ตอนที่ 182 อาหารเสริมบำรุงผู้ชาย
ตอนที่ 182 “นี่น่ะเหรอข้าวผัดรถไฟอร่อยมากจริงๆ” คิริฮาระพ่อของยูมิเอ่ยปากชมเมื่อได้ลองชิมข้าวผัดรถไฟที่ดนัยทำเผื่อให้เขาด้วยอีกจาน “นั่นสิคะฉันคิดว่ามันอร่อยกว่าข้าวผัดปกติที่ขายตามร้านอาหารอีกนะคะโดยเฉพาะเรื่องกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ที่เหมือนกลิ่นน้ำตาลไหม้แบบนี้” ยูมิเองก็คิดว่ามันอร่อย “อ๋อนั่นเป็นกลิ่นกระทะน่ะครับ” ดนัยอธิบายที่มาของกลิ่นที่ยูมิพูด “หือกลิ่นกระทะที่ปกติจะมีในอาหารจีนน่ะเหรอไม่ใช่ว่ามันต้องเป็นอาหารจีนหรือไง” คิริฮาระพ่อของยูมิพูดก่อนจะมองไปที่กระทะของดนัยที่เป็นกระทะเทฟล่อน “อ๋อคุณพ่อคงเห็นว่าผมใช้กระทะเทฟล่อนแต่ทำให้มีกลิ่นกระทะได้คงแปลกใจสินะครับเพราะปกติอาหารจะมีกลิ่นกระทะก็ต่อเมื่อใช้กระทะเหล็ก...คือแบบนี้ครับที่จริงแล้วสมัยนี้มันมีพวกเครื่องปรุงที่ทำให้แสดงกลิ่นกระทะได้อยู่น่ะครับ” ดนัยบอกพลางเดินไปหยิบเครื่องปรุงที่ว่าออกมาให้ดูซึ่งมันก็คือซีอิ้วหวานกลิ่นคั่วกระทะนั่นเองเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พึ่งออกมาเมื่อไม่นานมานี้ “เห...สมัยนี้มีเครื่องปรุงแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ยดูจากยี่ห้อแล้วเป็นของไทยสินะ” คิริฮาระพ่อของยูมิมองดูเครื่องปรุงในมือของดนัยก็นึกแปลกใจ “ว่าแต่ดนัยคะทำไมตอนไปที่ประเทศไทยกับดนัยทำไมถึงไม่มีเมนูข้าวผัดรถไฟนี่ให้กินเลยล่ะคะหรือจะต้องไปซื้อที่บนรถไฟ” ยูมิถามเพราะเธอไปไทยกับดนัยตั้งหลายวันแต่ไม่เคยได้กินเมนูนี้เลยซึ่งเวลาไปร้านอาหารดนัยก็สั่งข้าวปัดปูหรือข้าวผัดกุ้งให้เธอเหมือนกันแต่เธอไม่เห็นดนัยสั่งเมนูที่ชื่อข้าวผัดรถไฟนี่ให้เธอเลย “สมัยนี้ไม่มีขายบนรถไฟแล้วครับถ้าเป็นสมัยก่อนล่ะก็ต้องซื้อกินบนรถไฟเท่านั้น” ดนัยนึกถึงประวัติของข้าวผัดรถไฟซึ่งมีมาตั้งแต่ 70 - 80 ปีก่อน ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางจากกรุงเทพไปหัวหินด้วยรถไฟจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง 5 ชั่วโมงและด้วยเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นย่อมเป็นธรรมดาที่ผู้โดยการจะหิวกรมการรถไฟจึงจัดบริการตู้ขายอาหารขึ้นมาบนรถไฟซึ่งเมนูยอดฮิตตอนนั้นก็คือข้าวผัดซีอิ้วดำและด้วยการที่มันขายอยู่บนรถไฟผู้โดยสารจึงเรียกกันว่าข้าวผัดรถไฟจนติดปากและหลังจากนั้นข้าวผัดรถไฟก็เริ่มกลายเป็นเมนูยอดฮิตและเริ่มแพร่หลายกระจายไปทั่วตามร้านอาหารตามสั่งต่างๆ “เห...เพราะขายบนรถไฟถึงเรียกว่าข้าวผัดรถไฟสินะคะ” ยูมินึกไม่ถึงว่าที่มาของข้าวผัดรถไฟจะง่ายแบบนี้เพราะว่าแค่ถูกขายบนรถไฟก็ถูกเรียกข้าวผัดรถไฟแล้ว “ใช่ครับชื่อที่มามันมาง่ายๆแบบนั้นแหละครับส่วนเรื่องที่คุณยูมิไม่ได้ลองทานตอนอยู่ไทยเป็นเพราะข้าวผัดรถไฟแบบสีดำๆแบบนี้มันไม่มีขายตามร้านอาหารครับส่วนใหญ่จะขายอยู่ตามร้านอาหารตามสั่งข้างทางเล็กๆเท่านั้น” ดนัยบอก “แปลกจังทำไมของอร่อยแบบนี้ร้านอาหารถึงไม่ทำกันนะ” ยูมิอดสงสัยไม่ได้ “เพราะสีมันไม่น่ากินสินะ” คิริฮาระพ่อของยูมิดูเหมือนจะรู้เหตุผล “ถูกต้องครับเพราะสีมันไม่น่ากินร้านอาหารถึงไม่นิยมเอาข้าวผัดรถไฟลงไปในเมนูของตัวเองร้านอาหารส่วนใหญ่ก็เลยเอาแต่พวกข้าวผัดแบบจีนที่ใช้เกลือใช้เนยเค็มอะไรพวกนั้นลงในเมนูกันหมดแถมข้าวผัดแบบจีนรสมันจืดด้วยครับเหมาะสำหรับกินคู่กับข้าวที่ขายจะขายในร้าน” ดนัยอธิบาย “อ๋อ...เพราะแบบนี้นี่เองเพราะถ้าร้านอาหารขายเมนูข้าวผัดรถไฟแบบนี้ด้วยรสชาติที่เข้มข้นของมันทำให้กินข้าวผัดเพียงอย่างเดียวก็คงอิ่มแล้ว...ต่างจากข้าวผัดแบบจีนสีเหลืองทองที่รสชาติจืดๆต้องกินคู่กับข้าวรสจัด” ยูมิพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นดนัย...ยูมิ...และคิริฮาระพ่อของเธอก็ใช้เวลาคุยกันอยู่ในห้องของดนัยเกือบอีกครึ่งชั่วโมงก่อนยูมิจะเริ่มไล่พ่อของเธอกลับเพราะเธอกับดนัยต้องพักผ่อน หลังจากคิริฮาระพ่อของยูมิยอมกลับดนัยและยูมิก็เดินลงมาส่งที่ข้างล่างหอพักซึ่งมีรถของตระกูลซานาดะจอดรอรับอยู่ “ยังไงวันหยุดหนูก็พาดนัยเขามาที่บ้านหน่อยนะลูก” คิริฮาระบอกยูมิลูกสาวตน “ได้ค่ะพอเอาไว้วันหยุดตรงกันเมื่อไหร่อีกทีหนูจะพาดนัยไปที่บ้านนะคะ” ยูมิพยักหน้า “แล้วก็ดนัยฝากดูแลลูกสาวฉันด้วยนะอย่าทำให้เธอเสียใจล่ะเพราะถ้าทำให้ลูกสาวฉันเสียใจล่ะก็ฉันจะใช้อำนาจทั้งหมดของตระกูลซานาดะทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าลูกสาวฉันสักหนึ่งร้อยเท่าเลย” คิริฮาระหันมาขู่ดนัย “ครับคุณพ่อผมจะไม่ทำให้เธอเสียใจเด็ดขาด” ดนัยพยักหน้าพร้อมกับให้สัญญา “แล้วก็นี่เอานี่ไปกินด้วยสิ” คิริฮาระยกมือส่งสัญญาณให้คนขับรถของเขาซึ่งพอคนขับรถได้รับสัญญาณเขาก็ลงจากรถมาพร้อมกับกล่องอะไรบางอย่าง หมับ !! คิริฮาระส่งกล่องที่คนขับรถของเขานำมาให้กับดนัย “อะไรคะคุณพ่อ” ยูมิสงสัยซึ่งดนัยเองก็สงสัยเช่นกันเขาจึงอ่านฉลากข้างกล่อง อาหารเสริมบำรุงเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและโดพามีน ดนัยอ่านฉลากข้างกล่องและเมื่อพยายามนึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับฮอร์โมนสองตัวนี้เขาก็หน้าขึ้นสีเพราะในฐานะหมอเขารู้จักฮอร์โมนสองตัวนี้ดี ซึ่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนนั้นเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับการกระตุ้นฮอร์โมนทางเพศส่วนโดพามีนนั้นคือฮอร์โมนทางประสาทมันจะหลั่นออกมาก็ต่อเมื่อรู้สึกมีความสุขหรืออะไรทำนองนั้นหรือก็คือกล่องเครื่องดื่มบำรุงนี่ก็คือเครื่องดื่มกระตุ้นอารมณ์ทางเพศนั่นเอง “เอาเป็นว่าดนัยเธอกินมันทุกวันก็แล้วกันนะกินหมดเมื่อไหร่เดี๋ยวจะเอามาให้ใหม่นะ” คิริฮาระยิ้มออกมาจากนั้นเขาก็หันหลังเดินเข้าไปในรถและสั่งให้คนขับรถออกรถมุ่งตรงกลับบ้านทันที “มันคืออะไรเหรอคะดนัย” ยูมิที่สงสัยพยายามจะหยิบเอากล่องที่อยู่ในมือของดนัยมาอ่านฉลากดูแต่ดนัยที่เห็นแบบนั้นเขาก็รีบเอามันหลบ “เอ๋...ขอดูหน่อยสิคะว่าพ่อให้อะไรกับดนัยน่ะพ่อบอกว่าให้ดนัยกินมันทุกวันแสดงว่าเป็นของกินสินะคะ” ยูมิที่เห็นดนัยชักมือหลบก็ยิ่งสงสัย “เอ่อ...คือมันเป็นอาหารเสริมน่ะครับคุณพ่อของคุณยูมิคงเห็นว่าผมทำงานหนักเลยอยากให้กินอาหารเสริมล่ะมั้งครับเอาเป็นว่าเรากลับขึ้นหอพักกันดีกว่าครับ” ดนัยพยายามแถก่อนจะรีบลากยูมิกลับขึ้นหอพัก “หืม...ฉันเองก็ทำงานหนักเหมือนกันนะคะทำไมคุณพ่อถึงให้อาหารเสริมแต่ดนัยคนเดียวล่ะอะไรกันคะเนี่ยนี่ดนัยกลายเป็นลูกรักไปแล้วงั้นเหรอเอามาแบ่งกันกินบ้างสิคะดนัย” ยูมิพยายามขออาหารเสริมแบ่งไปกินบ้าง “ยะ...อย่าเลยครับคุณยูมิอาหารเสริมตัวนี้มันไม่เหมาะกับผู้หญิงเท่าไหร่เอาเป็นว่าไว้วันหยุดเดี๋ยวผมลองหาอาหารพวกคอลลาเจนมาให้คุณยูมิชงกินก็แล้วกันนะครับคอลลาเจนพวกนี้เห็นว่าดีต่อผิวของผู้หญิงมากคุณยูมิไปกินพวกนั้นน่าจะดีกว่านะครับ” ดนัยพูด “อ๊ะ...แบบนั้นก็ได้ค่ะ” ยูมิที่เห็นว่าดนัยจะไปหาซื้ออาหารเสริมพวกคอลลาเจนมาให้สุดท้ายเธอก็ยอมในที่สุด ฟู่ว...รอดตัวไปแต่ว่านี่เราต้องกินอาหารเสริมที่คุณพ่อคุณยูมิให้มาหรือเปล่าเนี่ยถ้าไม่ยอมกินพ่อคุณยูมิก็คงไม่รู้มั้ง...ไม่สิบางทีอาจจะรู้ก็ได้เพราะขนาดเราพึ่งคบกับคุณยูมิเมื่อวานวันนี้คุณพ่อคุณยูมิยังรู้ได้เลย ดนัยได้แต่คิดในใจอย่างเป็นกังวลเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าถ้ากินอาหารเสริมเกี่ยวกับการบำรุงเพศชายทำให้อารมณ์เรื่องอย่างว่าติดง่ายเข้าไปไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางทีวันไหนที่ฮอร์โมนเพศชายพุ่งขึ้นสูงแล้วอยู่กับยูมิตามลำพังและบรรยากาศได้วันนั้นเขาอาจจะเผลอจู่โจมยูมิโดยไม่ยั้งคิดเอาก็ได้ จากนั้นดนัยและยูมิก็ขึ้นลิฟท์ของหอพักก่อนจะแยกย้ายกันลงไปคนละชั้นเพราะถึงทั้งสองคนจะเป็นแฟนกันแล้วแต่ก็ยังไม่ได้คิดจะย้ายมาอยู่ห้องเดียวกันก็นะพวกเขาทั้งสองคนพึ่งจะคบกันเป็นแฟนกันเมื่อวานเองนี่นาจะให้ย้ายมาอยู่ด้วยกันทันทีเลยหลังจากคบกันมันก็ยังไงอยู่ วันต่อมา “เอาล่ะฮิคาริฉันจะผ่าตรงนี้เสร็จแล้วนะเธอเย็บตรงนั้นเสร็จหรือยัง” ดนัยถามฮิคาริที่เป็นผู้ช่วยของเขาแทนหมอมิโฮะที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ “เรียบร้อยแล้วเริ่มจุดต่อไปได้เลย” “อืม...มีเธอเป็นผู้ช่วยนี่ดีจริงๆแทบไม่ต้องสั่งอะไรเลย” “นี่พูดแบบนั้นถ้าหมอมิโฮะได้ยินเข้ามีหวังน้อยใจตายเลยนะนั่น” “หมอมิโฮะเธอไม่น้อยใจหรอกน่า” “แล้วแต่นายจะคิดแล้วกันว่าแต่ว่าเมื่อคืนเห็นว่าคุณลุงมาที่หอพักของโรงพยาบาลใช่มั้ย” ฮิคาริถาม “คุณลุง ??” ดนัยทำหน้างงและไม่เข้าใจว่าฮิคาริกำลังหมายถึงใคร “คุณลุงคิริฮาระยังไงล่ะพ่อของยูมิน่ะ” ฮิคาริบอก “หือนี่เธอรู้ได้ไงเนี่ยว่าเมื่อคืนพ่อของคุณยูมิมาหา” ดนัยแปลกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าฮิคาริจะรู้เรื่องนี้ด้วย “ก็พอดีเมื่อเช้าเห็นยามรายงานว่าเมื่อคืนตอนหัวค่ำมีรถแปลกๆเข้ามาในโรงพยาบาลหลายคันน่ะสิ...พอฉันไปตรวจสอบดูก็เห็นว่าเป็นรถของตระกูลซานาดะกับรถคุ้มกันจึงรู้ว่าคุณลุงคิริฮาระมาหานาย” ฮิคาริอธิบายเหตุผลที่เธอรู้เรื่องนี้ หือเมื่อวานคุณพ่อของคุณยูมิไม่ได้นั่งรถมาคันเดียวแต่มาพร้อมกับรถคุ้มกันหลายคันสินะสมแล้วที่เป็นตระกูลใหญ่ผู้ร่ำรวยระดับต้นๆของประเทศ ดนัยคิดในใจ “แล้วสรุปทำไมคุณลุงถึงมาหานายล่ะ” ฮิคาริถามอีกรอบหลังจากเห็นดนัยเงียบไป “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพอดีคุณพ่อคุณยูมิเขารู้เรื่องที่พวกเราคบกันแล้วน่ะสิคุณพ่อคุณยูมิก็เลยมาคุยกับฉันนิดหน่อยจากนั้นก็คุยถึงเรื่องการหมั้นและเรื่องแต่...” “แต่งงาน !!!!!!!!!!!!!” เหล่าพยาบาลในห้องต่างอุทานออกมาเพราะพวกเธอนั้นแอบฟังที่ดนัยและฮิคาริคุยกันตลอด ส่วนทางด้านฮิคาริถึงจะไม่ได้ร่วมร้องอุทานออกมาแต่ก็ชะงักไปเช่นกัน “ยะ...ยังไม่แต่งหรอกครับแค่จะหมั้นกันไว่ก่อนเฉยๆ” ดนัยพูดเสียงตะกุกตะกักเพราะนึกไม่ถึงว่าทุกคนจะตั้งใจฟังที่เขาคุยกับฮิคาริกันขนาดนี้ “หมั้นเหรอคะว้าวพึ่งคบกันก็จะหมั้นกันแล้วสุดยอดไปเลยค่ะหมอดนัย” พยาบาลสาวผู้ช่วยวีดว้ายยังกับตัวเองกำลังจะหมั้นกับดนัย “คือมันเป็นเรื่องชื่อเสียงของตระกูลคุณยูมิน่ะครับถ้าไม่หมั้นเอาไว้เห็นว่าจะส่งผลกระทบกับธุรกิจน่ะครับ” ดนัยบอก “แบบนี้นี่เองแล้วจะหมั้นกันเมื่อไหร่เหรอคะ” พยาบาลสาวถามต่อ “ยังไม่รู้เลยครับแต่คงอีกหลายเดือนนั่นแหละครับ” ดนัยพูดตอนนั้นเองดนัยก็รู้สึกผิดปกติอะไรบางอย่าง “หือ...ฮิคาริเธอเป็นอะไรไปหยุดมือทำไมน่ะ” ดนัยเงยหน้ามองฮิคาริที่หยุดมือไปแต่ทว่าดูเหมือนฮิคาริจะไม่ได้ยินที่ดนัยเรียก “เฮ้...ฮิคาริ !!” ดนัยส่งเสียงเรียกอีกครั้ง “อ๊ะโทษทีดูเหมือนจะตกใจมากไปหน่อยเพราะนึกไม่ถึงว่านายพึ่งคบกับยูมิเมื่อวันก่อนจะคุยเรื่องหมั้นกันแล้ว” ฮิคาริที่ได้ยินเสียงเรียกอีกรอบก็ได้สติก่อนจะพยายามพูดตอบออกไปให้ดูปกติที่สุด “ก็นะฉันเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะต้องรีบหมั้นกันแบบนี้” ดนัยพูด “ก็เป็นธรรมดาแหละเพราะว่ายูมิเป็นถึงคุณหนูตระกูลซานาดะถ้ามีข่าวของนายและยูมิหลุดออกไปว่าคบกันและยังไม่มีวี่แววว่าจะหมั้นกันนั่นจะส่งผลเสียถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตระกูลดังนั้นวิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการจับหมั้นกันซะ” ฮิคาริเองในฐานะที่เป็นตระกูลใหญ่อย่างตระกูลทาเคนากะก็เข้าใจตรรกะพวกนี้ดีเช่นกัน “เห...ตระกูลใหญ่นี่ถ้าจะมีแฟนก็คือต้องหมั้นกันเลยสินะคะเนี่ยแบบนี้ถ้าคุณหมอทาเคนากะมีแฟนก็ต้องหมั้นเหมือนกันสินะคะเนี่ย” พยาบาลหันมาคุยกับฮิคาริบ้าง “ก็อาจจะเป็นแบบนั้นหรือไม่เป็นแบบนั้นก็ได้เพราะตอนนี้ตระกูลทาเคนากะมีฉันเป็นผู้นำตระกูลฉันสามารถตัดสินใจยังไงก็ได้เกี่ยวกับตระกูลแต่ฉันคงไม่หมั้นหรือแต่งงานหรอกเพราะฉันไม่คิดจะมีแฟน” ฮิคาริพูด “อะไรกันคนสวยๆเก่งๆอย่างหมอทาเคนากะไม่คิดจะมีแฟนแบบนี้เสียดายแย่เลยนะคะเนี่ย” พยาบาลสาวพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย “ช่างฉันเถอะน่าเอาเป็นว่าเรื่องนี้เลิกคุยแล้วมาตั้งใจผ่าตัดกันดีกว่าอีกนิดเดียวก็ใกล้จะเสร็จแล้ว” ฮิคาริพูดออกไปพอทุกคนในห้องผ่าตัดได้ยินแบบนั้นสุดท้ายก็เลิกคุยกันและตั้งใจผ่าตัด จบ...