับฟังทุกอย่างอย่างเงียบงัน มันไม่ได้กล่าวคำดูแคลน ไม่ได้เยาะเย้ยซ้ำเติม เพราะมันเข้าใจความเ็ปของหลัวหยางมากยิ่งกว่าใครๆ มันรับรู้ถึงความฝันที่ถูกเหยียบย่ำ รับรู้ถึงความหวังที่ถูกทำลาย และรับรู้ถึงความอ่อนแอที่กำลังกัดกินจิตใจของหนุ่มคนนี้
จากนั้นหลัวหยางก็กำหมัดแน่นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะความสิ้นหวัง แต่เพราะบางสิ่งในใจเริ่มเปลี่ยนไป
ั์ตาของเขาแดงก่ำ เปล่งประกายสะท้อนไปด้วยอารมณ์ที่กำลังะเิออกมา
ความอัปยศ ความเ็ป ความโกรธแค้น และความไม่ยอมแพ้ปะปนกันจนแยกไม่ออก
“ท่านอาจารย์ระบบ.. ท่านบอกว่าจะทำให้ข้าแข็งแกร่งมากที่สุดใช่ไหม?”
【ใช่!】
“ท่านบอกว่ากระทั่งเทพกระบี่จินิก็เทียบกับเศษเล็บท่านไม่ได้!”
【ใช่!】
คำตอบยังชัดเจนไม่ลังเล
“ท่านบอกว่าจะเปลี่ยนข้าจากพร์ขยะๆนี้ ไปเป็ตัวตนที่ทุกสรรพสิ่งต้องแหงนหน้ามอง!”
เสียงของหลัวหยางเริ่มสั่น แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว หากเป็เพราะความตื่นเต้นและความหวังที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
【ใช่! ข้าอาจารย์ระบบขอเดิมพันต่อโชคชะตาที่ตัวของเ้ามี ข้าสามารถทำให้เ้ากลายเป็ผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุด เพราะงั้นจงละทิ้งความอ่อนแอไปซะ ดั่งฟินิกซ์ที่กำเนิดใหม่จากเถ้าถ่าน จงทำให้ตนเองกลายเป็คนใหม่ เพราะข้าอาจารย์ระบบจะอยู่เคียงข้างเ้าเอง】
คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวของหลัวหยางอย่างชัดเจน ราวกับมีเปลวไฟถูกจุดขึ้นในใจ
เปลวไฟที่เผาผลาญความอ่อนแอ ความลังเล และความน่าสมเพชทั้งหมดให้กลายเป็เถ้าถ่าน
“อึกก...”
ในตอนนั้นเองหลัวหยางก็ไม่อาจฝืนกลั้นความรู้สึกใดๆเอาไว้ได้อีกต่อไป
น้ำตาที่อัดอั้นอยู่ภายในดวงตาพลันไหลทะลักออกมา เงยหน้าขึ้นสู่ฟากฟ้าที่มืดครึ้ม ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าไม่อายดิน
เสียงสะอื้นสะท้านราวกับหัวใจถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ หากแต่ในเวลาเดียวกันมันก็คล้ายเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งคว้าโอกาสอันยิ่งใหญ่เอาไว้ได้ในกำมือ การร้องไห้ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงความเ็ป หากแต่ยังปะปนไปด้วยความโล่งอก ความคับแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ
และความหวังที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่ มันเป็การระบายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาแบกรับเอาไว้ตลอดกว่าสิบห้าปีที่ผ่านมา
ระบบสังหารโชคชะตาซึ่งเป็ดั่งอาจารย์และผู้เฝ้ามองอยู่ในจิตสำนึกของเขาถึงกับต้องส่งเสียงปลอบออกมา
【ไอ้เด็กบ้า.. ร้องไห้อะไรนักหนา เ้าไม่ใช่คนอ่อนแอ เ้าคือศิษย์ของข้า ผู้ถือครองระบบสังหารโชคชะตา ผู้ที่จะโค่นล้มฟ้าดิน!】
น้ำเสียงของมันฟังดูหงุดหงิดปนรำคาญ ราวกับไม่ถนัดกับการปลอบโยนผู้อื่น แต่ในความหงุดหงิดนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของใครบางคนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเขาไป
หลัวหยางจึงยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆ สูดลมหายใจลึกๆ หลายครั้งก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเชิงผาที่เย็นเยียบและเงียบสงัด
เบื้องล่างคือความมืดมิดที่ทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด ทว่าในสายตาของเขามันกลับเป็ดั่งเพื่อนเก่า เป็ที่พักพิงของหัวใจที่บอบช้ำ ความมืดนั้นไม่ตัดสิน ไม่ดูแคลน และไม่เปรียบเทียบ มันเพียงโอบล้อมเขาเอาไว้ ทำให้หัวใจที่สั่นไหวค่อยๆสงบลงอย่างช้าๆ
เมื่ออารมณ์เริ่มนิ่ง หลัวหยางก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย นิ้วมือกำชายเสื้อแน่นก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยเสียงที่ยังคงสั่นอยู่บ้าง
“ท่านอาจารย์ระบบ..”
“ในเมื่อท่านบอกว่าข้าต้องสังหารตัวเอกและพวกวายร้ายแห่งยุค งั้นข้าจะทำยังไงล่ะ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะอย่างขื่นขมกับตัวเอง
“ตอนนี้ข้ายังไม่เป็กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรเลยด้วยซ้ำ ยังไม่ได้เปิดเส้นทางแห่งการฝึกฝนวรยุทธ!”
“แล้วจะให้ข้าไปสังหารพวกมันเพื่อทำให้ตนเองยิ่งใหญ่ได้ยังไงกัน?”
คำพูดเ่าั้สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งของความเป็จริง
ไม่ใช่การโอดครวญ แต่เป็คำถามของผู้ที่กำลังยืนอยู่ที่จุดต่ำสุดของชีวิตและมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้าเลยซักนิด
ทันทีที่คำถามนั้นจบลง เสียงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีก็ดังก้องขึ้นในจิตสำนึกของหลัวหยาง
【ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดก็ถามออกมาซะทีนะไอ้เด็กบ้า】
น้ำเสียงของระบบฟังดูรื่นเริงอย่างไม่ปิดบัง ราวกับรอคอยคำถามนี้มานานแล้ว
【นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ากำลังจะบอก พวกตัวเอกหรือวายร้ายนั้น แน่นอนว่าต้องแข็งแกร่ง พวกเขาต่างก็ถูกโชคชะตารับเลือกให้ยิ่งใหญ่กว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป จะมากหรือน้อย ตราบใดที่ยังเป็ตัวเอกหรือวายร้าย พวกเราก็สามารถสังหารเพื่อกลืนกินพวกมันได้สิ้น】
คำพูดเ่าั้ทำให้หัวใจของหลัวหยางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ระบบยังคงกล่าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับ้าเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับศิษย์ของมัน
【แล้วพอเ้าสังหารพวกมันได้ เ้าจะได้รับของรางวัลเป็การตอบแทน ไม่ว่าจะเป็วิชาการบ่มเพาะที่ท้าทาย์ ของล้ำค่าที่น่าสะพรึงกลัว หรือกระทั่งเม็ดยาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็อะไร อาจารย์ระบบคนนี้ก็สามารถประทานให้ได้ทั้งสิ้น】
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโอหังและความมั่นใจ ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่มันไม่สามารถหยิบยื่นให้ได้
ทว่าหลัวหยางกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยแย้งออกมาแทบจะในทันที
“งั้นท่านก็มอบพวกมันทั้งหมดมาให้กับข้าเลยสิ”
“ข้าจะได้แข็งแกร่งเร็วๆยังไงล่ะ—”
ทว่ายังไม่ทันที่คำพูดจะจบลง ร่างของหลัวหยางก็พลันโงนเงน ศีรษะของเขาล้มคะมำลงกระแทกกับผืนดินอย่างจัง ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาจนเขาต้องครางออกมาเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงของระบบที่ดังขึ้นอย่างฉุนเฉียวปนหัวเสีย
【ไอ้เด็กบ้า มันไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นว้อย】
【ถ้าข้ามอบให้เ้าได้ ข้าก็มอบมันให้เ้าทั้งหมดแล้ว เพราะมันไม่มีทางลัด เ้าต้องพยายามไปเรื่อยๆยังไงล่ะ】
คำพูดนั้นหนักแน่นและจริงจัง ประหนึ่งค้อนที่ทุบลงบนความคิดฟุ้งฝันของหลัวหยางอย่างไม่ปรานี
ร่างของชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆหลับลง
ตัวของเขาสูดลมหายใจลึก รับรู้ถึงความเจ็บที่ศีรษะและในเวลาเดียวกันก็รับรู้ถึงความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เส้นทางเบื้องหน้าของเขาไม่ได้ปูด้วยทองคำ ไม่ได้มีของวิเศษกองอยู่รอให้เก็บเกี่ยว
หากเป็เส้นทางที่ต้องเดินด้วยสองขาของตนเอง ก้าวแล้วก้าวเล่า ล้มแล้วลุก ล้มแล้วลุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายดาย ไม่มีพลังวิเศษใดที่ประทานให้โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ไม่มีระบบใดจะประทานยอดเขาให้แก่คนที่ยังเดินไม่ได้
ในคืนนั้นเอง ภายใต้ฟากฟ้าที่ไร้จันทร์ หลัวหยางได้สลัดความลังเลออกจากหัวใจ แล้วค่อยๆยันตัวลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะสั่นเทา แม้หัวใจจะยังบอบช้ำ แต่ในดวงตาของเขากลับเริ่มมีแสงแห่งความแน่วแน่เรืองรองขึ้นอีกครั้ง
“ก็ได้.. ถ้ามันไม่มีทางลัด เช่นนั้นข้าก็จะปีนมันด้วยสองมือของข้าเอง”
“จนกว่าจะเหยียบหัวพวกตัวเอกได้ด้วยปลายเท้า และสังหารพวกวายร้ายทั้งปวงด้วยกำปั้นของข้า!”
เสียงของเขาดังขึ้นในยามที่สายลมพัดแรง เหมือนฟ้ากำลังตอบรับถ้อยคำของชายหนุ่มผู้นี้ เสียงหัวเราะของระบบดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
【นั่นแหละลูกศิษย์ของข้า!】
【โลกนี้มันโหดร้าย มันไม่เคยมีที่ให้พวกอ่อนแอ แต่หากเ้ากล้าจะกัดฟันเดินต่อไป มันก็จะเปิดทางให้เอง สังหารมันเข้าไป! กลืนกินพวกมัน! กลายเป็หายนะของพวกที่โชคชะตารักใคร่ แล้วใช้โชคชะตานั้นเป็บันไดของเ้าเอง!】
【เพราะงั้นแล้ว.. จงรับของขวัญชิ้นแรกที่อาจารย์จะมอบให้เ้า】
และจากคืนนั้น มันก็ได้กลายเป็จุดเริ่มต้นของการกำเนิดจอมสังหารโชคชะตาที่จะเปลี่ยนโฉมโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไปชั่วนิรันดร์