ตอนที่ 5 ซ่อนเงิน
หลินจิงซูประคองติงเสวี่ยเหม่ยเดินออกจากสถานีตำรวจไป
เธอกระซิบข้างหูติงเสวี่ยเหม่ยว่า
“แม่ แกล้งป่วยนะ ตอนนี้เลย”
แม้ติงเสวี่ยเหม่ยจะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังคิดจะทำอะไร แต่ในเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ย่อมต้องให้ความร่วมมือต่อไป และในทันที เธอก็ยกมือขึ้นกุมหน้าอกตนเองไว้ พร้อมส่งเสียงไออย่างหนักไม่หยุดหย่อน ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“แค่ก.. แค่กๆ… เมื่อครู่โจรมันเตะแม่ด้วย แม่…แม่หายใจไม่ค่อยออก”
หลินจิงซูได้แต่นึกขบขันอยู่ในใจ ไหนเลยจะรู้ว่าแม่ของตนจะมีพร์ทางด้านการแสดงสูงส่งเพียงนี้ ทั้งสีหน้า ท่าทางและอารมณ์ล้วนไปด้วยกันอย่างเป็ธรรมชาติ
ทันทีที่ย่าอู๋ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าชราเหี่ยวย่นของเธอก็แอบบิดเบี้ยวด้วยความตกตะลึง
“นังสารเลว แกยังมีหน้าคิดจะไปโรงพยาบาลอีกงั้นเหรอ? ฉันขอบอกไว้ก่อน แกอย่าได้ฝันไปเลย!”
หลินจิงซูร้องตอบโต้กลับทันควัน
“ถ้าไม่อยากให้แม่หนูไปโรงพยาบาล ก็ควรให้แม่ได้พักผ่อนสักวันสองวัน มื้อเย็นวันนี้ก็ให้เป็หน้าที่ของป้ารองก็แล้วกัน เพราะร่างกายของแม่หนูทำด้วยเนื้อไม่ใช่เหล็ก”
และก็แน่นอนว่า อู๋ซิ่วเหลียนรีบปฏิเสธทันที
“ฉันเป็โรคภูมิแพ้ สูดดมควันไฟในครัวนานๆไม่ไหว ไม่เอา ฉันไม่ทำ!”
“คุณย่าคะ ถ้าอย่างนั้น แม่หนูก็ควรต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลสักครั้ง วันนี้เพื่อนบ้านตั้งหลายคนต่างก็เห็นเหตุการณ์ ถ้ายังฝืนให้แม่ทำโน่นทำนี่อีกจริงๆ รับรองได้ว่าทุกคนคงต้องพากันนินทาลับหลังแน่ ว่าแม่สามีบ้านสกุลหลินชอบกดขี่รังแกลูกสะใภ้ ยิ่งถ้าข่าวนี้ลือไปถึงหูคนในโรงงานของพ่อแล้วล่ะก็ มีหวังต้องกระทบกระเทือนไปถึงเื่การเลื่อนตำแหน่งของพ่อแน่ๆ”
ยิ่งได้ฟังคำอธิบายของหลินจิงซู ย่าอู๋ก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้น เธอรีบหันไปชี้หน้าอู๋ซิ่วเหลียนพร้ะคอกสั่งทันที
“แกไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ! อยากให้ฉันกับชิงอี้อดข้าวตายหรือยังไง?!”
อู๋ซิ่วเหลียนกัดฟันขบกรามแน่นอย่างไร้ทางเลือก สายตาอำมหิตจ้องมองใส่หน้าหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยราวกับอสรพิษที่เต็มไปด้วยอันตราย
วันนี้เธอตั้งใจพาทั้งป้าผางและเพื่อนบ้านคนอื่นๆเข้าร่วมแผนการ ‘จับชู้’ และทั้งหมดนี้ก็เพื่อสาดน้ำมันลงไปในกองไฟ ให้เพื่อนบ้านเ่าั้ช่วยกันใส่สีตีไข่กระจายข่าวเื่นี้ออกไปให้ใหญ่โตที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยอับอายถึงขีดสุด แต่ทว่าใครจะไปรู้ได้ ว่าสุดท้ายกลับกลายเป็เธอที่โยนก้อนหินใส่เท้าตัวเอง
ทันทีที่กลับถึงบ้าน ย่าอู๋ก็ตรงดิ่งกลับเข้าห้องนอนใหญ่ของตนเองทันที อู๋ซิ่วเหลียนไล่ตามเข้าไปติดๆ เพื่อ้าเกลี้ยกล่อมพูดจาฉอเลาะ หวังว่าจะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้บ้าง
หลังปิดประตูห้อง หลินจิงซูได้ขอให้ติงเสวี่ยเหม่ยแกล้งทำเป็ป่วยต่อไป เธอจัดที่นอนบนเตียงให้แม่ได้นอนพักผ่อนอย่างสบาย
ติงเสวี่ยเหม่ยทำตามที่บุตรสาวบอกทุกอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“จิงซู เงินนั่น…”
หลินจิงซูยกนิ้วประกบติดริมฝีปากตนเอง ส่งเสียง ‘ชู่ว’ ออกมาเบาๆ และเธอยังกระซิบตอบเสียงต่ำว่า
“แม่ เื่ที่เราซ่อนเงินไว้ ห้ามให้พ่อรู้เด็ดขาด”
“อะไรนะ?” ติงเสวี่ยเหม่ยเลิกคิ้วถามต่อ
“ทำไมถึงให้พ่อของลูกรู้ไม่ได้ล่ะ?”
หลินจิงซูอธิบายแจกจางไปตามความจริง
“แม่ ไม่เห็นหรือไงว่าป้ารองมีท่าทีแปลกๆ? ป้ารองทำเหมือนว่า้าใส่ร้ายให้แม่มีชู้เพื่อสร้างความอับอายให้แม่!”
“เื่นั้นแม่เองก็รู้สึกเหมือนกัน” ติงเสวี่ยเหม่ยพยักหน้า
“เพียงแต่เราไม่มีหลักฐานเอาผิด พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ”
“แต่แม่ไม่ต้องห่วง ป้ารองทำชั่วไว้มาก สักวันจะต้องถูกผลกรรมลงโทษอย่างแน่นอน แม่เองก็ควรระวังตัวให้มากกว่านี้ แล้วก็…แม่ไม่รู้สึกอะไรอีกเลยเหรอ?”
“รู้สึก? รู้สึกอะไรงั้นเหรอ?”
ใน่ชีวิตก่อนหน้า หลินจิงซูก็ไม่ทันรู้สึกด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับติงเสวี่ยเหม่ยในตอนนี้? กระทั่งตอนที่เธอสังเกตเห็นปฏิกิริยาของอู๋ซิ่วเหลียนเมื่อพูดถึงพ่อของเธอเท่านั้น
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่หลินจิงซูสังเกตเห็นก็คือ แววตาของอู๋ซิ่วเหลียนที่มองมายังติงเสวี่ยเหม่ยนั้น เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
หลินจิงซูเริ่มสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอู๋ซิ่วเหลียนและหลินชิงอี้มากยิ่งขึ้น
แม้ท้ายที่สุด ทั้งสองจะไม่ได้ครองคู่สมหวังกันในชีวิตก่อนหน้า แต่ท่าทีของพ่อเธอที่มีต่ออู๋ซิ่วเหลียนและลูกพี่ลูกน้องตัวดีของเธอนั้น ใครเห็นเข้าย่อมต้องรู้สึกสงสัยเช่นกัน
หลินจิงซูเองก็เคยรู้สึกเช่นนั้นมาก่อน จนกระทั่งได้เห็นแววตาของอู๋ซิ่วเหลียน สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นให้เธอต้องสืบหาความจริง หากเป็อย่างที่เธอคาดเดา เธอจะต้องหาทางให้แม่หย่ากับหลินชิงอี้อย่างแน่นอน
ต่อจากนั้นน่ะเหรอ? เธอก็จะบดขยี้ตระกูลหลินไม่ให้ได้ผุดได้เกิด!
“แม่ หนูรู้สึกว่าป้ารองกับพ่อมีความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่าน้องชายสามีกับพี่สะใภ้ทั่วไป”
หลินจิงซูเปิดประเด็นข้อสงสัยทันที
“ไม่มีทาง พ่อของลูกไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ แม่รู้จักเขาดีกว่าใครๆ เขาไม่มีวันทรยศแม่อย่างแน่นอน!”
ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินชิงอี้ต่างมีความรักและความสัมพันธ์ที่ดีให้กันมาโดยตลอด และเธอค่อนข้างมั่นใจมากว่า สามีของเธอจะไม่มีวันทำเื่เลวร้ายอย่างว่านี้แน่นอน
หลินชิงอี้รู้อยู่แก่ใจดีว่า ผลลัพธ์จะต้องออกมาเป็เช่นนี้ เธอจึงพูดเสริมต่อว่า
“ป้ารองเป็แม่ม่ายั้แ่ยังสาว เธอยังอยู่ในวัยเนื้อหอม อีกทั้งยังต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับผู้ชายหน้าตาดีแบบพ่อ มีเหรอที่จะไม่คิดอะไรบ้าง?”
ถูกทักท้วงส่งสัญญาณเตือนตรงๆเช่นนี้ ร่องรอยความระคายใจเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นบนใบหน้าของติงเสวี่ยเหม่ย เธอจ้องมองหน้าบุตรสาวด้วยความประหลาดใจ
“ซูซู ลูกไปรู้อะไรมา? ทำไมถึงได้ดูมั่นใจกับเื่นี้นัก?”
หลินจิงซูทำงานอยู่ในโรงงานอาหารกระป๋องแมวมาทั้งชีวิต ภายในนั้นก็มีแต่พวกป้าๆช่างนินทา วันๆเอาแต่จับกลุ่มคุยกันให้แซ่ด เนื้อหาภายในวงสนทนามีแต่เื่สกปรกโสมม เธอที่ได้รับการบ่มเพาะขัดเกลามาตลอดเวลาหลายสิบปีภายในนั้น สามารถพูดได้เต็มปาก ต่อให้เธอไม่เคยแต่งงาน แต่เื่ฉันท์สามีภรรยากลับรู้ดีราวกับผู้มีประสบการณ์สูงทีเดียว!
“หนูได้ยินป้าผางซุบซิบเื่นี้กับเพื่อนบ้านข้างๆ ก็อย่างที่แม่รู้นั่นแหละ แกนับเป็แหล่งข่าวชั้นเยี่ยมเลย ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน หนูคงคิดว่าแกเป็หน่วยข่าวกรองแฝงตัวเข้ามา!”
พูดถึงเื่นี้ ติงเสวี่ยเหม่ยเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จะว่าไปแล้วซูซู ทำไมจู่ๆลูกถึงมาปรากฏตัวในตรอกนั่นได้ล่ะ?”
หลินจิงซูให้คำตอบไปว่า
“ที่จริงหนูลืมหยิบการบ้านมาด้วยก็เลยต้องรีบวกกลับไปเอา แล้วก็บังเอิญผ่านไปเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี!”
เสมือนกับกลัวติงเสวี่ยเหม่ยจะยิงคำถามใส่อีกระลอก เธอรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นก็แกล้งทำเป็ก้มหน้าก้มตาวุ่นวายอยู่กับการรื้อกระเป๋าค้นหาการบ้าน
ติงเสวี่ยเหม่ยเห็นท่าทางรีบร้อนตื่นตูมคล้ายกระต่ายของบุตรสาว จึงร้องะโไล่หลังเตือนด้วยความเป็ห่วงว่า
“เดินให้มันช้าๆหน่อย ระวังจะสะดุดล้ม!”
พ้นตัวบ้านออกมาได้ หลินจิงซูก็วิ่งสับเท้าเร็วจี๋ แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางย่อมไม่ใช่โรงเรียน แต่เธอรีบร้อนกลับไปที่ตรอกแห่งนั้นเพื่อเอาเงินสำหรับซื้อสร้อยทองที่ซ่อนไว้ออกมาต่างหาก
หลินจิงซูส่งเสียงหายใจหอบรุนแรงอยู่หลายครั้ง ทันทีที่มาถึงตรอกแห่งนั้น ก็เร่งคุ้ยก้อนอิฐโยนทิ้งไป ก่อนจะหยิบเงินปึกนั้นขึ้นมาเก็บไว้กับตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดเป็เงินจำนวน1,600หยวน
เงินตั้ง1,600หยวนในปี 1990นับได้ว่ามีมูลค่าที่สูงมาก
เห็นจำนวนเงินที่มากมายขนาดนี้ เธอก็อดเหน็บแนมสาปแช่งอยู่ในใจไม่ได้ หลินชิงอี้เต็มใจควักเงินก้อนโตเพื่อซื้อของขวัญวันเกิดให้หลานสาวตนเอง แต่ทีกับลูก แค่หันมาเหลียวแลบ้างก็นับว่าบุญโขแล้ว!
ระหว่างที่หลินจิงซูกำลังจะจากไป จู่ๆก็มีแมวตัวหนึ่งส่งเสียงร้องเมี้ยวดังขึ้น และเสียงร้องนั้นก็ได้ดึงดูดความสนใจของเธอไปเต็มๆ
เธอแหงนหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
และได้เห็นแมวเปอร์เซียสีขาวตัวหนึ่งที่มีขนยาวปุกปุยราวกับสิงโต กระโจนข้ามช่องข้างหน้าต่างจากห้องใต้หลังคาบ้านออกมา
ต่อมา หลินจิงซูจึงค่อยตระหนักได้ว่า เื้ัหน้าต่างของห้องใต้หลังคาดังกล่าว ปรากฏเงาดำของใครบางคนกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างเงียบๆ
ปรับสายตาจ้องมองให้ละเอียดอีกที เธอจึงเห็นว่ามีชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกำลังยืนมองอยู่ตรงนั้น เรียวแขนยาวสีขาวผ่องกำลังยืดเหยียดออกไปคว้าเ้าแมวขนปุยสีขาวขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขน
สีหน้าแววตาของเขาดูไม่แยแสสิ่งใด เอาแต่ยืนกอดแมวเปอร์เซียแสนน่ารักอยู่ข้างหน้าต่างแบบนั้น