หลังจากที่ดาวเทียมแซงทัวรี่ได้ทำการสแกนทั่วทั้งโลกเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่สามารถจับสัญญาณของเบฮีมอทได้
หลี่จิ้งยืนเครียดอยู่บริเวณภาพโฮโลแกรม สายตาคมกริบของเขาส่องไปยังข้อมูลที่ปรากฏขึ้น แต่มันกลับไม่พบอะไรที่พวกเขานั้นต้องการ
ชายชราผู้เป็นที่เคารพและได้รับการขนานนามว่าเป็นเทพสงครามแห่งสมาพันธ์โลกเหมือนจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ในครานี้
เขาหันไปมองอาซาเลีย ปัญญาประดิษฐ์ที่มีสติปัญญาสูงที่สุดในสมาพันธ์โลก
แต่ในครั้งนี้ก็ยังไม่สามารถช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ อาซาเลียที่ยืนอยู่ตรงนั้นเผยสีหน้าที่ดูเคร่งขรึม ดวงตาสีฟ้าที่ส่องประกายวิบวับของเธอ มองไปยังข้อมูลที่ยังคงหมุนวนอยู่บนหน้าจอ ก่อนจะค่อยๆถอนหายใจออกมา
[ดิฉันขอโทษค่ะ ท่านหลี่จิ้ง]
อาซาเลียพูดด้วยเสียงเบาๆ ที่เต็มไปด้วยความเสียใจ
[ระบบการสแกนของเราไม่มีข้อผิดพลาด แต่...เราก็ยังไม่พบเบฮีมอทเลย]
หลี่จิ้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และตอบกลับ
“ไม่ใช่ความผิดของเธอ อาซาเลีย”
“บางทีมันอาจจะซ่อนตัวได้เก่งกว่าที่เราคิด! หรือบางที... เราอาจเข้าใจมันผิดมาตลอด!”
ขณะที่ชายชราอย่างไอน์สไตร์ ผู้เป็นหนึ่งในอัจฉริยะด้านวิทยาศาสตร์ของสมาพันธ์โลกก้าวเดินมาข้างๆ ตัวของเขามองดูข้อมูลที่ไหลผ่านหน้าจอด้วยสายตาที่เคร่งเครียด
ก่อนจะส่ายหัวเบาๆและพูดออกมา
“ดูเหมือนความรู้ของเราอาจยังไม่เพียงพอที่จะเข้าใจสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเบฮีมอท”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย แต่คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความหนักแน่นและหวั่นเกรง
ผู้คนที่มาร่วมงานต่างเริ่มพูดคุยกันอย่างไม่พอใจ บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความผิดหวัง ใบหน้าของทุกคนดูมืดครึมและเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ
“พวกเรานักสู้พันธุกรรมทำงานกันหนักมากก็เพื่อสิ่งเหล่านี้ เราเสียทั้งเวลาและทรัพยากรไปมากมาย แต่สุดท้ายกลับไม่พบอะไรเลยเนี่ยนะ?”
นักสู้จากองค์กรชั้นนำแห่งนึงตะโกนออกมา เสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธที่มากล้น
“เบฮีมอทหายไปไหน?”
“หรือบางทีมันอาจจะไม่เคยอยู่ที่นี่เลย?”
อีกคนหนึ่งกล่าวเสริม ดวงตาของเขาส่องประกายและเต็มไปด้วยความสงสัย
“ไม่ เบฮีมอทตนนี้มีตัวตนอยู่จริง มันอยู่ที่ดาวเคราะห์โลกของเราแน่นอน!”
“พวกแกก็เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในป้อมปราการแห่งนั้นไม่ใช่เรอะ?”
เสียงคำถามและความไม่พอใจดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การประชุมดำเนินไป หลี่จิ้งได้แต่ยืนมองทุกสิ่งอย่างเงียบๆ เขารู้สึกถึงความล้มเหลวในครั้งนี้และรู้ว่าการตามหาเบฮีมอทอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่พวกเขาคิดไว้
[เราควรทำยังไงต่อไป ท่านหลี่จิ้ง?]
[หรือพวกเราควรลองอีกครั้งไหม?]
ตอนนั้นอาซาเลียที่ลอยอยู่ข้างๆก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
หลี่จิ้งหันไปมองอาซาเลียก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“เราจะต้องหามันจนเจอ แม้ว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม เบฮีมอทยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง เราต้องไม่หยุดตามหามัน!”
แม้จะมีความผิดหวังและความสับสนในห้องนี้ แต่ทุกคนรู้ว่าเบฮีมอทยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องจัดการ และพวกเขาจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะพบมัน
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่รู้เลยว่าเบฮีมอทที่พวกเขามองหาอยู่นั้นได้ยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาตลอดเวลา
ถึงจะล้มเหลวไปครั้งหนึ่ง แต่ความมุ่งมั่นของสมาพันธ์โลกยังไม่หมดสิ้น หลี่จิ้งและคนอื่นๆเองก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาสั่งการให้ใช้ดาวเทียมทุกดวงที่สมาพันธ์มีอยู่ทั่วทั้งโลก เพิ่มขีดความสามารถในการสแกนขึ้นไปอีกระดับ
ระบบการสแกนจะถูกเปิดใช้เต็มกำลัง ถึงขั้นดึงพลังงานสำรองออกมาใช้ เพราะพวกเขาไม่ยอมรับการพ่ายแพ้ในครั้งนี้
“เปิดการสแกนอย่างเต็มกำลัง! เราไม่มีทางที่จะปล่อยให้เบฮีมอทหนีรอดไปได้!”
หลี่จิ้งสั่งการด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ดวงตาของเขาไม่เคยละออกจากหน้าจอ
อาซาเลียยืนยันคำสั่งด้วยการกดปุ่มบนแผงควบคุม หลายหน้าจอแสดงผลพร้อมกัน
แสงสีฟ้าและเขียววิ่งผ่านเส้นประสาทม่านตาอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับดาวเทียมทั้งหมด ดาวเทียมทุกดวงในวงโคจรของโลกถูกใช้งานเต็มที่ แผ่ขยายคลื่นสแกนไปทั่วทุกทวีป ทุกส่วนลึกของมหาสมุทร และทุกมุมมืดของโลก
ในห้องโถงควบคุมหลัก เหล่านักวิทยาศาสตร์และนักรบพันธุกรรมต่างจ้องมองจอภาพอย่างไม่กระพริบตา พวกเขารู้ดีว่าการสแกนในครั้งนี้เป็นความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะยืนยันการมีอยู่ของเบฮีมอท ถ้ามันยังคงหลุดรอดไปได้จริงๆ พวกเขาเหล่ามนุษย์ก็คงยอมแพ้พ่าย
[พลังงานของระบบดาวเทียมสแกนกำลังถึงขีดจำกัดแล้วค่ะ]
[ถ้าเราเพิ่มพลังงานมากกว่านี้ ระบบอาจเกิดการเสียหายได้]
ในตอนนั้นเสียงแจ้งเตือนก็ได้ดังขึ้น
ทำให้อาซาเลียต้องกล่าวออกมา เสียงของเธอแฝงความกังวล
“พวกเราไม่มีทางเลือก!”
หลี่จิ้งไม่ได้สนใจและตอบกลับด้วยเสียงที่หนักแน่น บรรยากาศในห้องควบคุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต่างจ้องมองการสแกนที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง
ใบหน้าของพวกเขาดูซีดเซียวและเต็มไปด้วยความกังวล พวกเขาไม่อยากเชื่อว่าสมาพันธ์โลกจะถูกเบฮีมอทชักนำไปสู่ความสิ้นหวังเช่นนี้
“ทำไมเรายังไม่พบเจออะไรเลย?”
“มันเป็นไปไม่ได้ที่เบฮีมอทจะหลบซ่อนตัวจากระบบสแกนทั้งหมดของเราได้”
ซวนหยวนกระซิบกับตัวเอง พลางขมวดคิ้วด้วยท่าทางที่สับสนเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันทันย่าที่นั่งเงียบอยู่ในมุมหนึ่งของห้องกลับหัวเราะเบาๆในใจ
เขารู้ดีว่าพวกเขาจะไม่สามารถหาเจอ เพราะความลับที่แท้จริงคือเขาเอง ทันย่าคือเบฮีมอทที่พวกเขากำลังค้นหา แต่เขาก็ปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างแนบเนียนจนไม่มีใครสงสัย
“แซงทัวรี่มันก็แค่ดาวเทียม”
“แกไม่มีทางที่จะหาฉันเจอ!”
ทันย่าคิดในใจ พลางยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน โรซาเลียที่นั่งอยู่ข้างๆทันย่า ก็รู้สึกถึงความตลกขบขันในสถานการณ์นี้
เธอเฝ้ามองผู้คนในห้องควบคุมที่ดูมืดครึมด้วยความเห็นใจปนกับความเย้ยหยัน ความพยายามของสมาพันธ์โลกในการตามหาเบฮีมอทนั้นดูไร้ผลและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ไม่ว่าพวกแกองค์กรทั้งหมดจะใช้ดาวเทียมไปมากแค่ไหนก็ตาม มันก็ไม่มีวันหาเจอ”
“ให้พวกเขาสแกนต่อไป พวกเขาก็แค่กำลังเสียเวลาไปกับการตามหาเงาของตัวเอง”
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ การสแกนของดาวเทียมดำเนินต่อไปจนถึงขีดจำกัด
[ปิ๊บ!ปิ๊บ! พลังงานถึงค่าขีดจำกัด ระบบกำลังโอเวอร์โหลด]
[คำเตือน แนะนำให้ปิดการทำงานของดาวเทียมโดยด่วน]
ระบบการสแกนได้ทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับยังคงเป็นศูนย์ ไม่มีร่องรอยของมอนเตอร์เบฮีมอทปรากฏขึ้นแม้แต่นิดเดียว
หลี่จิ้งถอนหายใจอย่างหนัก เขาเริ่มรู้สึกว่าการตามหาครั้งนี้อาจจะไร้ประโยชน์
“หยุดการสแกน!”
“เราใช้พลังงานไปมากพอแล้ว”
ชายชราสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ขณะที่ชายชราก็ได้พิงหลังลงบนเก้าอี้ของตนอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง
ทันใดนั้นระบบการสแกนได้ถูกปิดลง ดาวเทียมทั้งหลายที่โคจรรอบโลกค่อยๆลดการทำงานลง เสียงถอนหายใจดังขึ้นรอบห้องควบคุม ผู้คนที่มาร่วมงานต่างเริ่มพูดคุยกันด้วยความผิดหวังและความโกรธเคือง ความเงียบงันและความมืดครึ้มปกคลุมไปทั่วทุกที่ของอาณาเขต
พวกเขาไม่อยากยอมรับ แต่ความจริงก็คือ สมาพันธ์โลกพ่ายแพ้ในการตามหาในครั้งนี้
หลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในการค้นหาเบฮีมอทแต่ไม่ประสบความสำเร็จ สมาพันธ์โลกก็ต้องยอมรับความจริงอย่างไม่เต็มใจ
ดาวเทียมแซงทัวรี่ที่ถูกเตรียมพร้อมสำหรับทำลายล้างเบฮีมอทจะถูกเก็บไว้เป็นแผนสำรอง แม้จะไม่ได้ถูกยิงออกมาในครั้งนี้ แต่ก็ยังคงเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต หากเบฮีมอทปรากฏตัวอีกครั้ง
บรรยากาศในห้องควบคุมเต็มไปด้วยความผิดหวังและความสิ้นหวัง นักสู้พันธุกรรมและเจ้าหน้าที่ต่างเริ่มทยอยออกจากห้องไปทีละคน
ไม่มีใครพูดอะไร ความเงียบงันครอบคลุมไปทั่วพื้นที่ หลี่จิ้งมองดูทุกคนแยกย้ายกันไปด้วยใบหน้าที่มืดครึ้มลง แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่แววตาก็บ่งบอกถึงความรู้สึกผิดหวังอย่างชัดเจน
[คิกคิก กลับกันเถอะศิษย์รัก]
ทันย่าเฝ้ามองทุกสิ่งด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน เขารักษาความสงบและท่าทางเยือกเย็นไว้จนกระทั่งทุกคนแยกย้ายออกไป
จากนั้นเขาก็ออกจากสมาพันธ์อย่างเงียบๆ มุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์ของตน
“ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านอาจารย์เห็นหน้าของพวกมันหรือเปล่า ตาแก่หลี่จิ้ง ซวนหยวน หยางจินเหิน หรือทุกคน พวกมันดูแบบว่า..”
เมื่อมาถึงคฤหาสน์ ทันย่าเปลี่ยนจากความเงียบขรึมเป็นอารมณ์ที่เบิกบานยิ่งกว่าเดิม เขาอดกลั้นไม่ไหวจนถึงขั้นหัวเราะขึ้นอย่างหนัก
เขารู้สึกสนุกสนานกับสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับเกมที่เขาเล่นกับสมาพันธ์โลก และพวกเขาเป็นฝ่ายชนะอย่างสมบูรณ์
[ดูเหมือนว่าแผนของพวกเราจะสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีของโลกแห่งนี้ยังคงไม่อาจตรวจเบื้องลึกที่แท้จริงได้]
[แต่ต่อให้ตัวของเจ้าจะโดนตรวจสอบโดยเทคโนโลยีชั้นสูงภายในจักรวาล คุณสมบัติของยีนพันธุกรรมเบฮีมอทก็ยังคงแตกต่าง ยีนพันธุกรรมในร่างมนุษย์ได้ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แม้ผู้เป็นอมตะที่แท้จริงก็ยังแยกแยะไม่ออก]
อาจารย์ของทันย่าก็อยู่ที่นั่น เด็กสาวเห็นท่าทางของลูกศิษย์ก็หัวเราะออกมาเช่นเดียวกัน
“คิดว่าดาวเทียมเหล่านั่นจะหาฉันเจอได้จริงๆหรือ? พวกมันไม่รู้เลยว่าเบฮีมอทที่มองหาอยู่ตรงหน้าของพวกเขาตลอดเวลา”
[ใช่แล้ว พวกเขาถูกหลอกลวงได้ง่ายดายกว่าที่คิด ความคิดของพวกเขาจำกัดอยู่เพียงแค่กรอบเดิมๆที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง]
[พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าในบางครั้ง มอนเตอร์ก็อาจแปลงกายมาเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กรณีของเจ้าถือว่าเป็นที่สุด]
ดาวาลรีบกล่าวเสริมด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งสองพูดคุยกันด้วยความคึกคักและความสุขในใจ มันเหมือนกับการเฉลิมฉลองชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ทันย่าและอาจารย์ต่างเย้ยหยันให้กับความล้มเหลวของหลี่จิ้งและสมาพันธ์โลก
พวกเขาเห็นความพยายามของสมาพันธ์เป็นเรื่องขบขันและไร้สาระเลยก็ว่าได้
...
ใจเยนก่อนทั้งสอง อย่าคึกให้มาก 55+