Fallen paradise

    #29 อาณาจักรภูลิอัน/โอเปอเรชั่นภูเขาทมิฬ

    ย้อนกลับไป ณ เวลา 00.00 น.

    “องค์ราชาของข้าทำไมท่านถึงเอานักพจนภัยที่ไม่รู้แม้กระทั่งระเบียบวินัยและอ่อนแอเข้าร่วมการรบครั้งนี้” 

    “ข้าต้องการใช้พวกเขาเป็นเหยื่อละนะ"

    “เหยื่อ!!!”

    "ความจริงศึกที่แท้จริงของวันพรุ่งนี้นั้นอยู่ทางด้านปีกซ้าย      ความจริงศึกที่แท้จริงของวันพรุ่งนี้นั้นอยู่ทางด้านปีกซ้าย        ไม่ต้องมองข้าแบบนั้น ลองคิดดูซิข้าจะสั่งย้ายแม่ทัพใหญ่กลางอากาศแล้วให้ไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยแบบนั้นหรือ”

    “ท่านมีแผนอะไรอยู่หรือพะยะค่ะ”

    “ลองดูตรงนี้สิ” ราชาริชาร์ดโบกมือขึ้นมาก็ปรากฏภาพโฮโลแกรมภูมิประเทศขึ้นมา

    “เจ้าลองดูตรงนี้สิแนวป้องกันของข้าศึกยาวจากป่าทางซ้ายไปจรดร่องเขาขาดทางขวา”

    “บริเวณที่น่าจะมีทัพเสริมของศัตรูเข้ามามากที่สุดอยู่ตรงนี้ แนวป่าที่ถอดยาวลงมาจากแนวสันเขาอาราคิม  ข้ายังได้ข่าวของการซื้อขายอาวุธครั้งใหญ่ระหว่างอาณาจักรก็อบลินเหนือกับจักรวรรดิก็อบลินทางตะวันออก ศัตรูของเราเตรียมการมามากกว่าที่พวกเราคิดนะแล้วข้าก็ไม่อยากเสียคนที่พักดีต่อข้าที่จะเป็นเสาหลักให้แก่อาณาจักรภูลิอันของเราไป"

    “ท่าอย่างนั้น…”

    “ใช่ เราจะให้คนของเราสู้ศึกที่มีท่าทีที่จะชนะมากกว่าแพ้และแน่นอนเราอุตสามีทหารเลวที่ไม่มีคุณค่าให้ใช้งานตั้งเยอะแถมเจ้าพวกนี้มันสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยซ้ำ”

    “แต่แบบนั้นมันก็” กษัติย์ริชาร์ดยกฝ่ามือขึ้น

    “ไม่ ข้าไม่ได้ใจร้ายเลย ข้าให้รางวัลพวกเขาอย่างดีและยังมีแต้มบุญอีก 1000 แต้มนี้ถือว่าข้าใจดีมากแล้ว”

    “ถึงยังไงกระหม่อมก็ว่ามันจะมีความเสี่ยงมากเกินไปนะพะยะค่ะ”

    “งั้นข้าจะให้กองร้อยเวทแก่เจ้า 1กองร้อย ข้าจะส่งไปพร้อมกับรถถังเพื่อความปลอดภัย”

    “พะยะค่ะ”

    ปัจจุบัน

    หลังจากที่หยุดการเคลื่อนทัพตรงจุดสั่งการ 1 กิโลเมตรก่อนถึงป้อม

    “เดินหน้าต่อไปได้” ผู้บัญชาการซีซ่าสั่งการ

    900 เมตรก่อนถึงป้อม

    800 เมตรก่อนถึงป้อม

    700 เมตรก่อนถึงป้อม

    600 เมตรก่อนถึงป้อม

    500 เมตรก่อนถึงป้อม 

    เมื่อท้าวแรกถูกก้าวลงในระยะ 500 เมตรทันใดนั้นเกราะสนามพลังก็ปรากฏพร้อมกับปืนใหญ่ที่ค่อยๆโพล่ขึ้นมาจากในป้อมและหยุดสูงเหนือกำแพงของป้อมจากนั้นปืนใหญ่ก็ยิงลำแสงสีแดงเข้มมายังกองทัพมนุษย์เสียงของโล่เวทย์มนต์แตกกระจายเสียงดังสนั่นจากนั้นเองก็มีช่องปืนใหญ่โพล่ออกมาจากกำแพงระดมยิงพวกเขาอย่างไม่ขาดสายจนเกิดความเสียหายอย่างมากต่อปีกทั้งสองข้างของกองทัพมนุษย์และในกองทัพมนุษย์ก็มีคนคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังหลบอยู่หลังผู้หญิงที่ถือดาบยักสีฟ้าตัวผู้หญิงนั้นดูตื่นเต้นแทนที่จะหวาดกลัวแตกต่างกับชายที่อยู่ข้างหลังเธอ คนที่หลบอยู่ข้างหลังจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเอ เอด้วยความตกใจในการโจมตีของศัตรูเขาหน้าไม่อายที่จะหลบหลังผู้หญิงและหลังจากที่เอได้สติแล้วเขาก็กระแอ่มไอแก้เขินเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นมา ในขณะที่เขากำลังลุกขึ้นมานั้นเขาก็ได้ยินเสียงที่แตกต่างออกไปจากเสียงระเบิดที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสาดใส่กันเสียงนั้นมันคล้ายกับเสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์เขาหันไปหาต้นทางของเสียง

    “เชี่ยแล้วไง ไจโรคอปเตอร์” เมื่อเอร้องออกไปผู้บัญชาการรบก็สั่งการให้นักธนูของอาณาจักรยิงทันทีลำแสงเปล่งออกมาจากลูกธนูที่ถูกยิงออกไปจากนักธนูของอาณาจักรทั้งลูกธนูนั้นยิงออกไปเป็นเส้นตรงเหมือนไม้บรรทัดก็ไม่ปาน  ไจโรคอปเตอร์ลำแรกที่ถูกยิงระเบิดกลางอากาศและร่วงหล่นลงสู่พื้นในแนวของกองร้อยที่สองเสียงร้องโอดโอยของนักพจนภัยดังไม่ขาดสายแต่นั้นเป็นเพียงไม่กี่ลำที่ถูกยิงเมื่อไจโรคอปเตอร์บินมาถึงระยะยิงได้ทำการกราดยิงแบบไม่ยั่งก่อนที่จะบินออกไปตอนนี้กองทัพที่เออยู่ถูกโจมตีทั้งทางป้อมปราการและจากบนฝากฟ้าแต่แปลกมากเมื่อเอไม่ได้ยินเสียงของทหารของอาณาจักรเลยด้วยความสงสัยเขาหันไปทางทหารของอาณาจักร

    ‘ แม่เจ้าโดยดาเมททีละ 10  อึดเกิ๊น’ ด้วยรูปขบวนที่ตอนนี้มีเพียงแค่กองกลางที่ยังคงรักษาแนวได้และทั้งสองปีกต่างสลายไปแล้วเอตอนนี้มองเห็นลูกปืนใหญ่พุ่งมาทางที่เขาอยู่ เขาเห็นลูกปืนใหญ่นั้นช้ามากหรือโลกรอบตัวของเขาช้ามากเขาพยายามหลบแต่ตัวเขาก็ไม่รู้จะหลบที่ตรงไหนลูกปืนใหญ่นั้นลอยตกมายังตรงกลางของกองร้อยที่สามดังสนั่นเอถูกแรงระเบิดกระเด็นลอยไปด้านหน้าแต่ในขณะนั้นเอก็ได้ยินเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของเรกิสเขามองกลับไปยังต้นเสียงเขาเห็นเรกิสยืนแบกดาบยักพลางหัวเราะชอบใจโดยมีพื้นหลังเป็นฉากการระเบิด