
(12 ) แม่หนู
ขุนดำได้ยินที่นายสิงห์เล่าให้ฟังทั้งหมดก็ชอบใจกล่าวชมเชยทุกคนที่แม้จะอยู่ในยามลำบาก ก็ยังไม่ละความพยายามยังคงยึดมั่นทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมจะเลื่อนตำแหน่งให้เป็หัวหน้ากลุ่ม ช่วยดูแลงานของขุนดำต่อไปแล้วบอกให้เอาสองพี่น้องไปขังเอาไว้รอติดต่อญาติให้มาไถ่ตัวไปและให้ที่เหลือไปพักกันก่อน จนกว่าจะมีงานใหม่มอบหมายให้
ระหว่างที่นายสิงห์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ขุนดำฟังอยู่นั้นสายตาของแม่หนูคอยมองมาอยู่กับหมอนินตลอดเวลา จนบุญมีสังเกตุเห็นได้
พันวิเศษกับคุณมะลิผู้เป็น้องสาวถูกนำตัวไปขังรวมไว้กับคนอื่นๆ ที่ถูกจับตัวมาเรียกค่าไถ่เหมือนกันอยู่ภายในถ้ำที่อยู่หลังค่าย คนที่ถูกจับมาไว้ที่นี่จะถูกตีตรวนที่ขาล่ามรวมไว้ด้วยกัน และด้วยความที่ท่านขุนถูกจับมาถึงที่นี่ก่อนแล้วหนึ่งวันทั้งสองพี่น้องจึงถูกนำมาตีตรวนไว้ใกล้ๆกันกับท่านขุนซึ่งขณะนั้นไม่ได้สติเพราะฤทธิไข้ป่ามีเพียงบ่าวไพร่ของท่านขุนที่ถูกจับมาด้วยไม่กี่คนที่เห็นทั้งสองถูกจับเข้ามาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ลูกสมุนที่อาศัยอยู่ภายในค่ายจะเป็คนที่ยังไม่มีครอบครัวและขุนดำไว้วางใจส่วนสมุนทั่วไปหรือคนที่มีครอบครัวแล้ว จะให้ไปสร้างเรือนอาศัยอยู่นอกค่ายและจะใช้วิธีตีระฆังเป็จำนวนครั้ง เพื่อเป็สัญญาณบอกให้รวมพล หรือตามที่ได้นัดแนะกันไว้จึงเป็โอกาสดีที่พวกของเอกจะได้พักอยู่ในค่ายเพื่อทำภาระกิจให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยกัน
หมอนินพาเอกนายสิงห์ และบุญมี มาพักอยู่ด้วยกันที่เรือนหมอของค่ายที่ซึ่งเป็ที่อยู่ของหมอนิน ภายในค่ายอยู่ก่อนแล้ว
แล้วก็เป็ไปตามแผนที่วางกันไว้. . แม่หนู มักจะมาหาหมอนิน ที่เรือนหมอในตอนหัวค่ำ อยู่เป็ประจำโดยมีข้ออ้างที่อยากจะให้หมอนิน เล่าเื่ราวต่างๆภายนอกค่ายที่เธอไม่มีโอกาสที่จะได้ออกไปพบเห็นให้เธอฟัง
“หมอนิน . . ออกไปนอกค่ายครั้งนี้ เ้าได้พบเห็นเื่ราวอะไรมาบ้าง?เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ ” ทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ที่แคร่ไม้หน้าเรือนหมอ
หมอนินเล่าให้เื่ที่ทหารพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้เื่ที่โดนทหารพม่าล้อมไว้ที่ปากถ้ำที่ซ่อนตัวประกันไว้โดยทหารพม่าใช้ปืนคาบศิลาเป็อาวุธ แต่ก็หนีรอดมาได้และที่ไปเจอสองพี่น้องขอให้ช่วยเลยโดนพวกเขาจับตัวมาที่นี่ . . แม่หนูก็นั่งฟังอย่างตั้งใจ ซักถามรายละเอียดในทุกๆเื่ ซึ่งครั้งนี้ หมอนินตั้งใจเล่าให้ฟังเป็พิเศษ เพื่อแผนการขั้นต่อไป
ทั้งสองพูดคุยกันเพลิน จนเวลาล่วงเข้ายามสอง . . .
“ตอนที่เข้าปล้นครั้งแรก เราได้ยึดทรัพย์สมบัติขนกลับมาได้ถึงห้าเกวียน ” ไอ้นินเริ่มแผนการ
“ใช้แล้ว . . ไอ้ใหญ่ เป็ผู้นำกลับมา ” แม่หนู บอก
“ข้าเห็นว่า มีหนังสือที่เป็ตำรายารวมอยู่ด้วย ” . . .
“ข้าสนใจ ตำรายานี้มาก ตอนนั้นข้าคิดว่า ถ้าข้ารอดชีวิตกลับไปได้ข้าอยากจะศึกษาตำรายาเ่าั้ เผื่อจะเป็โอกาส ให้ข้าได้ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย” ไอ้นิน ใช้คำพูดให้ดูน่าเห็นใจ
“หมอนิน ก็เลยอยากจะได้ตำรายาที่ข้ามีหน้าที่เก็บรักษาไว้ในห้องเก็บสมบัติจากข้ารึ? ” แม่หนูเข้าใจที่หมอนินพูด
“แม่หนู คงมีเมตตา ช่วยให้ข้าได้สมปราถนา . . ” เข้าแผน หมอนิน
“ได้สิหมอนิน . . ข้าจะขอจากพ่อขุน พ่อของข้าให้ ” แม่หนูดีใจที่จะได้ช่วยเหลือหมอนิน
“เออ . . ข้าคิดว่า เื่นี้ไม่ต้องบอกให้พ่อขุนรู้ก็ได้ เพราะมันเป็แค่ตำรายาไม่ใช่สมบัติมีค่าอะไร เมื่อข้าเรียนรู้จากตำรานี้หมดแล้วข้าก็จะคืนให้กลับไปอยู่ในห้องเก็บสมบัติเหมือนเดิม ” . . .
หมอนินรู้ว่าขุนดำเป็คนฉลาด อาจจะทำให้สงสัยหรือจับพิรุธอะไรได้จึงไม่อยากที่จะเสี่ยงให้แผนการผิดพลาด
“ อย่างนั้นก็ได้ ข้าจะไปดูให้ ” แม่หนู รับปาก
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ตามแผนการที่ได้ตกลงกันไว้จะเริ่มลงมือและหาทางหนีออกมาให้เร็วที่สุด แต่ดูเหมือนอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้เมื่อตอนสายของวันถัดมา หมอนินเห็นไอ้ใหญ่กับลูกสมุนเข้ามาหาขุนดำภายในค่ายแม้ว่านายสิงห์ เอก และบุญมีจะสามารถแฝงตัวเข้ามาและทำให้ทุกคนไม่ติดใจสงสัยอะไรได้แล้ว แต่ถ้าหากไอ้ใหญ่เกิดจำใครคนใดคนหนึ่งได้แล้วความแตกขึ้นมา ชีวิตทุกคนก็จะตกอยู่ในอันตรายจึงตกลงกันว่าจะอยู่กันแต่ในเรือน หากมีใครถามหาก็จะบอกว่าเป็ไข้ป่าต้องกินยาแล้วนอนพัก และคอยจับตาดูไอ้ใหญ่ ดูว่าเข้ามาทำอะไรที่นี่โดยหมอนินจะเป็คนไปสืบหาข่าวให้
“ไอ้หมอนิน เอ็งกลับมาั้แ่เมื่อใดรึ? ” ไอ้ใหญ่ เดินออกมาจากเรือนขุนดำแล้วทักทายกับหมอนินที่ทำทีไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นมาสักพักใหญ่ๆแล้ว
“ข้ากลับมาเมื่อวันวานนี้เอง ” หมอนิน ตอบไป
“ได้ยินว่าพวกเอ็งโดนทหารพม่าโจมตี . . เอ็งโชคดีนะ ที่รอดกลับมาได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”ไอ้ใหญ่ หัวเรอะเสียงดัง แล้วเดินนำลูกสมุนออกจากค่ายไป
จากการทักทายของไอ้ใหญ่ดูจะไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เพื่อให้แผนการสำเร็จลุล่วงทุกคนจึงต้องคอยระวังไม่ไปเผชิญหน้ากับไอ้ใหญ่และลูกสมุนและหมอนินจะสืบหาข่าวเพื่อช่วยกันระวังต่อไป
เอกวางแผนให้ไหมอนินไปตรวจดูอาการป่วยของบรรดาคนที่ถูกจับมาขังอยู่ในถ้ำ เพื่อหาดูช่องทางที่จะพาหนีออกมาโดยเอกจะเป็ผู้ช่วยหมอถือหม้อยาตามเข้าไป . . อาการไข้ป่าของท่านขุนยังทรงตัวอยู่จึงยังไม่ถูกนำตัวไปซักถามเพื่อติดต่อหาญาติพี่น้อง ที่จะมาจ่ายค่าไถ่ให้ได้เพราะหากคนที่ถูกจับมาไม่มีญาติขอไถ่ตัว ก็จะถูกนำไปฆ่าทิ้งเสียในป่าลึกไม่เลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำ ส่วนสองพี่น้องทั้งพันวิเศษกับคุณมะลิหากถูกถามหาญาติ ก็ให้อ้างชื่อใครไปมั่วๆก่อนเพื่อประวิงเวลาไว้จนกว่าจะหาทางพาหนีออกไปได้และทั้งสองก็เข้าใจเื่นี้ดีอยู่แล้ว
หลังจากกลับมาจากถ้ำ แม่หนูก็แวะมาหาหมอนินมาแอบบอกกับไอ้นินว่า เธอจะเข้าไปหาตำรายาให้ในคืนนี้แต่ไม่รู้ว่าจะหาเจอหรือเปล่า เพราะตัวเธอไม่รู้หนังสืออยากให้หมอนินไปหาดูด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องแอบเข้าไปเพื่อไม่ให้ขุนดำพ่อของเธอรู้จึงนัดแนะกันตอนยามสอง ซึ่งทุกคนในเรือนน่าจะหลับกันแล้ว
ยามดึกภายในค่ายจะไม่มีเวรยามคอยเฝ้าอยู่หน้าเรือนใหญ่ เหมือนกับในตอนกลางวันมีเพียงที่เฝ้าอยู่ที่ประตูทางเข้าค่ายสองคนกับอีกสองคนที่เดินยามอยู่ภายในรั้วค่ายจึงไม่ยากที่ไอ้นินจะแอบลัดเลาะไปพบกับแม่หนูที่เรือนใหญ่
ประตูห้องเก็บสมบัติที่มีกุญแจคล้องไว้เฉยๆทำให้ไอ้นินเปิดเข้าไปภายในห้องและพบกับแม่หนูที่เข้ามารออยู่ก่อนได้การเข้ามาอยู่กันในห้องเพียงลำพังสองต่อสองทำให้หมอนินที่ก็รู้ว่าแม่หนูมีใจให้กับเขา เกิดความรู้สึกประหม่าทำให้ไอ้นินคิดข่มใจ ตั้งสติทำตามแผนที่วางไว้ให้ได้ แต่เมื่อทั้งสองแอบกันเข้าห้องมาการพูดกันจึงต้องใช้วิธีการกระซิบ และจำเป็ต้องมาอยู่ใกล้ๆกันซึ่งในเวลานั้นทำให้ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นกับหมอนินเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง
ทั้งสองพากันมาที่มุมห้องด้านหนึ่งที่มีหีบเหล็กหลายใบวางรวมกันอยู่ แม่หนูชี้ไปที่หีบเหล็กใบใหญ่แล้วบอกว่าน่าจะเป็หีบนี้ที่เพิ่งจะขนเข้ามาใหม่เมื่อเปิดดูจะเห็นม้วนกระดาษวางซ้อนๆกันอยู่ทำให้หมอนินต้องหยิบมาคลี่กางออกดูทีละใบๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็เอกสารทางการบ้างสัญญาซื้อขายบ้าง และยังมีแผนที่เดินเรือ ที่ทำให้หมอนินต้องดูอย่างละเอียดจนมาเจอเข้ากับกระดาษที่เขียนเป็ภาษาจีนหนึ่งแผ่นม้วนซ้อนอยู่กับแผนที่ที่มีตัวหนังสือจีนเช่นเดียวกันอีกหนึ่งแผ่นที่ไอ้นินมั่นใจว่าทั้งสองแผ่นนี้ต้องใช่และเกี่ยวข้องกัน
ขณะนั้นก็มีเสียงเคาะประตูและเสียงผู้ชายไม่ดังนัก มาจากประตูห้องถามว่า เป็แม่หนูที่อยู่ในห้องหรือเปล่า?แม่หนูจึงรีบหรี่ตะเกียงที่อยู่ในมือ แล้วหันตัวเดินไปที่ประตู บอกไปว่าเป็เธอเองเธอเข้ามาหาของสำคัญที่ลืมไว้ ชายคนนั้นจึงบอกไปว่าเขาเห็นแสงไฟจากนอกเรือนเลยเข้ามาดูพอมาที่ห้องเก็บสมบัตินี้แล้วเห็นกุญแจถูกเปิดทิ้งไว้จึงคิดว่าเป็แม่หนูต้องอยู่ในห้องนี้แน่ เพราะแม่หนูเป็คนเดียวที่ถือกุญแจแล้วแม่หนูก็บอกว่าเป็เธอเอง เมื่อหาของเจอก็จะกลับไปนอนต่อแล้วชายคนนั้นจึงบอกว่า จะคอยดูอยู่ที่นอกเรือน หากเห็นว่าแสงไฟดับลงแสดงว่าแม่หนูกลับเข้านอนแล้ว เขาจึงจะไปเดินยามตามหน้าที่ของตัวเองต่อไป
ระหว่างนั้นหมอนินได้ฉวยโอกาสม้วนกระดาษทั้งสองแผ่นไว้ด้วยกันแล้วบอกกับแม่หนูที่กลับเข้ามาว่า เขาพบแล้วตำรายาที่อยู่ในกระดาษม้วนนี้แม่หนูยิ้มดีใจที่ช่วยหมอนินหาตำรายาได้สำเร็จแต่ตอนนี้มีคนเดินยามเฝ้าอยู่หน้าเรือนหมอนินต้องไปซ่อนตัวอยู่ในห้องของเธอก่อนสักพัก เพื่อให้คนเดินยามจากไปก่อนโดยเธอจะเดินนำไป แล้วให้ไอ้นินซ่อนตัวตามไปห่างๆ ในความมืด
ภายในห้องนอนของแม่หนูที่แสงตะเกียงถูกดับลงแล้วอากาศที่ค่อนข้างเย็นเพราะเรือนปลูกอยู่ในป่าทึบติดกับเชิงเขาลมหายใจที่เป็ไออุ่นๆ สีขาวของหญิงสาวกับชายหนุ่ม ถูกพ่นออกมามองเห็นได้ด้วยการสะท้อนจากแสงจันทร์ที่เล็ดลอดเข้ามาภายในห้อง ชายหนุ่มพยายามบังคับลมหายใจของตัวเองให้หายใจออกมาให้เบาที่สุด เพื่อตอบสนองความขัดแย้งภายในจิตใจที่ไม่ได้้าที่จะเข้ามาอยู่กันเพียงลำพัง ภายในห้องนอนของหญิงสาว . . ยังไม่ทันไร หญิงสาวก็จู่โจมเข้ากอดรัดไปที่ชายหนุ่มบรรจงจูบไปที่ริมฝีปาก มือไม้ของหญิงสาวลูบไล้ไปที่ทุกส่วนบนร่างกายของชายหนุ่มแม้หมอนินจะไม่ได้มีความ้าเช่นนี้แต่ความเป็ชายตามธรรมชาติได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว และหญิงสาวก็ััถึงมันได้จึงเริ่มใช้มือของเธอปลดปล่อยพันธนาการบนร่างกายของชายหนุ่มออกไปให้หมดเพื่อไม่ให้มีอะไรมาปิดกั้นความปราถนาต่อชายหนุ่มที่มีอย่างเปี่ยมล้นมาตั้งนานแล้ว . . .