บทที่ 13
เื่วุ่นวายในเมือง
นี่เป็ครั้งที่สองที่สวีหยางพบเจอคนของกองเนตร์ บุรุษสองคนนั้นไม่ธรรมดาเลยพวกเขาเป็ระดับปราณโลหิตขั้นปลาย ลมปราณภายในร่างกายของพวกเขานั้นแข็งแกร่งมาก เรียกว่าอยู่ในคนละระดับกับหัวหน้ามือปราบซูที่เขาสังหาร
แต่ทว่าสวีหยางตอนนี้เองก็ไม่ใช่เขาในตอนที่สังหารหัวหน้ามือปราบซูผู้นั้นแล้ว ใน่หลายวันที่ผ่านมาขอบเขตของเขาเพิ่มขึ้น และระดับของเคล็ดวิชาของเขาเองก็เพิ่มขึ้น
เพราะแบบนั้นถ้าเกิดเผชิญหน้ากับคนทั้งสองด้านหน้า สวีหยางคิดว่าตนเองสามารถสังหารได้อย่างแน่นอน แต่ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าพวกมันเป็คนของกองเนตร์
สำหรับกองเนตร์ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการเื่ผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ ก็ย่อมไม่สามารถมองคนในกองเนตร์ในระดับเดียวกับผู้ฝึกยุทธ์ด้านนอกได้
แต่สวีหยางเองก็ไม่ธรรมดาต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ของกองเนตร์ วิชาที่พวกมันฝึกฝนในอายุเพียงแค่นี้มากสุดก็มีเพียงแค่สองถึงสามเคล็ดวิชาเท่านั้น แถมความสำเร็จในเคล็ดวิชาพวกนั้นอาจจะไม่สูงด้วยซ้ำ ระดับพลังของพวกมันย่อมไม่ได้แข็งแกร่งกว่าเขาในตอนนี้ ที่เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนมีถึงเจ็ดเคล็ดวิชาและแต่ละเคล็ดวิชายังทะลวงไปถึงระดับที่สูงกว่าขีดจำกัด
ส่วนเกี่ยวกับท่าทางที่ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาของพวกมัน สวีหยางไม่ได้รู้สึกโกรธเกรี้ยวอันใด คนเราถ้าเกิดว่าจะมีอารมณ์กับทุกอย่างก็ไม่ใช่เป็พวกไร้สมองไปแล้วหรอกหรือ
แล้วอีกอย่างนึงการที่คนพวกนั้นไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ในทางกลับกันเขาเองก็ไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตาเช่นเดียวกัน
สวีหยางปิดประตูลงหลังจากนั้นก็กลับไปนอนลงที่เก้าอี้หวายตัวเดิม หลังจากเอนกายลงแล้วสวีหยางก็หลับตาลงในทันที เขาจำเป็จะต้องนอนให้มากขึ้นอีกเพราะเคล็ดวิชาของเขานั้นใกล้ที่จะทะลวงระดับแล้ว
…
อีกสิบวันต่อมา
เวลาผ่านไปรวดเร็วเป็อย่างยิ่งั้แ่วันที่มีคนจากองเนตร์มาเคาะประตูบ้าน หลังจากนั้นก็ผ่านมาถึงสิบวันแล้ว
ใน่สิบวันที่ผ่านมาสวีหยางเองก็ใช้ชีวิตอย่างปกติของตนเอง เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตยังคงใช้ไปกับการนอนหลับ
แต่นอกจากการนอนหลับแล้วเขาก็มีกิจกรรมเล็กๆน้อยๆบาง อย่างเช่นการไปเดินเล่นหรือไม่ก็ไปซื้อสุราที่ร้านสุราหมื่นลี้
ใน่นี้ก็มีพี่ใหญ่จางที่ยังคงมักจะแวะมาพูดคุยบ้าง โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็พี่ใหญ่จางที่มักจะพูดคุยเกี่ยวกับเื่ต่างต่างภายในเมืองที่เกิดขึ้นใน่นี้ให้เขาฟัง
แน่นอนว่าสวีหยางย่อมยินดีเป็อย่างยิ่ง เป็เพราะว่าสำหรับคนธรรมดาทั่วไปและมือปราบที่เป็วงในแล้ว เื่ที่พวกเขารู้ย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เื่ที่พี่ใหญ่จางมักจะมาเล่าให้ฟังก็เป็เื่ที่คนธรรมดาภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้ไม่รู้ หรือไม่ก็รู้เพียงแค่เื่ผิวเผินเท่านั้น
อย่างเช่นใน่นี้เื่ที่น่าจะใหญ่ที่สุดของเมืองไป๋สือมีอยู่สองเื่ เื่แรกสวีหยางรู้อยู่แล้วก็คือเื่ของสัตว์อสูรที่กำลังออกอาละวาดอยู่บริเวณรอบรอบเมืองไป๋สือ
ในตอนนี้ผ่านมาหลายวันแล้วคนที่ออกตามล่าสัตว์อสูรพวกนั้นคือทหารของกองทัพ แต่พวกเขาเองก็ยังไม่พบเจอสัตว์อสูรที่ออกอาละวาด และยัง
คงมีคนธรรมดาหรือหมู่บ้านที่โดนจู่โจมอยู่เป็ระยะๆ แต่ถือว่าโชคยังดีที่สัตว์อสูรพวกนั้นยังคงไม่กล้าเข้ามาอาละวาดภายในเมือง ความปลอดภัยภายในเมืองนั้นยังถือว่าดีอยู่ ถึงอย่างไรภายในเมืองก็มีทั้งกองทัพและคนของกองเนตร์
ส่วนเื่ที่สองที่เป็เื่ใหญ่ในเมืองไป๋สือ คือเื่ของพรรคหมัดเหล็กที่โดนทำลาย
พรรคหมัดเหล็กคือพรรคของกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ที่รวมตัวกันในเมือง ภายในเมืองไป๋สือมีขั้วอำนาจของราชสำนักทั้งสามอย่าง จวนเ้าเมือง กองทัพพิทักษ์เมือง และกองเนตร์ รองลงมาคือตระกูลขุนนางใหญ่ทั้งสาม และนอกรองลงมาจากตระกูลใหญ่ทั้งสาม มันก็คือพรรคและกลุ่มใต้ดินในเมืองไป๋สือ
กลุ่มพรรคพวกนี้จะเป็การรวมตัวกันของผู้ฝึกยุทธ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วพรรคพวกนี้ก็มักจะอยู่ใต้ตระกูลใหญ่หรือไม่ก็กลุ่มกองใหญ่ในเมือง ทำหน้าที่เป็แขนและขาทำเื่ที่ไม่อาจเปิดเผยให้กับพวกผู้มีอำนาจ
ส่วนพรรคหมัดเหล็กแห่งนั้นค่อนข้างที่จะพิเศษ เพราะพรรคหมัดเหล็กเป็พรรคของผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจหรือเป็แขนขาให้กับเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองไป๋สือพวกนั้น
ประมุขของพรรคหมัดเหล็กเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณโลหิตขั้นปลาย สามารถใช้พลังของตนเองสร้างจุดยืนในเมืองแห่งนี้ได้แล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้สวีหยางชื่นชมพรรคหมัดเหล็กแห่งนี้ ก็เพราะว่าพวกเขาไม่ได้กดข่มคนธรรมดาเหมือนกับพวกพรรคและกลุ่มใต้ดินกลุ่มอื่นๆ
พรรคหมัดเหล็กทำกิจการที่ถูกกฏหมายเป็การรับคุ้มกันสินค้า สามารถพูดได้ว่าในโลกที่ผู้มีอำนาจเป็ใหญ่เช่นนี้ พรรคหมัดเหล็กยังถือว่าเป็พรรคที่มีคุณธรรมอย่างหาได้ยาก
แต่ว่าในตอนนี้พรรคหมัดเหล็กแห่งนั้นกับโดนทำลายไปเรียบร้อยแล้ว สมาชิกภายในพรรคทั้งหมดโดนสังหารจนไม่เหลือ
เกี่ยวกับเื่นี้ข่าวที่ถูกปล่อยออกไปทำให้คนในเมืองรู้ว่าพรรคหมัดเหล็กไปรับคุุ้มกันสินค้าต้องห้าม จากนั้นก็โดนพลังอำนาจจากนอกเมืองทำลายไป
แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่คนภายในเมืองรู้เป็ข่าวที่พวกผู้มีอำนาจสร้างขึ้นเพื่อตบตาผู้คน แต่สำหรับสิ่งที่พี่ใหญ่จางเล่าให้เขาฟังไม่ได้เป็แบบนั้นเลยสักนิด
การโดนทำลายของพรรคหมัดเหล็กในครั้งนี้ มันก็เป็เพราะ ตระกูลเกา
เื่ของเื่ต้องพูดถึงประมุขแห่งพรรคหมัดเหล็ก เขามีบุตรสาวคนนึงที่งดงามเป็อย่างยิ่ง ภายในเมืองไป๋สือชื่อเสียงของนางก็ไม่ธรรมดา เป็ที่หมายปองแก่บุรุษมากมายภายในเมือง
แต่เมื่อหลายวันก่อนในตอนนั้นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเกากลับมาที่เมืองไป๋สือ คุณชายใหญ่ตระกูลเกาผู้นี้ออกไปศึกษานอกเมืองไป๋สือ นานๆจะกลับมาที่ตระกูลสักครั้ง
แต่หลังจากกลับมาครั้งนี้อีกฝ่ายได้ยินชื่อเสียงของบุตรสาวของประมุขพรรคหมัดเหล็ก จากนั้นคุณชายใหญ่เกาผู้นั้นก็ให้คนของตนเองไปจับตัวนางมา
เื่หลังจากนั้นก็ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ได้ในทันทีเป็โศกนาฏกรรมครั้งนึง คุณชายเกาผู้นั้นย่ำยีนางจนตาย ใช้คำว่าย่ำยีจนตายไม่ใช่นางเป็คนฆ่าตัวตาย
คุณชายเกาผู้นั้นย่ำยีนางและทรมานนางจนตาย ประมุขพรรคหมัดเหล็กที่ได้รู้เกี่ยวกับเื่นี้ก็พิโรธเป็อย่างยิ่ง ถึงกับบุกไปยังตระกูลเกาด้วยตนเอง
แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นประมุขแห่งพรรคหมัดเหล็กกลับออกมาอีก และพรรคหมัดเหล็กแห่งนั้นก็โดนทำลายในชั่วข้ามคืน
สวีหยางที่ได้ฟังเื่แล้วก็ต้องถอนหายใจ นี่ทำให้เขานั้นได้รู้มากขึ้นไปอีกว่าบนโลกที่บ้าคลั่งแห่งนี้ สิ่งที่จะทำให้มีชีวิตรอดได้ไม่ใช่ความดีหรือความชั่ว มีเพียงแค่พลังที่แข็งแกร่งเท่านั้น
ขอเพียงแค่มีพลังที่แข็งแกร่งมากพอ ต่อให้เป็กฎหมายหรือว่ากฎระเบียบอะไร ก็สามารถเมินเฉยได้ทั้งสิ้น
อย่างเช่นการกระทำของตระกูลเกาในครั้งนี้ แน่นอนว่าเป็การกระทำที่ชั่วช้าเป็อย่างยิ่ง แต่สุดท้ายแล้วเื่ที่ผู้คนภายในเมืองล่วงรู้ก็คือพรรคหมัดเหล็กไปรับคุ้มกันสินค้าต้องห้ามบางอย่างจนโดนทำลายล้าง
ถามว่าทำไมเป็เช่นนี้นั่นก็เป็เพราะว่าตระกูลเกา เป็ตระกูลที่อยู่ฝ่ายเดียวกับจวนเ้าเมืองที่ปกครองเมืองไป๋สือแห่งนี้นั่นสิ
สุดท้ายโลกใบนี้ทุกอย่างแทบจะถูกตัดสินด้วยความแข็งแกร่ง
สวีหยางที่นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวาย มองการเปลี่ยนใน่สิบวันที่ผ่านของตนเองบนหน้าต่างระบบ
[ชื่อ สวีหยาง ระดับ ปราณโลหิตขั้น 9 ]
[เคล็ดวิชา ลมหายใจพื้นฐาน ขั้น 11 [19700/102400] ดาบปราบมาร ขั้น 11 [19700/102400] เคล็ดวิชากายาหยก ขั้น 10 [19400/51200] เคล็ดวิชากายาเหล็กดำ ขั้น 10 [19400/51200]เคล็ดวิชาผลาญโลหิต ขั้น 10 [19400/51200] เคล็ดวิชาล่องเมฆา ขั้น 10 [19400/51200] เคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลา ขั้น 10 [19400/51200] ]
“ใกล้แล้ว..” สวีหยางพึมพำออกมา
ใน่สิบวันที่ผ่านมาเคล็ดวิชาทั้งหมดยกระดับอีกครั้ง เคล็ดวิชาใหม่ทั้งห้าเคล็ดวิชาของเขา ยกระดับขึ้นสู่ขั้นสิบ และสองเคล็ดวิชาแรกของเขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นสิบเอ็ด ไม่เพียงเท่านั้นระดับของเขาเองก็เพิ่มขึ้นเป็ปราณโลหิตขั้นเก้าด้วย
ด้วยระดับของเคล็ดวิชาที่เขาเพิ่มขึ้นในตอนนี้ คาดว่าหลังจากนี้ความรวดเร็วในการทะลวงขั้นของเขาน่าจะเพิ่มขึ้นอีก
เพราะยิ่งระดับของเคล็ดวิชาและความสำเร็จของเคล็ดวิชายิ่งสูง ลมปราณที่กัดเกลาได้จากการฝึกฝนเคล็ดวิชาพวกนั้นก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วยขอบเขตก็จะยิ่งยกระดับเร็วขึ้น
สำหรับสวีหยางในตอนนี้เขาคิดว่าอีกไม่นานเขาก็จะทะลวงเข้าสู่ปราณโลหิตขั้นสิบ จากนั้นก็ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์
แล้วเมื่อเขาทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้สำเร็จ ความปลอดภัยของเขาภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีก
เกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นกับพรรคหมัดเหล็กในครั้งนี้ มันยิ่งกระตุ้นให้สวีหยาง้าพลังที่จะปกป้องตนเองมากขึ้นไปอีก