ปึกธนบัตรสีแดงสดกองพะเนินอยู่บนเคาน์เตอร์ แม้จะยังไม่ได้นับ แต่แค่กวาดตามองปราดเดียว ทุกคนก็รู้ทันทีว่านี่คือเงินสดสองล้านหยวนตามที่หวังเหมิ่งบอกไว้ไม่ผิดแน่
ซุนเซวียนกับเหล่าซัพพลายเออร์ที่แห่กันมาทวงหนี้ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ซุนเซวียนหน้าถอดสีจนเขียวคล้ำ เขารีบก้าวฉับ ๆ ไปที่เคาน์เตอร์ คว้าเงินขึ้นมาปึกหนึ่งแล้วเริ่มตรวจสอบทันที
"นี่คุณ ทำแบบนี้หมายความว่าไง? คิดว่าเป็แบงก์ปลอมหรือไง"
หวังเหมิ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เริ่มหงุดหงิด เมื่อเห็นอีกฝ่ายดึงแบงก์ร้อยออกมาส่องกับไฟฟลูออเรสเซนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงเอ่ยเยาะเย้ยเสียงเย็น "ผมเพิ่งถอนออกมาจากธนาคารสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อกี้นี้เองนะ"
ซุนเซวียนโดนแขวะเข้าก็นึกอายจนหน้าแดงก่ำ เขาโยนปึกเงินกลับลงบนโต๊ะ หันหลังเดินดุ่ม ๆ ไปทางลิฟต์โดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อเห็นว่าตัวต้นเื่กำลังจะชิ่งหนี ชายวัยกลางคนก็ลนลานทันที เขารีบก้าวพรวดไปคว้าแขนซุนเซวียนไว้
"คุณชายเซวียน คุณจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้นะ! ถ้าคุณไป... แล้วพวกเราจะทำยังไง"
คำพูดนั้นเรียกสติซัพพลายเออร์คนอื่น ๆ ให้รู้ตัว พวกเขารีบกรูเข้าไปล้อมซุนเซวียนไว้แน่น บางคนถึงกับะโโวยวาย
"คุณชายเซวียน! ตอนแรกคุณเป็คนยุให้พวกเรามาบีบหนี้จากคุณซุนเองนะ พอเื่พลิกโผแบบนี้ คุณจะทิ้งกันดื้อ ๆ ไม่ได้สิ!"
"ใช่! คุณชายเซวียนจะหนีไม่ได้นะ แล้วไอ้ส่วนต่างค่าสินค้าสิบเปอร์เซ็นต์นั่น คุณจะชดใช้ให้พวกเราใช่ไหม"
"ไม่ใช่แค่เงินก้อนนี้นะ! ผลประโยชน์ที่คุณชายเซวียนรับปากพวกเราไว้ก่อนหน้านี้ ก็ต้องจัดการให้ครบทุกข้อด้วย!"
โดนรุมทวงหนี้แถมยังถูกแฉแผนการลับกลางแจ้ง ซุนเซวียนอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เขาเลิกสนใจซัพพลายเออร์พวกนี้ อาศัยจังหวะให้บอดี้การ์ดไม่กี่คนช่วยคุ้มกัน แล้วมุดหนีเข้าลิฟต์ไปอย่างทุลักทุเลทันที
เมื่อเห็นซุนเซวียนทิ้งพวกตนแล้วหนีเอาตัวรอด ชายวัยกลางคนและพรรคพวกก็ได้แต่สบตากันด้วยความจนใจ
ถึงตัวการจะชิ่งไปแล้ว แต่พวกชายวัยกลางคนก็ยังไม่ยอมแพ้ แม้ค่าสินค้าสิบเปอร์เซ็นต์จะไม่ใช่เื่ใหญ่ แต่พวกเขาเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ระยะยาวที่ซุนเซวียนเคยรับปากไว้มากกว่า
ตอนนี้เื่สัญญาค่อยกลับไปทวงทีหลัง แต่เงินสิบเปอร์เซ็นต์ที่โดนหักไป พวกเขาก็ไม่อยากเสียไปฟรี ๆ เช่นกัน ชายวัยกลางคนกลอกตาไปมา ก่อนจะหันกลับมามองซุนเสี่ยวเหยียน
ผู้หญิงคนนี้ก็แค่อยากรักษาหน้า ถ้าเรายอมอ่อนข้อให้สักหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะรอดตัว... เขาแอบคำนวณในใจ
คิดได้ดังนั้น ชายวัยกลางคนก็ส่งซิกให้ซัพพลายเออร์คนอื่น ๆ คนพวกนี้คบค้าสมาคมกันมาหลายปี แค่มองตาก็รู้ใจ ถึงจะไม่รู้แผนการแน่ชัด แต่เื่การอ่านสถานการณ์เอาตัวรอดน่ะเชี่ยวชาญนัก
ชายวัยกลางคนก้าวไปหยุดตรงหน้าซุนเสี่ยวเหยียน ปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วเอ่ยเสียงประจบประแจง
"คุณซุนครับ คุณก็เห็นว่าก่อนหน้านี้ที่พวกเราล่วงเกินคุณไป ส่วนใหญ่เป็เพราะถูกคนเป่าหูยั่วยุทั้งนั้น ตอนนี้พวกเราตาสว่างแล้วครับ คุณซุนเป็ผู้ใหญ่ใจกว้าง ช่วยปล่อยผ่านเื่นี้ไปสักครั้งเถอะนะครับ"
พอได้ยินแบบนั้น ซัพพลายเออร์คนอื่น ๆ ก็เข้าใจเจตนาทันที พวกเขาสบตากันแล้วรีบก้าวเข้ามาค้อมหัวพยักหน้าหงึก ๆ
"คุณซุนครับ ผู้ใหญ่ไม่ถือสาคนพาล พวกเราผิดไปแล้วจริง ๆ บริษัทยังต้องร่วมงานกันอีกยาว ดังนั้นค่าสินค้าสิบเปอร์เซ็นต์นั่น... อย่าหักเลยนะครับ"
"ใช่ครับคุณซุน! หลังจากนี้พวกเราจะยืนอยู่ข้างคุณแน่นอน ครั้งนี้ถือซะว่าพวกเราเป็แค่เศษฝุ่นเศษผง ปล่อยผ่านไปเถอะครับ!"
"ใช่ครับ พวกเราผิดไปแล้วจริง ๆ!"
ซุนเสี่ยวเหยียนปรายตามองกลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้ยังทำท่าจองหองพองขน มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"ถ้าคำขอโทษมันใช้ได้ผล... โลกนี้จะมีตำรวจไว้ทำไมล่ะคะ"
เหล่าซัพพลายเออร์ถึงกับอึ้งตะลึงงัน พวกเขาอุตส่าห์ยอมลดตัวลงมาง้อขนาดนี้ กะว่ายังไงก็ถือเป็การไว้หน้าซุนเสี่ยวเหยียนมากพอแล้ว ไม่นึกเลยว่าเธอจะเด็ดขาดไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น
ประโยคเมื่อครู่... ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าพวกเขาฉาดใหญ่แม้แต่น้อย!
สีหน้าของชายวัยกลางคนดูย่ำแย่ลงทันที เขาค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นจากท่าค้อมหัว น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็แข็งกร้าว
"คุณซุน คิดให้ดีนะครับ พวกเราเป็ซัพพลายเออร์หลักของเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล ถ้าพวกเราพร้อมใจกันระงับการส่งวัตถุดิบ สายการผลิตยาของคุณคง... หึหึ"
"หืม?" ซุนเสี่ยวเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วแค่นหัวเราะ "หมายความว่ายังไงคะ จะบอกว่าถ้าบริษัทฉันขาดคุณจางไปสักคน วัตถุดิบของเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอลถึงขั้นจะขาดแคลนเลยงั้นเหรอ"
"แค่วัตถุดิบในมือของพวกเราไม่กี่เ้านี้ รวม ๆ กันก็กินสัดส่วนถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของตลาดในจิงตูแล้ว ดังนั้น..."
พูดถึงตรงนี้ จางจงก็ชำเลืองมองหญิงสาวพร้อมกับยิ้มเยาะ "ทางที่ดีเราควรจะร่วมมือกันต่อไป น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ต่างคนต่างอยู่จะดีที่สุดครับ!"
"เหอะ!" ซุนเสี่ยวเหยียนแค่นเสียงเ็า
"พูดได้ดีนี่! น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง แต่วันนี้พวกแกเป็ฝ่ายล้ำเส้นมาเหยียบหัวฉันก่อน! เป็แค่ซัพพลายเออร์แต่กล้าสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองเป็เ้าของบริษัทงั้นเหรอ วันนี้ฉันก็อยากจะรู้นัก ว่าแกจะมีปัญญาทำให้ทุกคนยอมหันหลังให้เงินได้ยังไง!"
สิ้นคำพูด หญิงสาวก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วประกาศกร้าวต่อหน้าซัพพลายเออร์ทุกคน
"ในฐานะกรรมการบริหารและประธานบริษัทเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล ฉันขอประกาศยกเลิกสิทธิ์การเป็ซัพพลายเออร์ของจางจง และขึ้นบัญชีดำ ห้ามทำธุรกิจร่วมกันอีกตลอดกาล!
และเพื่อเป็การขยายกำลังการผลิตของเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล ฉันขอประกาศว่า ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เราจะปรับเพิ่มราคารับซื้อวัตถุดิบขึ้นอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ มีผลทันที!"
ประกาศิตทั้งสองประโยคสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในที่นั้น ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่เผยสีหน้ายินดีปรีดาออกมาอย่างปิดไม่มิด
แค่ราคารับซื้อเดิมของเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอลก็ถือว่าสูงเป็อันดับต้น ๆ ของตลาดอยู่แล้ว หากเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ นั่นแทบจะทะลุเพดานสูงสุดของวงการเลยทีเดียว!
มีหรือที่พ่อค้าซึ่งกุมวัตถุดิบไว้ในมือจะไม่ดีใจจนเนื้อเต้น
ทันใดนั้น สายตาหลายคู่ก็เปลี่ยนไปมองจางจงด้วยความเย้ยหยัน ชายวัยกลางคนหน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเขาก็ช็อกกับการทุ่มเงินฟาดหัวครั้งใหญ่ของซุนเสี่ยวเหยียนเช่นกัน
แต่แล้วจางจงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขารีบก้าวออกไปะโบอกซัพพลายเออร์ทุกคน
"ทุกท่าน! อย่าปล่อยให้ยัยเด็กเมื่อวานซืนนี่หลอกเอานะ! การเพิ่มราคารับซื้ออีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์จะทำให้ต้นทุนบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหลายล้านหยวนต่อไตรมาส สภาพของเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอลในตอนนี้... จะมีปัญญาจ่ายจริง ๆ น่ะเหรอ!"
พูดถึงตรงนี้ จางจงก็จงใจเว้นจังหวะ เพื่อปล่อยให้ทุกคนได้คิดตาม ก่อนจะตอกย้ำอีกระลอก
"ผมว่ายัยนี่ก็แค่ออกเช็คเปล่ามาหลอกพวกคุณเท่านั้นแหละ! อย่าไปหลงเชื่อเชียวนะ!"
"เอ๊ะ... จางจงพูดก็มีเหตุผลนะ"
"นั่นสิ ฟังดูทะแม่ง ๆ อยู่นะ..."
"มันก็เป็ไปได้นะ ถ้าตกลงไปแล้วกลายเป็เช็คเปล่า พวกเราก็ดีใจเก้อแถมขาดทุนยับเลยสิ!"
คำพูดของจางจงปั่นหัวผู้คนในที่นั้นให้เริ่มซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง ประเด็นหลักหนีไม่พ้นความกังขาในสภาพคล่องทางการเงินของซุนเสี่ยวเหยียนและเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล
เมื่อเห็นสถานการณ์ที่กำลังได้เปรียบถูกคำพูดปลุกปั่นไม่กี่คำพลิกกระดาน ซุนเสี่ยวเหยียนก็ลอบหัวเราะในใจ เธอไม่ได้ร้อนรนแก้ตัวอะไร แต่กลับหันไปมองหวังเหมิ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แทน
"ผู้จัดการหวังคะ วันนี้ฉันสั่งของจากซูเปอร์มาร์เก็ตเท่อิ่วไป ยอดรวมทั้งหมดเท่าไหร่... รบกวนช่วยประกาศให้ทุกคนทราบหน่อยได้ไหมคะ"
หวังเหมิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเข้าใจความหมายแฝง เขาแอบยกนิ้วโป้งชื่นชมในใจ
คุณซุนคนนี้ภายนอกดูบอบบาง แต่ชั้นเชิงธุรกิจเฉียบแหลมชะมัด!
เวลาโดนตั้งข้อสงสัยเื่สภาพการเงิน การพยายามอ้าปากแก้ตัวมีแต่จะยิ่งทำให้ดูน่าสงสัย ซุนเสี่ยวเหยียนจึงเลือกวิธีที่เหนือชั้นกว่า นั่นคือการยืมปากบุคคลที่สามอย่างเขามายืนยันความน่าเชื่อถือแทน
หวังเหมิ่งที่จ้องจะเกาะขาปลาตัวใหญ่อย่างเธออยู่แล้วรีบพยักหน้ารับ เขาจงใจก้าวออกมายืนด้านหน้าอย่างสง่าผ่าเผย
"สวัสดีครับทุกท่าน ผมเป็ผู้จัดการของซูเปอร์มาร์เก็ตเท่อิ่ว สาขาจิงตู เมื่อ่เช้าวันนี้ คุณซุนเพิ่งสั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่จากซูเปอร์มาร์เก็ตของเราเป็มูลค่าสิบล้านหยวน! และได้โอนเงินมัดจำล่วงหน้าสามสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็คือเงินสดสามล้านหยวนมาเรียบร้อยแล้ว ผมมีสัญญาตัวจริงยืนยันอยู่ตรงนี้ ใครไม่เชื่อ... เชิญเข้ามาตรวจสอบได้เลยครับ!"
พูดจบ หวังเหมิ่งก็ล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมา เปิดรูปภาพสัญญาแล้วชูหราให้ทุกคนในที่นั้นดูเต็มสองตา
แน่นอนว่าเขาไม่ได้พกสัญญาตัวจริงติดตัวมาหรอก แต่เพื่อจะเอาหน้ากับเ้านาย เขาจึงถ่ายรูปเอกสารส่งไปรายงานบอสใหญ่ของซูเปอร์มาร์เก็ตเท่อิ่วไว้ก่อนแล้ว ในเครื่องจึงมีหลักฐานมัดแน่น
พอได้ยินตัวเลขเ่าั้ ทุกคนในโถงทางเดินก็เบิกตากว้างอ้าปากค้างอีกรอบ
สั่งซื้อสินค้าทีเดียวสิบล้านหยวน! แถมยังจ่ายมัดจำล่วงหน้าเงินสด ๆ อีกสามล้านหยวน!
สภาพทางการเงินของคุณซุนและเทียนไห่ฟาร์มาซูติคอล... นี่มันอภิมหาเศรษฐีชัด ๆ!