ทุกย่างก้าวของเจี้ยนหลิน (剑林) หนักอึ้งด้วยความกังวล "ขาวน้อย" (小白) วิ่งนำหน้าเป็นระยะๆ สลับกับหยุดรอ สองหูเล็กๆ ของมันกระดิกถี่ๆ ดมกลิ่นไปตามพื้นหญ้าขนแกะเมฆา (云绒草) ที่บัดนี้เริ่มมีรอยเลือดจางๆ ปรากฏให้เห็นถี่ขึ้น ร่องรอยการดิ้นรนบางอย่างปรากฏเป็นหย่อมๆ บ่งบอกว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนั้นมิได้ยอมจำนนต่อโชคชะตาโดยง่าย‘ศิษย์พี่หญิง…’ เจี้ยนหลินพึมพำในใจ ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย อากาศบนที่ราบสูงนี้แม้จะบริสุทธิ์แต่ก็เบาบางและเย็นเยียบ ยิ่งเขารีบเร่งฝีเท้ามากเท่าใด ร่างกายก็ยิ่งต้องการออกซิเจนมากขึ้นเท่านั้น แต่ความเหนื่อยล้าทางกายมิอาจเทียบได้กับความหนักอึ้งในใจในที่สุด หลังจากลัดเลาะผ่านกลุ่มโขดหินสลับซับซ้อนและดงสนเมฆาโบราณ (古云松) ที่ยืนต้นท้าลมหนาวมาได้ระยะหนึ่ง "ขาวน้อย" ก็หยุดนิ่ง มันส่งเสียง "คิก!" แหลมสูงออกมา พร้อมกับวิ่งวนไปมาอย่างกระวนกระวายอยู่ข้างกอ "บุปผาเหมันต์นิรันดร์" (永冬花) สีฟ้าซีดที่ขึ้นอยู่ริมชะง่อนหินเล็กๆ แห่งหนึ่งเจี้ยนหลินรีบสาวเท้าเข้าไป และแล้วภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น!ร่างระหงในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่บัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตและฝุ่นดิน นอนสงบนิ่งอยู่ข้างโขดหินนั้น ศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง (月清灵)! ใบหน้าของนางซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาคู่สวยปิดสนิท ริมฝีปากแห้งผากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจะสัมผัสไม่ได้ บริเวณกลางหลังของนางมีรอยช้ำขนาดใหญ่และรอยไหม้จากพลังงานที่รุนแรง ปรากฏชัดเจนแม้จะถูกอาภรณ์ที่ขาดวิ่นบดบังอยู่บ้าง บ่งบอกถึงการถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงก่อนที่ค่ายกลจะทำงาน ไอพลัง (灵气) รอบกายนางอ่อนด้อยและไม่เสถียรอย่างเห็นได้ชัด สภาพของนางสาหัสยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก"ศิษย์พี่หญิง!" เจี้ยนหลินคุกเข่าลงข้างร่างของนางทันที ความตื่นตระหนกและความเป็นห่วงฉายชัดในแววตา เขารีบวางมือลงบนข้อมือของนางเพื่อตรวจวัดชีพจร...แผ่วเบาและเต้นอย่างอ่อนแรงยิ่งนัก! ‘อาการหนักถึงเพียงนี้! การโจมตีครั้งนั้น...นางต้องรับไว้เต็มๆ แน่!’เขาไม่รอช้า รีบประคองร่างของนางอย่างระมัดระวังที่สุด พยายามไม่ให้กระทบกระเทือนบาดแผลบริเวณกลางหลังของนาง เขาค่อยๆ ให้นางนอนตะแคงในท่าที่ดูจะสบายที่สุด ก่อนจะรื้อค้นในย่ามผ้าของตนเองอย่างรวดเร็ว โชคยังดีที่ระหว่างทางเขาได้เก็บสมุนไพรบางชนิดที่มีสรรพคุณในการห้ามเลือดและฟื้นฟูพลังมาบ้างตามสัญชาตญาณและความรู้จากตำรา "สรรพคุณเร้นลับแห่งพฤกษาบรรพกาล" (太古草木秘谱) เขาเลือก "หญ้าธารผลึก" (晶溪草) ที่มีไอเย็นและพลังชีวิตอ่อนๆ และ "รากหญ้าพลังดิน" (地力草根) สองสามหัวออกมา บดขยี้พวกมันด้วยมืออย่างรวดเร็วจนละเอียด ก่อนจะค่อยๆ นำไปประคบลงบนบาดแผลภายนอกที่มองเห็นอย่างแผ่วเบาจากนั้น เขารวบรวมสมาธิ โคจรพลังธาตุพฤกษา (草木之力) อันบริสุทธิ์ของตนเองอย่างแผ่วเบา ฝ่ามือทั้งสองข้างวางทาบลงบนแผ่นหลังของนางอย่างนุ่มนวลที่สุด หลีกเลี่ยงบริเวณที่บาดเจ็บโดยตรง พยายามจะถ่ายทอดพลังชีวิตที่อ่อนโยนและสอดคล้องที่สุดเข้าไปเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวจากภายใน และพยายามจะบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเส้นชีพจรบริเวณนั้น มันเป็นการกระทำที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและสมาธิอย่างสูงยิ่ง เพราะหากพลังงานของเขาไม่บริสุทธิ์เพียงพอหรือรุนแรงเกินไป อาจจะยิ่งทำให้อาการของนางทรุดหนักลงได้"ขาวน้อย" ดูจะรับรู้ได้ถึงความตึงเครียด มันวิ่งวนไปรอบๆ อย่างกระสับกระส่าย ก่อนจะคาบใบ "หญ้าจันทร์กระจ่าง" (月华草) ที่มีลักษณะคล้ายกับที่เคยเห็นในสวนสมุนไพรของสำนัก แต่กลับมีประกายสีเงินเรืองรองมากกว่า และดูเหมือนจะมีพลังชีวิตเข้มข้นกว่าที่เจี้ยนหลินเคยสังเกตเห็นระหว่างทาง มาวางไว้ข้างๆ เจี้ยนหลิน แล้วใช้จมูกเล็กๆ ดุนมาที่มือของเขา ‘ขาวน้อยมีสัญชาตญาณพิเศษต่อพืชที่มีพลังชีวิต บางทีมันอาจจะจำกลิ่นอายของหญ้าชนิดนี้ได้ จากที่ข้าเคยให้มันดมในสวนสมุนไพร’ เจี้ยนหลินคิด‘หญ้าจันทร์กระจ่างบนที่สูงเช่นนี้รึ? สรรพคุณน่าจะดียิ่งกว่า!’ เจี้ยนหลินไม่รอช้า รีบนำมันมาบดรวมกับสมุนไพรที่เหลือ เขาค่อยๆ ประคองศีรษะของนางขึ้นเล็กน้อย ใช้ใบไม้ที่ม้วนเป็นกรวยค่อยๆ ป้อนส่วนที่เป็นของเหลวเข้าปากนางอย่างระมัดระวังที่สุดเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามหน้าผากของเจี้ยนหลิน เขาต้องคอยประคองพลังธาตุพฤกษาให้สม่ำเสมอ และคอยสังเกตอาการของเยว่ชิงหลิงอย่างใกล้ชิด ในที่สุด หลังจากผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามเต็ม สีหน้าของนางก็เริ่มจะดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจเริ่มจะสม่ำเสมอขึ้นบ้าง แม้จะยังคงอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัดเปลือกตาของนางขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แววตาในตอนแรกยังคงเลื่อนลอยและสับสน แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของเจี้ยนหลินที่อยู่ใกล้ๆ ประกายแห่งความประหลาดใจระคนความโล่งใจจางๆ ก็ปรากฏขึ้น ‘เจี้ยนหลิน...เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้? หรือว่าข้า...ฝันไป?’ ความคิดแวบผ่านเข้ามาในหัวของนาง ก่อนที่ความเจ็บปวดจากบาดแผลจะเรียกสติกลับมา"เจี้ยน...หลิน..." เสียงของนางแหบพร่าและแผ่วเบา"ศิษย์พี่หญิง! ท่านรู้สึกตัวแล้ว!" เจี้ยนหลินเผลออุทานออกมาด้วยความดีใจระคนโล่งอก "ท่านอย่าเพิ่งขยับ บาดแผลของท่านยังสาหัสอยู่มาก โดยเฉพาะที่กลางหลัง"เยว่ชิงหลิงพยายามจะขยับตัว แต่ก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง นางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างอ่อนล้า "ที่นี่...คือที่ใดกัน? แล้วคนอื่นๆ...""พวกเราถูกส่งมายังดินแดนที่ไม่รู้จัก ข้าเองก็เพิ่งจะมาถึงได้ไม่นาน" เจี้ยนหลินตอบ "ส่วนคนอื่นๆ ข้ายังไม่พบร่องรอยเลย แต่ศิษย์พี่วางใจเถิด ข้าจะพยายามหาเบาะแสของพวกเขาดูก่อน อย่างไรเสีย ตอนนี้ท่านต้องพักฟื้นให้ดีที่สุด"หลังจากที่อาการของเยว่ชิงหลิงเริ่มจะทรงตัวบ้างแล้ว แม้จะยังคงอ่อนแอและต้องให้เจี้ยนหลินคอยประคองอย่างระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนแผ่นหลัง เจี้ยนหลินก็ตัดสินใจที่จะพานางเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณที่ค่อนข้างจะกำบังลมได้ดีกว่าและมีแหล่งน้ำสะอาด เขาเลือกกลุ่มโขดหินขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับกันจนเกิดเป็นเพิงพักตามธรรมชาติเล็กๆ ไม่ไกลจากลำธารสายย่อยที่ไหลรินลงมาจากยอดเขาขณะที่เยว่ชิงหลิงกำลังนั่งพักพิงโขดหินในท่าที่ไม่กดทับบาดแผลที่หลัง เพื่อทำสมาธิฟื้นฟูพลังปราณภายในอย่างช้าๆ ภายใต้การดูแลของเจี้ยนหลินนั้น เด็กหนุ่มได้ออกสำรวจบริเวณโดยรอบเพื่อหาสมุนไพรเพิ่มเติมและตรวจสอบความปลอดภัย และแล้วสายตาของเขาก็พลันไปสะดุดเข้ากับบางสิ่งที่น่าประหลาดใจ!ห่างออกไปจากที่พักของพวกเขาราวครึ่งลี้ (里) บนเนินดินที่เปิดโล่งและอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ยามบ่าย ปรากฏ "กลุ่มศิลาจารึกโบราณ" (古老石碑群) ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เป็นวงกลม ศิลาแต่ละแท่งสูงใหญ่และดูเก่าแก่ยิ่งนัก พื้นผิวของมันสลักเสลาไปด้วยอักขระและลวดลายที่แปลกตาและมองไม่ออกว่าเป็นภาษาหรือสัญลักษณ์ของยุคสมัยใด แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนบางส่วนผุกร่อนและเลือนรางไปบ้าง แต่ก็ยังคงแผ่กลิ่นอายแห่งความขรึมขลัง ลึกลับ และพลังงานโบราณบางอย่างออกมาอย่างชัดเจนเจี้ยนหลินยืนมองกลุ่มศิลาจารึกนั้นด้วยความทึ่งระคนความใคร่รู้ หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง ดินแดนแห่งนี้...มันซ่อนเร้นความลับอะไรไว้กันแน่? และศิลาจารึกเหล่านี้...มันกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวอันใดแก่ผู้ที่บังเอิญมาพบเจอ?(จบตอนที่ 156)