ตอนที่ 15 มากถึงเพียงนั้น
กลับมาที่ปัจจุบัน...
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะอิงเอ๋อร์ อย่าลืมกินข้าวบ้างล่ะ” ท่านแม่เอ่ยเตือน
“เ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นข้าไปแล้วนะเ้าคะ” เมื่อกล่าวจบเพ่ยอิงก็เดินกลับห้องตัวเองไปแล้วทำการเข้ามาในกำไลมิติทันที
ในตอนนี้เพ่ยอิงมาอยู่ในบ้านริมน้ำตกในกำไลมิติของเธอเองแล้วก็เห็นเ้าไป๋หู่นอนอยู่บนเตียงที่เดิม ไม่รู้จะนอนอะไรกันหนักหนา
เธอจึงเดินมาหยิบดินสอใส่ถ่านอัดและกระดาษที่ให้พี่ใหญ่เข้าไปในเมืองไปซื้อให้เมื่อหลายวันก่อน
ตอนที่เธอจะออกแบบชุดให้ทุกคนใส่แต่ดันนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่มีกระดาษหรือพู่กัน เพราะเธอลืมซื้อกลับมาตอนเข้าเมืองไปคราวก่อนนั่นแหละ และหลังจากที่เธอได้ลองใช้พู่กันในการออกแบบเธอคิดว่ามันยากกว่าการใช้ดินสอร่างอยู่พอสมควร จึงไปเอาถ่านเก่าๆ มาฝนให้เป็ผงแล้วเอาไปผสมน้ำแล้วอัดลงไปในเถาวัลย์อันเล็กขนาดพอดีมือให้แน่นโดยการใช่ปราณช่วยอัดเข้าไปจากนั้นก็เอาไปอบกับหินทำความร้อนให้แห้งเท่านี้เธอก็ได้ดินสอมาใช้แล้ว
เมื่อเพ่ยอิงหยิบกระดาษและดินสอแล้ว เธอก็เดินออกไปด้านหน้าที่เป็ส่วนที่ยื่นลงไปในน้ำ ซึ่งด้านข้างจะเป็เก้าอี้โยกและตรงกลางจะเป็โต๊ะตัวเล็กตั้งอยู่ เอาไว้ให้เธอใช้สำหรับออกแบบชุดนั้นเอง
ผ่านไปประมาณครึ่งวันเธอก็ยังนั่งแก้แล้วแก้อีกจนตอนนี้รอบตัวของเธอเต็มไปด้วยก้อนกระดาษ แต่ชุดที่วาดออกมาได้ก็ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก จนกระทั่งเธอได้หมกตัวอยู่ในกำไลมิติเป็เวลาเจ็ดวันเต็ม ในที่สุดเธอออกแบบและก็ตัดเย็บชุดออกมาได้เสร็จ
และในทุกๆ วันจะเป็ไป๋หู่ที่เอาพวกผลไม้มาวางไว้ให้กินหรือไม่ก็ออกไปด้านนอกเพื่อเอาข้าวเข้ามาให้กินบ้าง บางทีกว่าจะได้กินก็ตอนที่เย็นชืดหมดแล้ว
“ไป๋หู่เ้ามาดูสิ ข้าตัดชุดนี้ออกมาได้สวยดีแล้วหรือไม่”
“อืม มันดูสวยงามและแปลกตาดี”
“ข้าจะใส่ออกไปอวดทุกคนในบ้าน เดี๋ยวเ้ารอข้าเปลี่ยนชุดแล้วเราออกไปข้างนอกพร้อมกัน”
เมื่อกล่าวจบเธอก็เอาชุดเข้าไปเปลี่ยนในบ้านทันทีโดยที่เ้าไป๋หู่รออยู่ด้านนอก เธอจะให้ไปดูเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยไม่ได้เพราะเ้าไป๋หู่มันเป็ตัวผู้
เมื่อเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกไปจากกำไลมิติพร้อมกับเ้าไป๋หู่ทันที
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ น้องเล็ก” เธอเดินออกมาจากห้องพร้อมกับเรียกทุกคนเสียงดัง
“มีอะไรหรืออิงเอ๋อร์ เ้าเป็หญิงสาวไม่ควรพูดจาเสียงดังเช่นนี้” ท่านแม่ที่ต่อว่าออกมาจากในครัว
“โอ้โห พี่รองพี่สวยอย่างกับพวกคุณหนูในเมืองเลย ไม่สิพี่รองของข้าสวยกว่าเยอะเลยขอรับ” น้องเล็กที่เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับท่านแม่เอ่ยชมออกมาก่อนใครเพื่อน
“อิงเอ๋อร์ลูกแม่ เ้าช่างงดงามจริงๆ นี่หรือชุดที่ลูกใช้เวลาหลายวันตัดเย็บขึ้นมา”
“ใช่เ้าค่ะท่านแม่”
“น้องรองงดงามไม่แพ้พวกคุณหนูภายในเมืองเลยขอรับ” พี่ใหญ่ที่เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับท่านพ่อเอ่ยชมออกมา
“ได้อย่างไรกันเ้าคะ ข้าให้ชื่นชมความงามของชุดที่ข้าคิดและตัดเย็บขึ้นมา แล้วเหตุใดทุกคนถึงชื่นชมกันแต่ข้าล่ะเ้าคะ”
“อะไรกัน...มีอย่างที่ไหนที่น้อยใจที่คนชื่นชมตนเองแต่ไม่ชื่นชมชุดที่เ้าตัด” ท่านเอ่ยพ่อถาม
“ก็แน่ล่ะสิเ้าคะ ข้าใส่ชุดนี้ออกมาโอ้อ้วดทุกคนเพื่อที่จะใช้ได้ช่วยกันชื่นชมชุดที่ข้าใช้เวลาคิดและตัดเย็บขึ้นมาตั้งเจ็ดวันเชียวนะเ้าคะ จะไม่ให้ข้าน้อยใจได้อย่างไร” เธอกล่าวออกมาด้วยความน้อยอกน้อยใจ
“ชุดที่เ้าตัดเย็บออกมาก็งดงามมากทีเดียว แต่เมื่อมันอยู่บนตัวของเ้าก็ยิ่งทำให้เ้างดงามขึ้นไปอีกอย่างไรเล่าน้องรอง” พี่ใหญ่เอ่ยชม
“แน่นอนสิเ้าคะ ข้าตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุดแล้วก็สวยที่สุด”
ชุดที่เพ่ยได้ทำการออกแบบมานั้น้าจะเป็แบบเกาะอกแล้วมีเสื้อคลุมแขนยาวที่ด้านหน้าจะทำเป็สายยาวๆ ออกมาเพื่อที่จะได้เอามาผูกโบว์ไว้ที่ด้านหน้า
ส่วนด้านล่างจะเป็กระโปรงยาวลงไปถึงข้อเท้าและมีการจับจีบที่เอวเอาไว้ด้วย ส่วนด้านในจะมีเป็กางเกงซับเลยเข่าขึ้นมานิดหน่อย บนตัวเสื้อจะมีการปักลวดลายดอกไม้ที่เกสรตรงกลางจะใช้ไข่มุกเม็ดเล็กๆ มาทำ อีกทั้งยังมีผีเสื้อตัวเล็กบินมาเกาะที่เกษรเพื่อที่จะได้ชิมน้ำหวาน
ส่วนกระโปรงด้านล่างก็มีฝูงผีเสื้อและแมลงปอฝูงหนึ่งกำลังบินไปมาเพื่อที่จะได้ดอมดมเหล่าดอกไม้แปลกตาพวกนั้น และแขนตรงข้อมือเพ่ยอิงได้นำไข่มุกเม็ดเล็กมาปักไว้รอบๆ ที่เหมือนว่ากำลังใส่กำไลไข่มุกที่ข้อมืออยู่ด้วย
ดูรวมๆ แล้วชุดที่เพ่ยอิงทำออกมาเป็ชุดที่ดูสวยงามมากชุดหนึ่ง ซึ่งลวดลายบนผ้านั้นขยับได้ราวกับภาพลวงตายามที่เพ่ยอิงขยับตัว หากมีใครได้มาเห็นคงมีแต่คนอิจฉาเพ่ยอิงที่ได้ใส่ชุดที่ดูสวยงามเช่นนี้เป็แน่
...
นี่ก็เป็เวลากว่าสามอาทิตย์แล้วที่เพ่ยอิงและครอบครัวช่วยกันปลูกผักลงแปลงเอาไว้ครบทุกแปลงแล้ว เห็นได้ชัดว่าผักที่ลงไว้สี่แปลงครึ่งในตอนแรกโตจนใกล้จะขายได้แล้ว แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่าไม่มีเกวียนมาขนผักไปขายในเมืองนี่สิ
จะเอาขึ้นเกวียนของลุงฉู่ฮ่ายไปขายก็ขนไปได้ไม่มากนัก เพราะในตอนเช้าก็มีคนนั่งเกวียนเข้าเมืองกันไปเต็มทุกวัน ถ้าจะให้เอาผักขึ้นเกวียนไปขายก็ได้เพียงแค่ตะกร้าสองตะกร้าที่เอาตั้งไว้บนตักของตัวเองไปเท่านั้น
“ท่านพ่อเ้าคะ พรุ่งนี้เราเข้าไปในเมืองเพื่อที่จะไปหาซื้อเกวียนกันดีกว่านะเ้าคะ” เพ่ยอิงกล่าวกับท่านพ่อ
“อืม ได้สิตอนนี้ผักของเราก็โตจนใกล้จะเก็บไปขายได้แล้ว พ่อว่าไปซื้อมาไว้ขนผักของพวกเราไปขายในเมืองก็ดีเหมือน เพราะอย่างไรเสียเราก็เอาไว้ใช้ในระยะยาว ไม่ได้ใช้กันแค่เพียงวันสองวัน”
“ส่วนเื่เงินไม่ต้องเป็ห่วงนะเ้าคะ เงินที่ขายสมุนไพรคราวที่แล้วก็ได้มาเยอะจนใช้แทบไม่หมดแล้วเ้าค่ะ”
“เ้าอย่าพูดเช่นนั้นไป เงินน่ะหามาได้ก็หมดลงไปได้ถ้าเราใช้ไม่เป็” เป็ท่านแม่ที่เดินออกมาจากบ้านพอดีกล่าวตักเตือนเธอ เพราะตอนนี้เธอกับท่านพ่อกำลังพูดคุยปรึกษากันอยู่ที่หน้าบ้านนั่นเอง
“เ้าค่ะท่านแม่” เพ่ยอิงตอบรับแต่โดยดี
หลังจากที่คุยเื่ซื้อเกวียนกันแล้ว เพ่ยอิงจึงคิดขึ้นมาได้ว่าตนเองควรเอาผลไม้จากในมิติออกมาปลูกขายบ้างน่าจะดีพอสมควร ที่จริงเื่นี้เธอคิดมาสักพักแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นเอง
เพราะจากที่เข้าไปในเมืองถึงสองครั้งสองครา เธอไม่ค่อยจะได้เห็นคนเอาผลไม้มาขายกันบ้างเลย จะมีก็แต่ร้านใหญ่ๆ ที่ขายกันแต่ผลไม้ป่าที่เธอเห็นว่ามันคือพวกพุทรา กล้วยหอม และอื่นๆ อีกไม่กี่อย่าง
อีกทั้งยังขายแพงแค่พุทราลูกเล็กๆ หนึ่งลูกก็ปาไปสามสิบอีแปะ ส่วนกล้วยก็ขายกันลูกละห้าสิบอีแปะ ย้ำว่าขายเป็ลูกไม่ใช่หวีหรือเครือแต่อย่างใด
แต่จะว่าไปแล้วตอนที่เธอเอาผลไม้จากในมิติออกมาให้ทุกคนในบ้านกินกัน ทุกคนก็ถามกันเสียยกใหญ่ว่ามันคือผลไม้อะไร กินได้หรือ
“ท่านพ่อเ้าคะ ข้าว่าข้าจะเอาผลไม้ในมิติออกมาปลูกขายเ้าค่ะ” เพ่ยอิงกล่าวกับท่านพ่อ เพราะถ้าเธอปลูกขายนะ ต้องขายดีมากแน่ๆ เพราะในเมืองแทบจะไม่มีผลไม้ออกมาขายเลย
“ผลไม้ที่เ้าเอามาให้พวกเรากินกันนะหรือ”
“ใช่เ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เ้าเถิด ถ้าเ้าคิดอยากจะทำพ่อก็จะสนับสนุนเ้าเอง”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ แต่ข้าว่าจะปลูกเยอะสักหน่อย ท่านพ่อเ้าคะเราไปให้หัวหัวหน้าหมู่บ้านเขียนหนังสือเพิ่มพื้นที่ให้อีกสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ” เพราะเธอคิดเอาไว้แล้วว่าในอนาคตเธอจะต้องได้ใช้พื้นที่อีกเยอะแน่ๆ เตรียมการเอาไว้เสียั้แ่ตอนนี้น่าจะดีกว่า
“เ้าจะเพิ่มอีกเท่าไหร่ดีเล่า” ท่านพ่อถาม
“ข้าว่าจะนับเอาพื้นที่จากบ้านของเราเข้าไปด้านหลังตลอดไปจนแนวตีนเขาหนึ่งลูกเลยดีกว่าเ้าค่ะ ในวันข้างหน้าต้องได้ใช้อีกเยอะแน่นอนเ้าค่ะท่านพ่อ”
“เยอะขนาดนั้นเชียว!!” ท่านพ่อตกตะลึงทันที
“เชื่อข้าเถิดเ้าค่ะท่านพ่อ เราได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทั้งหมดแน่นอนเ้าค่ะ เผลอๆ อาจจะไม่พอด้วยซ้ำไป เพราะว่าผลไม้ที่เราจะปลูกในเมืองจะไม่มีขาย หรือว่ามีขายแต่อาจจะมีน้อยเ้าค่ะท่านพ่อ ต่อไปบ้านของเราอาจจะเป็พ่อค้าส่งออกผลไม้ไปต่างเมืองครั้งละมากๆ ก็ได้นะเ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยโน้มน้าวให้ท่านพ่อได้มองเห็นถึงภาพในอนาคต
เนื่องจากผลไม้ไม่ได้เป็ที่รู้จักของคนในโลกนี้มากนัก ถึงจะมีมาให้เห็นบ้างแต่ก็เพราะมีคนเก็บจากในป่าออกมาขายแต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะปลูกออกมาขายกันเลย เพราะไม่รู้ทั้งวิธีการปลูกและวิธีการดูแลรักษา
จึงอาศัยแต่เก็บพวกผลไม้ที่เห็นสัตว์ชอบกินกันมาขาย และผลไม้บางชนิดก็มีให้เห็นแค่ในป่าอสูรเพียงเท่านั้น จึงทำให้ผู้คนไม่ได้รู้จักกัน ซึ่งผลไม้พวกนั้นก็จะเรียกกันแค่ว่าผลไม้ป่า ไม่ได้มีชื่อเรียกอะไรเป็พิเศษ
“เอาเช่นนั้นก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปบ้านของผู้ใหญ่บ้านกันั้แ่วันนี้เสียเลยแล้วกันเพราะอย่างไรนี่ก็เพิ่งยามเว่ย(13.00-14.59น.)”
“ดีเ้าค่ะท่านพ่อ ถ้าอย่างนั้นเราก็ควรให้ค่าน้ำใจผู้ใหญ่บ้านสักสิบตำลึงทองเป็อย่างไรเ้าคะ เพราะถึงอย่างไรก็เป็พื้นที่ที่เยอะพอสมควร”
“อย่างนั้นก็ดี คราวหน้าคราวหลังจะได้ไม่ต้องมีใครว่าเราเอาได้ว่าเราไปขอพื้นที่มาแบบเปล่าๆ”
หลังจากนั้นทั้งสองพ่อลูกก็พากันเดินออกจากบ้านไปแต่ไม่ทันจะเดินพ้นชายคาบ้านก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“ท่านพ่อกับพี่รองจะไปไหนกันขอรับ ข้าขอไปด้วยคน”
น้องเล็กที่ตอนแรกเล่นสนุกอยู่กับการกระตุ้นเมล็ดเถาวัลย์ให้โตอยู่หน้าบ้านะโถามขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นท่านพ่อกับพี่รองเดินออกจากบ้าน
“ข้ากับท่านพ่อจะไปบ้านของผู้ใหญ่บ้าน”
“ข้าไปด้วยขอรับพี่รอง ท่านพ่อ ข้าอยากไปเล่นกับพี่สาวผิงผิงอีก” น้องเล็กพูดพลางหันไปมองทางเพ่ยอิงทีทางท่านพ่อที
“เ้าไม่หัดทำให้เมล็ดเถาวัลย์เมล็ดนั้นโตขึ้นแล้วหรือข้าเห็นเ้าตั้งใจทำมาั้แ่เช้าเพิ่งจะมียอดโผล่ออกมาได้แค่เพียงข้อนิ้ว ก็จะถอดใจแล้วหรือ” พี่ใหญ่ที่กลับมาจากแปลงผักเอ่ยถามหลีตี้
“แต่ข้าก็ทำให้มันงอกออกมาได้นิดหน่อยแล้วนะขอรับพี่ใหญ่” น้องเล็กกล่าวออกมาก่อนจะเริ่มลังเล
“แต่ไหนเ้าบอกว่าวันนี้จะทำให้มันโตให้ได้อย่างไรเล่า” พี่ใหญ่ที่ยังคงกล่าวหยอกล้อน้องเล็กออกมาทำให้ตอนนี้น้องเล็กเริ่มลังเลหนักขึ้นไปอีก
“เอาเถิดๆ เ้าก็อย่าเอาแต่แกล้งน้องอยู่เลย นี่หลีเอ๋อร์ก็ทำให้มันโตขึ้นมาได้ตั้งข้อนิ้วแล้วอย่างไร” ท่านพ่อกล่าว
“ก็ดูสิขอรับน้องเล็กน่าแกล้งน้อยเสียที่ไหน”
“เอาเถิด ๆ ถ้าเ้าจะไปก็รีบตามมาเร็วเข้าหลีเอ๋อร์”
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็เดินไปที่หมู่บ้านเทียนยี่กันทันทีโดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองเค่อก็มาถึง ตลอดทางที่เดินเข้ามาในหมู่บ้านจนกระทั่งถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านก็ได้มีแต่ชาวบ้านเข้ามาพูดคุยสอบถามตลอด
“ขาของเ้าหายดีแล้วหรือ”
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“เ้าสบายดีหรือ”
“โชคดีแล้วที่เ้าหาย”
แล้วก็อื่นๆ อีกหลายคำถาม เพราะครั้งก่อนที่มาหมู่บ้านแห่งนี้ท่านพ่อไม่ได้เข้ามาทางในหมู่บ้านแต่เดินมาอีกทางที่เป็ทางลัดไปบ้านผู้ใหญ่บ้านได้เลย
เมื่อทั้งสามคนเดินมาถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านก็ได้เห็นผิงผิง ที่ถือตะกร้าผักกำลังจะเดินเข้าไปในบ้านพอดีน้องเล็กจึงะโเรียกขึ้นมาทันที
“พี่สาวผิงผิงขอรับบบบบ”
“อ้าวหลีตี้เองหรือ แล้วก็ท่านลุงชุนเหอกับเพ่ยอิง”
“ผู้ใหญ่บ้านอยู่หรือไม่ผิงผิง” เธอถามออกไป
“อยู่ๆ ถ้าอย่างนั้นเข้ามานั่งข้างในบ้านกันก่อน เข้ามาก่อนเ้าค่ะท่านลุง” ผิงผิงที่หันมากล่าวกับเธอและน้องเล็กก่อนจะหันไปเอ่ยเชิญท่านพ่อเข้าบ้าน
เมื่อทั้งสี่คนเดินเข้ามาในบ้าน ผิงผิงก็เอาผักเข้าไปเก็บในครัวแล้วก็เดินเข้าไปตามผู้ใหญ่บ้านออกมาให้ จากนั้นตัวเองก็เข้าครัวไปทำกับข้าว เมื่อเธอเห็นดังนั้นก็เอ่ยชวนน้องเล็กเข้าไปช่วยด้วยอีกคนหนึ่ง
“เป็อย่างไรบ้างชุนเหอ ขาหายดีแล้วหรือไม่” ผู้ใหญ่บ้านถาม
“หายดีแล้วขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน”
“ดีแล้วล่ะ แล้วเ้าเริ่มปลูกผักไปขายแล้วใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ วันหลังถ้าผักสามารถเก็บดกี่ยวไปขายได้ข้าจะนำมาฝากขอรับ” ชุนเหอกล่าวออกมาอย่างมีน้ำใจ
“ขอบใจเ้ามากแล้ววันนี้มาหาข้าเ้ามีอะไรให้ช่วยหรือ”
“ขอรับ พอดีข้าอยากขยายพื้นที่เพาะปลูกให้มากขึ้นเลยอยากมาขอให้ช่วยเขียนหนังสือให้สักเล็กน้อยน่ะขอรับ” ชุนเหอเอ่ยความ้าของตนเองออกไปทันทีที่ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามขึ้นมา
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นรอข้าสักประเดี๋ยว ให้ข้าไปหยิบหนังสือเขียนที่ดินออกมาก่อน” กล่าวจบผู้ใหญ่บ้านก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบหนังสือเขียนที่ดินจากในห้องออกมา
“คราวนี้เ้าจะให้ข้าเขียนให้ถึงตรงไหนล่ะ”
“ระยะทางจากบ้านของข้าเข้าไปด้านหลังตลอดไปจนแนวตีนเขาหนึ่งลูก ขอรับ”
“มากถึงเพียงนั้น!!” เป็หัวหน้าหมู่บ้านที่อุทานออกมาด้วยความใทันที ที่เขา้าพื้นที่มากถึงเพียงนั้น