บทที่ 5 ขึ้นบัญชีดำ (รีไรต์)
ทั้งสามคนร่วมงานกันมานาน เข้าใจความคิดของแต่ละคนได้เป็อย่างดีแม้จะไม่ได้พูดอะไร พอได้ยินน้ำเสียงเคร่งขรึมของเขา อีกสองคนก็เข้าใจทันที
โฮ่วต้าและโฮ่วเอ้อร์เลิกทำท่าทางตลกขบขันแล้วพูดว่า “เถ้าแก่ ทำไมถึงมาเปิดร้านในที่ห่างไกลแบบนี้ล่ะ”
“ใช่แล้ว แล้วที่นี่มีเมืองอาหารที่ไหนกัน”
เจียงอี้อิ่นเหลือบมองหน้าชายคนที่มีแผลเป็ เห็นได้ชัดว่าเป็หัวโจก สายตาจึงจับจ้องไปที่เขาพลางเอ่ย “เป้าหมายของฉันคือการสร้างเมืองอาหารขึ้นที่นี่ ร้านเจียนปิ่งเป็ก้าวแรกของเส้นทางอันยาวไกลของฉัน”
“แต่ที่นี่เป็พื้นที่อันตรายระดับ C นะ” โฮ่วต้าทำท่าไม่เข้าใจ “เถ้าแก่กล้าเปิดร้านที่นี่ แถมยังวางแผนจะขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้นอีก ช่างเป็คนที่มีความสามารถและกล้าหาญจริง ๆ ไม่รู้ว่าเป็ผู้มีพลังพิเศษระดับไหนกันนะ”
โฮ่วเอ้อร์เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย “พวกเราเป็ทีมหมาป่าจากฐานชางซิ่ง มีชื่อเสียงพอสมควรในบริเวณใกล้เคียง วันนี้ได้เจอกันในป่าถือว่าเป็โชคชะตา เรามาเป็เพื่อนที่ดีต่อกันดีกว่านะ”
โฮ่วต้าพูดต่อ “พวกเราเป็ผู้มีพลังพิเศษระดับสี่ ต่อไปถ้าเถ้าแก่้าอะไรก็มาหาพวกเราได้เลย”
แม้เขาจะพยายามทำท่าทางเป็มิตร แต่เวลาพูดคำว่า ‘้า’ ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังร่างกายส่วนล่างของหญิงสาวด้วยสายตาโลมเลีย ซึ่งเจียงอี้อิ่นจับพิรุธได้ทันที
สีหน้าของเธอเคร่งขรึมขึ้น เอ่ยตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม “ฉันแค่อยากทำธุรกิจ ไม่สนใจเป็เพื่อนกับใครทั้งนั้น พวกคุณจะซื้อเจียนปิ่งไหม ถ้าไม่ซื้อฉันจะปิดร้านพักผ่อนแล้ว”
เธอไม่อยากเห็นหน้าสองคนนี้อีก จึงก้มหน้าก้มตาทำท่าเก็บของ ทำให้มองไม่เห็นแววตาของชายที่มีแผลเป็บนใบหน้าส่งให้ลูกสมุนอีกสองคน
โฮ่วต้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที วิ่งปราดเดียวมาถึงที่เคาน์เตอร์ ตั้งท่าจะะโเข้ามาด้านใน
ผู้มีพลังพิเศษมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นในทุกด้าน เคาน์เตอร์สูงเพียงเมตรกว่า ๆ แบบนี้ไม่จำเป็ต้องออกแรงมากก็ะโข้ามได้ง่าย ๆ
นั่นคือความคิดของโฮ่วต้าเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน
เพราะเมื่อเขาะโขึ้นไปกลางอากาศ กลับรู้สึกเหมือนชนเข้ากับกำแพงที่แข็งแกร่งยากจะทำลาย ยิ่งไปกว่านั้น กำแพงนี้ยังมีแรงสะท้อนกลับที่รุนแรง ในพริบตาก็ผลักเขากระเด็นออกไปไกลหลายเมตร
เขาปรับท่วงท่าได้ทันท่วงที แต่ถึงอย่างนั้นการโจมตีครั้งนี้ก็กะทันหันเกินไป สุดท้ายก็ไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ต้องใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้ไม่งั้นคงล้มคะมำไปแล้ว
สีหน้าของทั้งสามคนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะโฮ่วเอ้อร์ที่ะโออกมา “ลูกพี่ เธอไม่ใช่คนธรรมดาเหรอ”
สายตาของชายที่มีแผลเป็พลันมืดมน “ไม่มีคลื่นความผันผวนของพลังพิเศษบนตัว ใกล้ ๆ ก็ไม่มีผู้มีพลังพิเศษคนอื่นซุ่มอยู่ ความสามารถประหลาดนี่มันอะไรกัน”
ในเมื่อพวกเขาไม่มีความจริงใจที่จะมาซื้อ เจียงอี้อิ่นก็ล้มเลิกความคิดที่จะอดทน จึงเรียกระบบขึ้นมา จดชื่อสามคนนี้ลงบัญชีดำ
ระบบดำเนินการทันที บันทึกใบหน้า ม่านตา ลายนิ้วมือ และเสียงของทั้งสามคนอย่างเงียบ ๆ จากนั้นก็ตั้งค่าให้เป็สมาชิกในบัญชีดำ วิธีนี้ต่อให้พวกเขาปลอมตัวมา ระบบก็จะแยกออกได้ทันที
ทั้งสามคนยังคิดหาวิธีเค้นความลับจากเธอ แต่ภาพตรงหน้ากลับค่อย ๆ พร่ามัว ทั้งร้านเจียนปิ่งและเถ้าแก่ที่ดูเหมือนจะรังแกง่ายก็หายไปจนไม่เห็นแม้แต่ร่องรอย แทนที่ด้วยสายลมที่พัดผ่านเข้ามา
ด้วยประสบการณ์การต่อสู้มากมาย พวกเขาหลบการโจมตีของงูเขียวไผ่กลายพันธุ์ไปได้อย่างฉิวเฉียด จากนั้นจึงพบว่าโฮ่วซานเพิ่งเหยียบลงไปบนรังงู ทำไข่งูแตกไปแล้วสองในสามฟอง ไข่ขาวไข่แดงไหลเจิ่งนองเต็มพื้น
งูเขียวไผ่กลายพันธุ์สูญเสียลูกน้อยไป ย่อมไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปแน่ ทั้งสามคนไม่มีเวลาให้คิดแล้วว่าทำไมเื่ถึงได้มาถึงจุดนี้ ทำไมอยู่ ๆ ถึงต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้แบบนี้ด้วย
ในเวลาเดียวกัน เจียงอี้อิ่นกำลังถามระบบอยู่ “พวกเขาไปไหนแล้ว”
[สุ่มส่งไปในรัศมีห้าสิบเมตรรอบ ๆ พื้นที่ปลอดภัย]
เจียงอี้อิ่นพยักหน้า เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของระบบอีกครั้ง ตราบใดที่เธออยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ก็ไม่ต้องกังวลเื่ใด ๆ ทั้งสิ้น
วันนี้ไม่มีลูกค้าจึงไปพักผ่อนที่ด้านหลัง ระหว่างนั้นก็ตื่นขึ้นมาเอาเนื้อวัวใส่ลงในน้ำพะโล้ แล้วกลับไปนอนอีกครั้ง
แต่ดูเหมือนว่าจะนอนเพลินไปหน่อย ตื่นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็เวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ถ้าจะให้นอนอีกก็คงนอนไม่หลับแล้ว
เธอจึงลุกขึ้นมาทำอาหารให้ตัวเอง เธอหั่นเนื้อวัวตุ๋นเป็ชิ้นบาง ๆ วางลงบนจาน ใส่เครื่องปรุงลงไปคลุกเคล้า คีบชิ้นเนื้อใส่ปาก เนื้อวัวตุ๋นเนื้อนุ่มรสชาติกลมกล่อม ทำให้เธอหลับตาพริ้มด้วยความพอใจ อดไม่ได้ที่จะอุทานว่า “เนื้อวัวตุ๋นอร่อยขนาดนี้ ต้องกินคู่กับเหล้าสิถึงจะดี น่าเสียดายจริง ๆ”
ร้านค้าระบบมีแต่เหล้าปรุงอาหารเท่านั้น เธอจึงต้องรินน้ำเต้าหู้พุทราให้ตัวเอง แค่นี้ก็ถือว่ามีทั้งของกินของดื่มแล้ว
อาจเป็เพราะเทคโนโลยีในวันสิ้นโลกได้รับความเสียหายหนัก ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนปลอดโปร่งและสวยงามกว่าที่เคยเป็ ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ซึ่งไม่มีทางเห็นได้ในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟ เธอหรี่ตาพยายามจำแนกกลุ่มดาว แต่ก็ล้มเหลวเพราะไม่มีประสบการณ์เลย
เมื่อเธอละสายตาจากท้องฟ้ากลับมา ก็เห็นศีรษะเล็ก ๆ ที่คุ้นเคย
เด็กน้อยคนเมื่อวานยังคงซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ต้นเดิม สายตาจับจ้องไปที่เนื้อวัวตุ๋นที่เหลืออยู่ครึ่งจาน
เจียงอี้อิ่นเกิดความคิดอยากจะแกล้งเด็กน้อยขึ้น จึงคีบเนื้อวัวตุ๋นชิ้นบางขึ้นมาเขย่าเบา ๆ น้ำมันไหลเยิ้มตามแผ่นเนื้อ สะท้อนแสงระยิบระยับชวนน้ำลายสอ
เด็กคนนั้นจ้องมองเนื้อตรงหน้าตาเป็มัน กลืนน้ำลายเสียงดังลั่น แม้จะอยู่ไกลก็ยังได้ยิน
“อยากกินเหรอ” เธอหยอกล้อต่อ “งั้นก็เข้ามาสิ”
อีกฝ่ายกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ กับคำพูดของเธอ ไม่รู้ว่าฟังไม่รู้เื่หรือไม่กล้ากันแน่
เธอจึงยัดเนื้อวัวตุ๋นทั้งชิ้นเข้าปากอย่างใจร้าย ฟันเคี้ยวเนื้อตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อย สักพักก็ถอนหายใจอย่างพึงพอใจ
“เนื้อนุ่มมาก กลิ่นก็ห๊อมหอม มีรสเผ็ดเล็กน้อยกระตุ้นต่อมรับรส อร่อยเหาะอย่าบอกใคร เรียกได้ว่าเป็เนื้อตุ๋นชั้นเลิศ ฝีมือฉันยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิมเลยนะเนี่ย”
โครกคราก~
โอ้โห เสียงกลืนน้ำลายกับเสียงท้องร้องประสานเป็เพลงเชียวแฮะ
มองน้ำลายนั่นสิ ยืดเป็เส้นยาวถึงอกแล้ว
เธอทั้งรู้สึกขบขันและเห็นอกเห็นใจ สุดท้ายจึงยอมเลิกแกล้งเด็กน้อย หั่นเนื้อวัวตุ๋นอีกจาน แล้วทำน้ำเต้าหู้พุทราหนึ่งแก้ว
เมื่อเครื่องทำน้ำเต้าหู้ทำงาน เด็กน้อยก็ใหดตัวกลับไปหลังต้นไม้ เธอจึงรีบเรียกเขาเอาไว้ “อย่าเพิ่งไปสิ ฉันกินของพวกนี้ไม่หมดหรอก”
ข้างหลังต้นไม้ยังคงเงียบสงัด เธอไม่กล้าก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเพื่อดูว่าเด็กคนนั้นยังอยู่หรือไม่ จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
แต่พอเครื่องทำน้ำเต้าหู้หยุดทำงาน หัวเล็ก ๆ นั่นก็โผล่ออกมาอีกครั้ง
ไม่จำเป็ต้องกังวลเื่สิ้นเปลืองอาหาร เจียงอี้อิ่นคลี่ยิ้มกว้าง หลังจากห่ออาหารทั้งสองอย่างเสร็จแล้ว จู่ ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมา เธอยกน้ำเต้าหู้ของตัวเองขึ้นจิบหนึ่งคำท่ามกลางสายตาที่จ้องมาของเด็กน้อย
จากนั้นก็ส่งถุงอาหารให้ด้วยท่อนไม้เล็ก ๆ
เด็กน้อยคว้าถุงอาหารไปอย่างรวดเร็ว เมื่อจะอ้าปากกินก็เงยหน้ามองเธอด้วยท่าทางลังเลเล็กน้อย
เจียงอี้อิ่นยิ้มให้กำลังใจ
เขาเอียงปากแนบกับขอบแก้วน้ำเต้าหู้อย่างงุ่มง่าม เลียนแบบท่าทางของเธอแล้วจิบน้ำเต้าหู้หนึ่งคำ
เหมือนจะเรียนรู้ได้แล้ว เธอชูนิ้วโป้งขึ้นอยากชมเชย แต่กลับทำให้เด็กน้อยใ เขากำถุงในมือแน่นแล้ววิ่งหายไปในพริบตา
เจียงอี้อิ่นยักไหล่ เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์จัดการอาหารของตัวเองต่อ
ความมืดในยามราตรีปกคลุมทั่วป่ารกร้าง ด้วยความสามารถของเธอ ทำให้มองไม่เห็นเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาจ้องมองการกระทำของเธอเขม็ง แล้วก็เลียนแบบเธอด้วยการหยิบตะเกียบขึ้นมา แต่พบว่าตะเกียบติดกันแน่น เขาพยายามแยกมันอย่างเอาเป็เอาตาย แกร๊ก! ตะเกียบหักเป็สองท่อน
เด็กน้อยชะงัก มองตะเกียบที่กลายเป็ไม้สั้น ๆ สองท่อนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็โยนตะเกียบทิ้งอย่างหมดอาลัยตายอยาก สองมือฉีกถุงออกหยิบเนื้อวัวตุ๋นหนึ่งกำยัดเข้าปาก ก่อนหลับตาลงอย่างมีความสุข