ยามราตรีคืบคลานเข้าปกคลุมทวีปราณครามอย่างช้า ๆ แสงตะวันอันอบอุ่นที่เคยสาดส่องมาตลอดทั้งวันค่อย ๆ เลือนหายไปเื้ัทิวเขาสลับซับซ้อนอันห่างไกล ทิ้งไว้เพียงผืนฟ้าสีครามเข้มที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็ความมืดมิด ทว่าสำหรับชาวบ้านปุถุชนธรรมดาในเมืองชายแดนเล็ก ๆ แห่งนี้ ่เวลานี้ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด แต่มันกลับเป็่เวลาแห่งความสุขและการพักผ่อนอันแสนสงบสุข หลังจากที่พวกเขาต้องตรากตรำทำงานหนักสู้ชีวิตมาตลอดทั้งวัน แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก ๆ เริ่มทยอยเปิดขึ้นตามบ้านเรือน ส่งกลิ่นอายของความเป็บ้านที่แสนอบอุ่นโชยมาตามลม
ที่มุมหนึ่งของตลาดซอมซ่ออันวุ่นวาย ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังสาวเท้าเดินไปตามทางเดินศิลาที่เก่าคร่ำครึและขรุขระ ร่างสูงโปร่งทว่าผอมบางของเขากำลังแบกมัดฟืนขนาดใหญ่ที่เพิ่งไปตัดมาจากในป่าลึกไว้บนแผ่นหลัง น้ำหนักของมันไม่ใช่น้อย ๆ แต่เขากลับเดินด้วยท่าทีที่มั่นคง เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีครามเข้มที่เขาสวมใส่เต็มไปด้วยรอยปะชุนทื่อ ๆ หลายจุด บ่งบอกถึงฐานะอันยากจนข้นแค้นและวิถีชีวิตที่ต้องหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ
เขาคือ 'เยี่ยเฟยิ' ชายหนุ่มกำพร้าวัยเพียงสิบเจ็ดปี ผู้ดำเนินชีวิตเป็ปุถุชนธรรมดาเดินดินธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ชีวิตของเขานั้นห่างไกลจากโลกของพวกนักพรตหรือเซียนบำเพ็ญตนอันสูงส่งที่ลอยอยู่บนฟ้าไกลลิบ ตัวเขาไม่รู้จักพลังปราณ ไม่รู้จักการฝึกตน และไม่เคยคิดว่าสิ่งเ่าั้จะเกี่ยวข้องกับชีวิตอันเรียบง่ายของเขาเลยแม้แต่น้อย
แม้ใบหน้าของเขาจะดูซูบตอบไปบ้างจากการตรากตรำทำงานหนักมาั้แ่ยังเด็ก และผิวพรรณก็ออกสีน้ำผึ้งจาง ๆ เพราะต้องตากแดดตากลมหาของป่าอยู่เป็ประจำ ทว่าหากใครได้หยุดและพินิจมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียด ย่อมต้องสะดุดตากับเครื่องหน้าอันได้รูปคมคายดุจรูปสลัก โดยเฉพาะดวงตาเรียวยาวคู่สลวยคู่นั้น... มันช่างนิ่งสงบ ลึกล้ำ และแฝงไว้ด้วยความสุขุมอ่อนโยนดุจผืนน้ำยามไร้ลมพายุ ไม่มีความก้าวร้าว ไม่มี ความทะเยอทะยาน ยามที่ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มบางเบาให้แก่พ่อค้าแม่ค้าสองข้างทาง กลิ่นอายอันใสซื่อและไร้พิษมีภัยของเขาก็มักจะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเอ็นดูและอยากเข้ามาทักทายโดยง่าย
"อ้าว เฟยิ! เพิ่งกลับมาจากในป่ารึ? วันนี้ได้ฟืนมัดใหญ่เชียวนะ มา ๆ แวะเอาหมั่นโถวร้อน ๆ นี่ไปกินก่อนสิ ข้าเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ ๆ เลย" ป้าหวัง แม่ค้าขายหมั่นโถวฝั่งตรงข้ามร้องทักทายด้วยความสนิทสนมพลางยื่นห่อผ้าใบเล็กที่บรรจุหมั่นโถวสีขาวนุ่มส่งให้
"ขอบคุณครับป้าหวัง แต่เกรงใจจังเลยครับ วันก่อนป้าก็เพิ่งให้ผักสดข้ามาเอง" เฟยิหยุดเดินพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนอบน้อม
"เกรงใจอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น เ้าคอยช่วยยกของช่วยซ่อมหลังคาให้พวกเราตั้งหลายครั้ง รับไปเถอะผอมจะแย่แล้ว!" ป้าหวังยัดห่อหมั่นโถวใส่มือชายหนุ่มด้วยความเอ็นดู เฟยิทำได้เพียงยิ้มรับด้วยความซาบซึ้งใจ ความอบอุ่นสายเล็ก ๆ แผ่ซ่านในอก เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อาจจะไม่ได้มั่งคั่ง แต่ความจริงใจของปุถุชนที่นี่คือสิ่งเยียวยาจิตใจของเขาได้เป็อย่างดี
ชายหนุ่มเดินอมยิ้มก้าวเดินต่อไปตามทาง จนกระทั่งมาถึงเพิงร้านค้าไม้หลังย่อมริมตลาด เสียงใสกระจ่างอันคุ้นเคยดุจระฆังแก้วก็ดังแว่วเข้ามากระทบโสตประสาทในทันที
"พี่เฟยิ! ทางนี้ค่ะ!"
เฟยิชะงักเท้าแล้วหันไปตามเสียงเรียก รอยยิ้มอุ่นใจที่แท้จริงจุดประกายขึ้นบนใบหน้าของเขาในทันที เมื่อเห็นร่างเล็กของเด็กสาวคนสนิทกำลังโบกมือเรียกเขาอย่างร่าเริงอยู่หน้าร้านน้ำแกงสมุนไพร
เธอคือ 'หลินเสี่ยวชิง' เด็กสาววัยสิบหกปีผู้มีั์ตากลมโตสุกใสราวกับลูกกวางตัวน้อย ๆ เธอมักจะถักผมเปียสองข้างอย่างเรียบร้อยและสวมชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนสะอาดตาที่ส่งเสริมให้เธอดูจิ้มลิ้มน่ารัก รอยยิ้มอันสดใสที่เต็มไปด้วยความร่าเริงของเสี่ยวชิงเป็เหมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่คอยขับไล่ความมืดมิดและความเหนื่อยล้าในชีวิตของเฟยิมาโดยตลอด ั้แ่เด็กจนโต ทั้งสองต่างพึ่งพาอาศัยและดูแลกันและกันท่ามกลางโลกอันโหดร้ายใบนี้มาโดยตลอด สำหรับเฟยิแล้ว แม้ชีวิตจะยากลำบากหรือต้องอดมื้อกินมื้อเพียงใด แต่การมีเสี่ยวชิงอยู่ข้าง ๆ และมีพวกลุงป้าน้าอาในหมู่บ้าน คอยหยิบยื่นน้ำแกงอุ่น ๆ และความจริงใจให้แก่กัน ก็ทำให้เขาคิดว่าชีวิตธรรมดา ๆ แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว ไม่จำเป็ต้องไขว่คว้าหาความเป็ะอย่างพวกเซียนบนฟ้าเลยสักนิด
"เสี่ยวชิง ทำไมป่านนี้ยังไม่ปิดร้านอีก ดึกมากแล้วนะ? ลมข้างนอกเริ่มแรงแล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก" เฟยิเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย พลางค่อย ๆ วางมัดฟืนหนัก ๆ ลงข้างเพิงไม้เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังเกินไป
"ก็ข้าอยู่รอพี่เฟยินั่นแหละค่ะ" เสี่ยวชิงยิ้มจนตาหยิบเป็สระอิ ก่อนจะก้มลงตักน้ำแกงร้อน ๆ จากหม้อดินส่งให้ชายหนุ่มอย่างคล่องแคล่ว "วันนี้ท่านพ่อทำน้ำแกงกระดูกหมูใส่สมุนไพรป่าสูตรพิเศษเลยนะ รีบกินตอนร้อน ๆ เลยค่ะ พี่เข้าป่าลึกไปแบกฟืนมาทั้งวันคงเหนื่อยและหิวแย่เลยใช่ไหมล่ะ"
"ขอบใจมากนะ ลำบากเ้ากับท่านลุงหลินแล้วจริง ๆ" เฟยิรับชามน้ำแกงอุ่น ๆ มาถือไว้ ไอความร้อนจากชามโชยเข้ากระทบใบหน้า ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านเข้าสู่หัวใจที่เหนื่อยล้า ชายหนุ่มซดน้ำแกงรสชาติกลมกล่อมหวานน้ำต้มกระดูกลงคอด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เสี่ยวชิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเท้าคางมองดูเขาด้วยแววตาเป็ประกาย คอยส่งผ้าเช็ดหน้าให้เมื่อเห็นเหงื่อซึมตามไรผมของเขา
ในระหว่างที่เขากำลังก้มหน้าก้มตาทานอาหารอย่างมีความสุขอยู่นั้น นิ้วมือของเขาแผ่ไปโดนวัตถุชิ้นหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกสุดในกระเป๋าผ้าซอมซ่อข้างเอว... มันคือ 'แหวนหยกนิลเก่าคร่ำครึ' ชิ้นหนึ่งที่เขาบังเอิญเก็บได้ในซอกหินลึกระว่างหาของป่าเมื่อไม่กี่วันก่อน แหวนวงนั้นไม่มีความเงางาม ผิวััของมันหยาบกร้าน เย็นเยียบ และดูไร้ค่าในสายตาของปุถุชน
เฟยิชะงักไปเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวลูบไล้ผิวััของแหวนวงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ตัวเขาผู้ไร้ซึ่งพร์และไม่เคยคิดจะก้าวเข้าสู่โลกของผู้ฝึกตนอันแสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า ย่อมไม่ได้ใส่ใจวัตถุลึกลับชิ้นนี้เลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มแอบถอนหายใจยาวในใจ ก่อนจะปล่อยวางความสงสัยทั้งหมด ละทิ้งแหวนวงนั้นไว้ในซอกกระเป๋าตามเดิม และเลือกที่จะตั้งหน้าตั้งตาใช้ชีวิตเป็ปุถุชนเดินดินเพื่อก้มหน้าหาเช้ากินค่ำและปกป้องความสุขเล็ก ๆ ตรงหน้านี้ต่อไป ดีกว่าจะไปสนใจสิ่งของแปลกปลอมที่อาจนำความเดือดร้อนมาให้
"พี่เฟยิ พรุ่งนี้จะเข้าป่าอีกไหมคะ? ข้าว่าจะไปเก็บเชอร์รี่ป่าที่ท้ายเขาด้วยคน พอดีท่านแม่อยากได้มาทำแยมผลไม้หนพ่ะค่ะ" เสี่ยวชิงเอียงคอถาม รอยยิ้มจิ้มลิ้มพิมพ์ใจยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
"อืม... พรุ่งนี้พี่ต้องเข้าไปตัดไม้ที่ป่าชั้นในค่อนข้างลึกเลยล่ะ แถวนั้นค่อนข้างอันตรายและมีสัตว์ป่าชุกชุม เ้าไปรอพี่ที่ท้ายเขาฝั่งทิศตะวันออกเถอะ แถวนั้นปลอดภัยกว่า เสร็จงานแล้วพี่จะรีบไปรับแล้วช่วยเก็บนะ" เฟยิบอกพลาส่งชามเปล่าคืนให้เด็กสาว "ดึกมากแล้ว เ้าเข้าบ้านนอนได้แล้วนะ พี่เองก็ต้องรีบเอาฟืนไปส่งที่ร้านยาตระกูลจางให้ทันคืนนี้เหมือนกัน"
"รับทราบค่ะ! พี่เฟยิก็เดินทางระวังตัวด้วยนะ ห้ามแอบไปเถลไถลที่ไหนเด็ดขาดเลย!" เสี่ยวชิงโบกมือลาอย่างร่าเริงปนเย้าแหย่ ก่อนจะหันหลังเดินเข้าบ้านไปพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสดใสขึ้นมาทันตา
เฟยิมองตามหลังเด็กสาวจนกระทั่งประตูเรือนไม้ปิดสนิทลง ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ออกมาด้วยความเอ็นดู พลางยกมัดฟืนขึ้นแบกบนบ่าอีกครั้ง ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงดารา มีเพียงควันไฟจาง ๆ จากเตาหุงต้มของชาวบ้านที่ลอยล่องตามสายลมโชย กลิ่นอายอันเรียบง่าย สงบสุข และอบอุ่นเช่นนี้ คือสิ่งที่เฟยิปรารถนาจะรักษาและปกป้องไว้ด้วยชีวิตทั้งหมดที่เขามี เขาไม่้าพลังอำนาจล้นฟ้า ไม่้าความเป็ะ ขอเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของเสี่ยวชิงและได้กินน้ำแกงอุ่น ๆ แบบนี้ในทุก ๆ วันก็เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ชายหนุ่มก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังร้านยาตระกูลจางที่อยู่ถัดไปอีกสอง่ถนน สายลมราตรีเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเสียงใบไม้เสียดสีกันดังซู่ซ่า เฟยิกระชับมัดฟืนบนบ่าแน่นขึ้นเพื่อเร่งฝีเท้า ทว่าในจังหวะนั้นเอง... ความรู้สึกประหลาดบางอย่างกลับแล่นพล่านขึ้นมาในอก มันเป็ความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ราวกับว่าอากาศรอบตัวกำลังถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น
ครืนนน...
เสียงครางต่ำลึกลับดังแว่วมาจากผืนฟ้าเบื้องบน มันไม่ใช่เสียงฟ้าร้องตามธรรมชาติ แต่เป็เสียงที่สั่นะเืลึกเข้าไปในจิติญญา เฟยิชะงักเท้าโดยสัญชาตญาณ เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีที่เคยแต่มืดมิด
ทว่าสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขาในวินาทีนั้น กลับทำให้ดวงตาเรียวยาวของชายหนุ่มต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง!
บนชั้นเมฆอันห่างไกล แสงสว่างสีทองเจิดจ้าสายหนึ่งกำลังแผ่ขยายออกเป็วงกว้าง ราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงใหม่กำลังจะกำเนิดขึ้นในยามวิกาล แสงนั้นสว่างวาบจนขับไล่ความมืดมิดของราตรีไปจนสิ้น แต่อัญมณีแห่งแสงสว่างนั้นกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันเ็า สูงส่ง และกดขี่ข่มเหงจนหายใจไม่ออก พร้อมกันนั้น เส้นแสงสีทองนับสิบสายก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า มุ่งตรงมายังทิศทางของเมืองชายแดนแห่งนี้ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ล้อมรอบด้วยคลื่นพลังงานที่ฉีกกระชากผืนฟ้าจนเกิดเสียงะเิดังสนั่นเป็ระยะ!
นั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ... แต่เป็กลิ่นอายพลังอันแกล้วกล้าของผู้ฝึกตนระดับสูง!
หัวใจของเฟยิกระตุกวูบด้วยลางสังหรณ์อันย่ำแย่ ขากรรไกรของเขาขบแน่นจนเป็สัน ั์ตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้สั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่แสงสีทองบนฟ้า แต่เขารีบหันขวับกลับไปมองยังทิศทางบ้านของเสี่ยวชิงและหมู่บ้านอันสงบสุขที่เขาเพิ่งเดินจากมาทันที!
ลางร้ายอันน่าสะพรึงกลัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และราตรีอันแสนอบอุ่นในค่ำคืนนี้... กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของทะเลเพลิงที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล!