บทที่ 14
คนน่ารักมักจะตัวอ้วน
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเกาะโจรสลัดแบบนั้นอยู่” ถังหลี่มี่เล่าเื่ของท่านแม่ให้ท่านป้าเหยาฟังอย่างละเอียดอีกรอบ
“ตอนนี้แม่กับน้องเ้ารอดออกมาจากถ้ำเสือของบ้านเดิมแล้ว ช่างดีเหลือเกิน ตอนนี้นางอยู่บ้านเช่าแถวไหน ไว้ว่างแล้วป้าจะไปเยี่ยม”
“บ้านเช่าทางทิศเหนือเ้าค่ะ ตอนนี้ท่านแม่น่าจะช่วยลี่อิงขายของ”
“ในที่สุดพวกเ้าก็กำลังจะได้อยู่ด้วยกัน จริงซิ! ตะเกียงพวกนี้เ้าอย่าให้นางจิ้งจอกซื่อเหนียงนั่นรู้เห็นเป็อันขาด ต้องแอบนำไปขายอย่าให้สะดุดตา และต้องขายก่อนพ่อเ้าจะกลับมา! ตาเฒ่านั่นลุ่มหลงนางจิ้งจอกจนหน้ามืดตามัว ถ้าเขารู้ละก็ ต้องแย่งของพวกนี้ไปให้พี่น้องต่างมารดาของเ้าแน่!” ท่านป้าเหยายิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ และร้อนใจกลัวคนใจร้ายพวกนั้นจะมารังแกหลานสาว
“ข้าทราบเ้าค่ะ ข้าจะระวังเป็อย่างดี จริงซิ ข้าขอยืมรถเข็นท่านป้าได้หรือไม่เ้าคะ? ข้ากลัวถังรั่วกลับมาแล้วจะเห็นตะเกียงพวกนี้ นางเป็คนของบ้านใหญ่ เื่อะไรที่นางรู้ ซื่อเหนียงก็จะรู้เ้าค่ะ”
“เด็กเลว! เ้าต้องสั่งสอนนางให้หลาบจำ ไม่ก็ตัดนางออกไปซะ ไม่งั้นนางต้องทำเ้าเสียการใหญ่เป็แน่” ท่านป้าเหยาใช่ว่าจะรักหลานสาวทุกคน นางรักถังหลี่มี่และถังลี่อิงเพียงสองคน ส่วนถังรั่วนั้น เจอหน้าทีไรเด็กคนนั้นไม่ทักทายยังพอทน แต่นางกลับเบะปากเชิดหน้าใส่ ทำราวกับตนเองคือสตรีสูงส่ง
“ข้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับนางแล้ว หากคิดได้ก็ถือว่าดี คิดไม่ได้นางก็ต้องรับผิดชอบความคิดของตัวเอง” ถังหลี่มี่ไม่อยากพูดเื่น้องสาวคนเล็กอีก นางพาท่านป้าเหยาไปดูงานแกะสลักด้ามปืนของตนเองที่หลังบ้าน
หลังจากนั้นท่านป้าเหยากลับบ้านไปนำรถเข็นมาให้ ถังหลี่มี่ต้องอยู่เฝ้าบ้าน เพราะท่านป้าเหยาไม่วางใจให้นางทิ้งบ้านไปเอารถเข็นเอง นางกลัวซื่อเหนียงจะมาเห็นตะเกียงชั้นดีเหล่านี้ ก่อนท่านป้าเหยาจะกลับ ถังหลี่มี่จ่ายเงินค่าลูกไก่จำนวนห้าร้อยอีแปะ
นางนำตะเกียงสิบเก้าอันเข็นใส่รถเข็น แล้วคลุมด้วยผ้าป่านเก่า ๆ ที่นางเอาไว้ปิดแทนหน้าต่าง ถังหลี่มี่มาถึงหอเทียนซุยในเวลาหนึ่งชั่วยาม หอเทียนซุยเป็ร้านขายเครื่องประดับและของจิปาถะราคาแพง พื้นที่ร้านกว้างใหญ่มาก เทียบกับร้านอื่นที่อยู่ใกล้กันแล้ว ร้านนี้ใหญ่กว่าถึงสามเท่า
ถังหลี่มี่จอดรถเข็นด้านหน้าร้าน นางเห็นสตรีแต่งกายงดงามเข้าออกร้านนี้เป็ระยะ บุรุษท่าทางเหมือนขุนนางเองก็มีให้เห็นประปราย ประตูไม้สักทองมีชายร่างใหญ่หน้านิ่งเฝ้าอยู่สองคน นางก้มมองการแต่งกายของตนเอง ไม่รู้ว่าร้านนี้จะให้นางเข้าไปหรือไม่
ร้านขายของมีค่า ปกติแล้วจะไม่ปล่อยให้คนที่มีท่าทางยาจกเข้าร้าน เพื่อกันปัญหาที่จะเกิดตามมา ทั้งการขโมยของ และการทำให้บรรดาลูกขุนนางและคนมีเงินต้องรำคาญสายตา!
ถังหลี่มี่ลังเลใจ ทันใดนั้นนางเห็นร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน มองแล้วน่าจะขายของแบบเดียวกับหอเทียนซุย แต่ร้านมีขนาดเล็กกว่า คนเข้าร้านก็น้อยกว่าเช่นกัน
นางอยากลองสอบถามราคาตะเกียง เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ ร่างเล็กเข็นรถไปซ่อนที่ซอกร้าน ก่อนจะแอบหยิบตะเกียงมาหนึ่งอัน แล้วเดินเข้าร้านตรงข้ามกับหอเทียนซุย นางอ่านไม่ออกว่าร้านนี้ชื่ออะไร เพียงอยากทดสอบราคาว่าอยู่ในระดับใด จะได้ไม่เสียเปรียบ
เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน ทุกสายตาต่างมองตรงมา ทั้งลูกจ้างและลูกค้าต่างมองนางเป็ตาเดียว ดูแล้วผ้าป่านเก่า ๆ บาง ๆ ที่นางใส่จะดึงดูดสายตาผู้คนมากจริง ๆ
หลงจู๊มองความเรียบร้อยภายในร้านอยู่แล้ว เมื่อเห็นแม่นางน้อยแต่งตัวสกปรกมอมแมมโผล่พรวดเข้ามา เขาเรียกลูกน้องชายให้ไล่ออกไป แต่หางตาเหลือบเห็นของที่อยู่ในมือเด็กสาวคนนั้นเสียก่อน คำสั่งที่ออกจากปากจึงเปลี่ยนไป “ไปพาตัวนางมาหาข้าที่หลังร้าน”
บ่าวชายรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ทำตามทันที “ขอรับ”
ถังหลี่มี่กำตะเกียงแน่น นางมองหาคนขายที่ไม่ได้รับแขก ตั้งใจจะนำตะเกียงไปเสนอขายให้ แต่ยังไม่ทันก้าวขาออกไป มีบุรุษร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมโหดเข้ามาขวางเสียก่อน
“แม่นางผู้นี้ช้าก่อน ผู้จัดการเรียกเ้าไปพบที่หลังร้าน” ใบหน้าโหดนิ่งเฉย ขยับเพียงปาก
“เ้าค่ะ” นางรับคำ ก่อนจะเดินตามชายคนนั้นไป ร้านนี้ส่วนใหญ่ขายของจำพวกหยกและแจกันสวยงามแปลกตา นางไม่เคยเห็นของสวยงามเช่นนี้มาก่อน ด้านหลังร้านมีบุรุษอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งนั่งถือพัดโบกไปมาอยู่หลังโต๊ะหยกตัวใหญ่
“คารวะใต้เท้า” นางทำท่าคารวะตามที่เคยเห็น
“ไม่ต้องมากความ เ้า้าขายสิ่งนี้?” พัดในมืออวบอ้วนชี้ของในมือถังหลี่มี่
“เ้าค่ะ ไม่ทราบว่าร้านนี้รับซื้อตะเกียงของข้าหรือไม่” ถังหลี่มี่วางตะเกียงลงบนโต๊ะหยก ให้ผู้จัดการร้านเห็นถนัดตา
ผู้จัดการร้านเอื้อมมือกลมป้อมของตัวเองมาหยิบตะเกียงไปมองใกล้ ๆ ตะเกียงนี้หลายส่วนทำจากหยกสลักชั้นดี รูปแบบแปลกตายิ่งนัก หลงจู๊เป็ผู้มีสายตากว้างไกล เขาเคยเห็นมันจากเรือวาณิชย์ที่มาจากทางเหนือ
น่าจะเป็ตะเกียงฟู่หลง ตะเกียงที่สร้างขึ้นจากฝีมือช่างชนเผ่าหนึ่งทางเหนือที่แสนห่างไกล เป็ของหายาก มีหลงเหลืออยู่จำนวนน้อยมาก ได้ยินว่าไม่มีผู้สืบทอดทำขึ้นมาอีก ความต่างของมันกับตะเกียงทั่วไปคือ ให้ความสว่างที่ไม่บาดดวงตา ต่อให้อ่านหนังสือดึกแค่ไหนก็ไม่ปวดตา เคยได้ยินมาอีกว่าตะเกียงในวังล้วนเป็ตะเกียงฟู่หลงทั้งสิ้น! ขนาดจวนนายอำเภอยังไม่มีของสิ่งนี้!
์! กำไรก้อนโตมาจ่อถึงหน้าประตูร้าน!
หากจำไม่ผิด ตะเกียงฟู่หลงหนึ่งอันมีราคาเป็ร้อยตำลึง!
“ตะเกียงนี้เป็ของดีจริง ๆ ข้าเคยเห็นพวกวาณิชย์จากทางเหนือใช้กัน ข้าให้สิบตำลึง แม่นางน้อยคิดเช่นไร?” หลงจู๊ผู้นี้ตั้งใจจะขายต่อในราคาสี่สิบตำลึง อย่างไรนี่ก็เป็สินค้าที่เคยผ่านมือผู้อื่นมาก่อน ราคาย่อมต้องต่ำลง
“สิบตำลึง…” ถังหลี่มี่สังเกตดวงตาหลี่แหลมเหมือนสุนัขจิ้งจอกของหลงจู๊เ้าเลห์ มองอย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจ “งั้นข้าขอเก็บไว้ใช้เองเ้าค่ะ”
“สิบห้าตำลึง! ราคานี้ไม่มีร้านไหนกล้าให้เ้าแล้วนะ!” ผู้จัดการร้านใช้สายตาดูแคลนมองอย่างเปิดเผย “ฐานะของเ้า ไม่ใช่คนที่จะใช้ตะเกียงฟู่หลงนี่ อย่าให้เสียของไปเลย ขายให้ข้าสิบห้าตำลึงเป็การตัดสินใจที่ดีที่สุดของเ้าแล้ว!”
ถังหลี่มี่คว้าตะเกียงมาจากมือผู้จัดการร้าน “ข้าขอกลับไปถามท่านพ่อก่อนนะเ้าคะ”
นางกล่าวจบก็รีบหันหลังเดินออกไป ร้านนี้ไม่น่าไว้วางใจ นางตั้งใจจะเข้ามาเพื่อสอบถามราคาเท่านั้น หอเทียนซุยคือเป้าหมายต่อไป
ผู้จัดการร้านวายร้ายแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะสั่งบ่าวชายข้างกาย “ตามไปเอาของมา! ในเมื่อให้เงินดี ๆ ไม่ชอบก็ใช้กำลังแย่งมันมาเลย!”
แค่สตรีจน ๆ คนเดียว ไม่มีสิ่งใดให้เกรง! แต่เหตุใดคนธรรมดาเช่นนางจึงตะเกียงฟู่หลงได้? นางไม่คู่ควรแม้แต่จะได้เห็นมันด้วยซ้ำ!
ถังหลี่มี่รีบเดินออกจากร้านมาที่รถเข็น นางนำตะเกียงวางบนรถเข็นตามเดิม ตั้งใจจะเข็นรถไปที่หอเทียนซุยต่อ เงาดำใหญ่ทาบทับเงาร่างของนาง
ใจดวงน้อยของถังหลี่มี่สั่นไหว เหงื่อมากมายไหลหยดมาตามไรผม ร่างเล็กจ้อยค่อย ๆ หันกลับ “ท่านนั่นเอง มีอะไรหรือเ้าคะ?”
บ่าวคนเมื่อครู่มายืนอยู่ด้านหลังนางั้แ่เมื่อใดกัน ถังหลี่มี่ทำใจดีสู้เสือถามออกไป
“ที่แท้เ้าก็มีตะเกียงฟู่หลงอยู่เต็มรถเข็น บอกมาว่าเ้าไปขโมยมาจากเรือผู้ใด!?” มือหยาบกร้านบีบคอสตรีตรงหน้าอย่างไม่ยั้งมือ “ตอบมา! นางแมวขโมย!”
“อึก! อื้อ!” ถังหลี่มี่ถูกทำร้ายโดยมิทันตั้งตัว มือสากบีบลำคอระหงแน่นจนนางหายใจไม่ออก นางพยายามหยิกและตีมือของเขา แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของผู้ที่กำลังจะขาดใจ ไม่อาจทำอันใดบ่าวชายคนนี้ได้เลย
แขนสองข้างเริ่มอ่อนแรง ตอนที่นางกำลังจะขาดอากาศตาย ทันใดนั้นเอง นางรู้สึกว่ามีแรงลมมหาศาลกระแทกร่างของบ่าวชายคนนั้นจนตัวลอยเหนือร่างของนางไปกระแทกกับกำแพงด้านหลัง มือที่บีบคอนางหลุดออก
นางรีบหายใจเข้าออกแรง ๆ ดวงตามองสถานการณ์ตรงหน้า
ร่างใหญ่โตของบ่าวชายคนนั้นกระเด็นข้ามรถเข็นไปไกลหลายผิง[1]
ถังหลี่มี่มองไปทางกระแสลมรุนแรงที่ช่วยเหลือนางเมื่อครู่ มีบุรุษตัวกลมคนหนึ่งกำลังยืนแทะขาหมูชิ้นใหญ่ “บีบคอสตรีเช่นนี้ มิทราบว่าคุณพี่เป็บ่าวจวนใด!”
เสียงแหลมไม่เข้ากับรูปร่างเอ่ยออกมา ทั้งที่ในปากมันแผร็บเต็มไปด้วยเนื้อหมู ถังหลี่มี่รู้สึกคุ้นกับน้ำเสียงนี้ แต่นางคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
“แก! แกเป็ใคร!? กล้าแส่หาเื่บ่าวจากหออวี๋เมิ่ง! เ้าอ้วนมีตาหามีแวว มิรู้หรือไงว่าหออวี๋เมิ่งเป็ของผู้ใด!” บ่าวหออวี๋เมิ่งค่อย ๆ ลุกขึ้น ทันใดนั้นความเ็ปอย่างรุนแรง จู่โจมหลังเขาอย่างจัง เมื่อครู่มันลมปราณชนิดใดกัน เหตุใดจึงรุนแรงถึงเพียงนี้ ขนาดบ่าวจวนนายอำเภอที่ฝีมือไม่เป็รองผู้ใดเช่นเขา ยังตัวปลิวมาไกลได้ขนาดนี้!
“เมื่อครู่… เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ!” ปากที่เคี้ยวขาหมูหยุดชะงัก “เ้าอ้วนอย่างนั้นรึ!? คำนั้น… มีแค่นายน้อยคนเดียวที่เรียกได้!”
สิ้นคำ ร่างกลมทรงพลังลอยข้ามหัวถังหลี่มี่ แล้วฟาดฝ่ามือใส่กลางอกบ่าวของหออวี๋เมิ่งอย่างจัง
“อ๊ากกก!” บ่าวหออวี๋เมิ่งปลิวไปกระแทกกำแพงอย่างแรงจนกำแพงหินยุบตัว จากนั้นดวงตาสองข้างของมันมืดบอดไปชั่วครู่ พลังลมปรานติดขัดอย่างรุนแรงจนพ่นเืสีดำจำนวนมากออกมา “พรวด!”
“พลังยุทธ์มีไว้ป้องกันตัว และปกป้องผู้อื่น แต่เ้ากลับเอามันมาทำร้ายแม่นางน้อยผู้หนึ่ง ช่างน่าละอาย! ข้าสลายลมปราณในตัวเ้าจนสิ้น ต่อไป เ้าคือบ่าวธรรมดา คนใช้ระดับล่างที่ไร้พลังจะข่มเหงผู้อื่น!” ตาตี่หลี่มองบ่าวชายตรงหน้า ฝ่ามืออ้วนกลมรีดลมปราณภายใน ก่อนจะกระแทกฝ่ามือใส่กลางอกบ่าวคนนั้นอีกครั้งจนมันแน่นิ่งไป
ถังหลี่มี่เบิกตาค้าง นางเห็นคนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา แม้จะรู้สึกขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต เพียงแต่นางคิดว่าเขาทำเกิดเหตุไป
ชายร่างอ้วนหันกลับมามองสตรีที่เพิ่งช่วยชีวิต “มิต้องเกรงใจ มิต้องเกรงใจ ชายชาตรีเช่นข้าช่วยเหลือสตรีเป็ปกติ เ้าไม่ต้องเก็บไปใส่ใจคิดตอบแทนคุณหรอก”
“ใต้ ใต้เท้า!” ถังหลี่มี่ปากคอสั่น นางตั้งใจจะเอ่ยขอบคุณ เพียงแต่ความกลัวครอบงำจนปากแข็งไปหมด
“เรียกข้าอาหวัง” เสี่ยวหวังเดินมาคุยกับแม่นางน้อย ทันใดนั้น กลิ่นของนางทำเขาแปลกใจ เสี่ยวหวังทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นตัวของถังหลี่มี่ “แม่นางน้อย เราเคยเจอกันมาก่อนหรือไม่”
ทักษะการดมกลิ่นของเสี่ยวหวัง แม้แต่สุนัขยังร้องไห้ หากเคยเจอกันเป็การส่วนตัว ไม่ใช่เดินผ่านกลางฝูงชน เสี่ยวหวังจำได้แม่น
“ไม่นะเ้าคะ ข้ามีนามว่าถังหลี่มี่ ท่านเรียกหลี่มี่ก็ได้เ้าค่ะ” ถังหลี่มี่รู้สึกคุ้นเสียงนี้มาก แต่นึกหน้าเขาไม่ออกจริง ๆ
“ข้าจำได้แล้ว! กลิ่นนี้! เ้าคือแม่นางน้อยคนเมื่อคืนที่แอบถ้ำมองนายน้อยของข้าอาบน้ำ!” เสี่ยวหวังยิ้มจนตาปิด เมื่อเจอคนรู้จัก
“ข้ามิได้ถ้ำมอง! ข้าเพียงแต่ไปอาบน้ำที่ลำธาร นายน้อยของท่านนั่นแหละ แก้ผ้าทั้งยังล่อลวงข้า”
“ไม่! นายน้อยข้าไม่เคยล่อลวงผู้ใด” เสี่ยวหวังรับแก้ต่างให้ผู้เป็นาย “ว่าแต่… แม่นางมาทำอะไร? มาซื้อของหรือ?”
ถังหลี่มี่เห็นเขาเปลี่ยนเื่ นางไม่ติดใจจะเอาความอีก “ข้ามาขายตะเกียงเ้าค่ะ”
“บ้านแม่นางทำตะเกียงรึ! พอดีเลย ข้าเองก็้าเช่นกัน” เสี่ยวหวังถูกนายน้อยทำโทษเื่สุรานารีพ่ายเมื่อคืน เขาถูกสั่งให้มาซื้อเสบียงขึ้นเรือเพียงลำพัง ตอนนี้กลุ่มโจรสลัดของเขาใกล้จะออกเดินทางแล้ว ต้องเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางเป็เดือน งานนี้ปกติต้องใช้ลูกเรือสี่ถึงห้าคนมาจัดการ แต่เสี่ยวหวังถูกนายน้อยทำโทษ เขามาซื้อเสบียงเพียงลำพังด้วยตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึง
เสี่ยวหวังตั้งใจจะมาตามหาร้านพนันปลากัดก่อน เื่งานเอาไว้ทีหลัง เดินหลงไปมาจนมาเจอแม่นางถูกทำร้ายอยู่ที่ซอกซอยแห่งนี้
“ตะเกียงนี้ ข้าคิดว่าเป็ของนายน้อยท่าน” ถังหลี่มี่เปิดผ้าคลุมออก ใต้ผ้าเก่าโทรมมีตะเกียงฟู่หลงมากมาย “เมื่อคืนข้าให้นายท่านยืมตะเกียงของข้า แต่นายน้อยรู้ว่าบ้านข้ามีตะเกียงเก่าเพียงอันเดียว เขาจึงไม่รับแล้วเดินกลับทั้งที่ทางมีแต่ความมืด ตอนเช้ามีตะเกียงมากมายวางอยู่ที่ประตูหลังบ้าน ข้าคิดว่าน่าจะเป็ของนายน้อยท่านเ้าค่ะ”
เสี่ยวหวังตาโต ที่แท้ตะเกียงก็อยู่ที่นี่! “ใช่แล้ว! ตะเกียงพวกนี้เป็ของนายน้อย แต่ในเมื่อนายน้อยมอบให้เ้า มันก็เป็ของเ้าแล้ว” เสี่ยวหวังโบกมือให้นางปิดผ้า จะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรก็ตามใจ ราวกับมันเป็เพียงตะเกียงไร้ค่าไร้ราคา จากนั้นเอ่ยถามเื่สำคัญทันที “แม่นางน้อยเป็คนที่เกาะแห่งนี้ รู้หรือไม่ว่าบ่อนปลากัดไปทางไหน?”
[1] 1 ผิง = 3.3 เมตร
E-Book
เล่ม 1
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjUyOTAxO30
เล่ม 2 (จบ)
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjUyOTAyO30