
แม้จะติดใจสงสัยว่าคนขับรถมาส่งพ่อกับแม่เป็ใครกัน แต่ก็เป็เพียงชั่วประเดี๋ยวเพราะแเื่เริ่มทยอยกันมาถึงหน้างานอย่างคึกคักหล่อนจึงต้องทำหน้าที่เ้าภาพที่ดี ต้อนรับขับสู้ให้ความเป็กันเองชนิดที่หล่อนไม่มีวันลืมว่าการทำธุรกิจสักหนึ่งอย่างมันไม่ใช่เื่ง่ายดายอย่างที่คิดสักนิดโดยเฉพาะข้อขัดแย้งในตัวที่หล่อนเป็เสมอมา คือความเอาแต่ใจนั้นมักจะคอยเป็อุปสรรคให้งานที่ทำลุ่มๆดอนๆเป็ระยะ
แต่หล่อนก็ต้องฝืนยิ้มแย้มจนปากแทบจะฉีกแม้กระทั่งปริญญาโทยังสัพยอกอย่างเหลือเชื่อว่า “พี่ไม่คิดเลยว่าน้องสาวของพี่จะทำหน้าที่ดูแลแขกได้ดีขนาดนี้นึกว่าจะวีนแตกั้แ่งานยังไม่เริ่มซะอีก”
“ป๋าเป็ดไม่คิดจะเชื่อใจเลยหรือยังไงคะปูจ๋าบอกแล้วว่าคืนนี้จะพยายามควบคุมอารมณ์ ไม่วี้ดใส่ใคร...ไม่ว่าจะเบื่อหรือไม่พอใจแค่ไหนก็ตาม”
พี่ชายแตะที่ต้นแขนน้องสาวเบาๆแววตาอบอุ่นส่งกระแสไปถึงกัน “พี่ดีใจจริงๆที่ปูจ๋าดูแลตัวเองได้ดีขึ้นกว่าเดิมถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่มานะ”
ผู้เป็พี่เดินเลี่ยงออกไปแล้วโดยไม่ได้บอกว่าจะไปไหน แต่ไม่วายยังหันไปสั่งลีโอให้คอยดูแลคุณหนูปูจ๋าอย่างใกล้ชิด...แต่หล่อนก็ไม่ใคร่สนใจนักเมื่อเพื่อนที่นับว่าสนิทอย่างจัญจรีเดินสงบเสงี่ยมเงียบหงิมมาด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก
จัญจรีแต่งตัวได้เชยอย่างที่ปรีดิ์รติปรามาสไว้ด้วยการสวมสูทเข้ารูปสีพาสเทลหวานละมุนแต่แทนที่จะเปิดโชว์ความอิ่มเอิบ่หน้าอกจากการออกแบบเสื้อให้คอปกลึกเผยความเซ็กซี่กลับสวมเสื้อคอปกตัวในติดกระดุมจนมิด มิหนำซ้ำยังสวมกางเกงยาวจรดข้อเท้าเป็อันว่าปิดั้แ่บนยันล่าง แถมสีของเสื้อผ้าแม้จะดูสบายตาแต่มันเหมาะกับออกไปทำงานตามบริษัทเสียมากกว่ายิ่งเครื่องประดับอาภรณ์นั้นไม่มีสักชิ้นช่างโล้นไร้รสนิยมพอๆกับการแต่งหน้าซึ่งจืดชืด เปลือกตาก็ลงสีอ่อนพอๆกับลิปสติกพอดูรวมๆแล้วนอกจากเชย ไม่เหมาะกับงานกลางคืน ยังแอบคิดได้ว่า เป็คุณป้าดีๆนี่เอง
แต่จะติติงอย่างไรได้ในเมื่อทั้งสามร้อยหกสิบห้าวัน จัญจรีก็แต่งตัวโทนนี้มาแสนนาน...ครั้นจะให้มองผ่านโดยไม่เอ่ยปากจิกกัด ก็เห็นจะไม่ใช่คุณหนูปากร้ายอย่างหล่อนซะด้วย
“ทำไมไม่ใส่ชุดที่ฉันเลือกให้เธอล่ะเมื่อวานก็ลองซะดิบดี ชุดนั้นสวยออกจะตาย”
เพื่อนสาวก้มหน้างุดไม่กล้าเหลือบตาขึ้นมองเพราะว่าสายตาของสาวๆที่ยืนต้อนรับแขกตรงโต๊ะลงทะเบียนต่างมองมาทางนี้ด้วยแววขบขันกึ่งเยาะ
“ผึ้งไม่ชอบจริงๆนะมันโป๊เกินไป ไม่กล้าใส่ออกจากบ้านหรอก”
“เธอมันก็เป็ซะอย่างนี้แต่งตัวก็คุณป้า แถมยังทำท่าทำทางเหมือนพวกแม่ชีจำศีลอยู่แต่ในวัดแล้วเมื่อไหร่จะมีหนุ่มๆมาสนใจล่ะ”
ยิ่งถูกต่อว่า จัญจรีก็ยิ่งหลบตาหล่อนเป็อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรจนกลายเป็ความเคยชิน ต่อให้ถูกปรีดิ์รติพูดแดกดันโขกสับขนาดไหน ด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวมาตลอดเพราะตนเองเป็เพียงลูกสาวของแม่บ้าน ผู้ดูแลรับใช้ครอบครัววลัยลักษณ์มิอาจเอื้อมจะตีฝีปาก หรือเผยอหน้าไปเทียมเท่าตีตัวเสมอลูกของเ้านายดังนั้นจึงได้แต่ใช้ความเงียบเป็เกราะกำบังตนเสมอมา
“แล้วทำไมเธอถึงมาคนเดียวล่ะผึ้งยายพริ้มไปไหน ไม่ได้มาด้วยกันหรอกเหรอ”
นึกขึ้นได้ปรีดิ์รติก็ถามถึงพริมา...เมื่อยืนคุยอยู่หลายนาทีก็ไม่เห็นเงาเพื่อนสาวที่สนิทสนมอีกราย แต่กว่าจัญจรีจะตอบหล่อนเกือบจะขึ้นเสียงถามอย่างเคยชิน
“ไม่ได้มาด้วยกันนะแต่เมื่อกี้ฉันเห็นพริ้มกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ตรงลานจอดรถน่ะฉันยังนึกว่าเข้ามาข้างในงานแล้วซะอีก”
ปรีดิ์รติเผลอตัวยิ้มที่มุมปากแบบเยาะเล็กน้อย“สงสัยยายพริ้มจะเที่ยวเดินไปหว่านเสน่ห์ผู้ชายในงานแน่นอน”
กำลังคุยกับจัญจรีได้พักหนึ่งปรีดิ์รติก็เหลียวหาพี่ชายคนรอง จะเอ่ยถามว่าจนป่านนี้พี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้ยังไม่เห็นมาถึงงานเสียที ตอนนี้ก็จวนได้เวลาเริ่มงานแล้วหล่อนคงจะต้องไปด้านหลังเวที ไม่มีเวลาออกมาทักทายใครด้านหน้าอีกดังนั้นหล่อนจึงบ่นกระปอดกระแปดอย่างไม่จริงจังนักกับเพื่อนสนิท ที่ยังคงยืนตัวลีบไม่คุ้นเคยกับงานสังคมกลางคืน
“นี่ผึ้งเห็นป๋าเป็ดบ้างไหมบอกฉันว่าจะเดินไปตรงนี้แป๊บเดียว แล้วก็หายตัวไปเลย...ฉันวานเธอไปตามหาให้บ้างสิบอกว่าโทร.ตามพี่ปลาใหญ่กับแฟนของเขาทีงานจะเริ่มแล้ว...ฉันไม่ได้ถือโทรศัพท์ติดตัวมาน่ะ”
“เอาโทรศัพท์เครื่องฉันไหม” จัญจรีเสนอด้วยความหวังดี
ปรีดิ์รติพยักหน้ากำลังจะรับโทรศัพท์เครื่องนั้นมากดเบอร์โทร.ออกแต่กลับปรายตาไปพบร่างสูงของผู้ชายคนนั้น กำลังคุยอยู่กับใครอีกคนหนึ่งซึ่งกลุ่มคนบังจนเห็นไม่ถนัด จึงลืมสนิทที่จะกดโทรศัพท์ออกตามหาพี่ชายมัวแต่ชะเง้อชะแง้ไปยังเป้าหมาย...นึกไม่ถึงว่าหล่อนจะเห็นเขาเป็ระยะราวกับว่าเขาเป็ิญญาที่ล่องลอยอยู่รอบตัวนี่เอง
ต้องใช่นายนั่นแน่ๆ...นี่เขากล้าแฝงตัวมาในงานด้วยหรือนี่!
......................................................จบตอนที่ 2