เมื่อสิ้นเสียงของระบบ ตัวเลือกทั้งสามก็ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของสวีทง
สวีทงมองดูตัวเลือกเ่าั้พลางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง
นึกไม่ถึงว่าการบรรยายเต๋าครั้งที่สองจะมาถึงเร็วเพียงนี้
ไอ้ระบบสุนัขนี่มันจงใจล่อลวงข้าชัด ๆ
หากพิจารณาตัวเลือกแรกและตัวเลือกที่สอง ทั้งคู่ล้วนบีบบังคับให้เขาต้องออกจากด่านฝึกฝน ทว่ารางวัลที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็ไขกระดูกหยกผานกู่หรือแก่นโลหิตผานกู่ ล้วนเป็ของล้ำค่าที่ยากจะหาใดเปรียบ
หากของสิ่งนี้ปรากฏขึ้นในมหาพิภพหงฮวง เกรงว่าผู้คนคงจะแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก
มหาเทพผานกู่คือตัวตนที่เกือบจะบรรลุมหาเต๋าได้สำเร็จ ไขกระดูกหรือแก่นโลหิตของเขาแม้เพียงหยดเดียว ก็เพียงพอจะทำให้พลังบำเพ็ญของคนผู้หนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับที่น่าสะพรึงกลัวได้
สวีทงย่อมรู้ดีว่าหากเขาได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสองอย่างนี้ เส้นทางแห่งการพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังของเขาจะราบรื่นขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว รางวัลอย่างลานเต๋าแห่งปราชญ์กลับดูด้อยค่าไปถนัดตา ลานเต๋าแห่งปราชญ์นั้นทำได้เพียงใช้ในการป้องกันและปิดบังการสอดส่องจากขอบเขตปราชญ์เท่านั้น แต่มิได้ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของเขาโดยตรง
เมื่อมองดูตัวเลือกเหล่านี้ สวีทงก็อดไม่ได้ที่จะด่าทอออกมา
ไอ้ระบบสุนัข ข้าไม่หลงกลเ้าหรอก รางวัลน้อยหน่อยก็ช่างมัน ยังดีกว่าต้องไปถูกกักขังอยู่ในวังจื่อเซียวในวันหน้า
ข้าเลือกข้อสาม
ทันทีที่สวีทงตัดสินใจ ระบบก็ตอบสนองในทันที
[ติ๊ง! โฮสต์ทำการเลือกเรียบร้อย รางวัล: ลานเต๋าแห่งปราชญ์หนึ่งแห่ง สามารถเรียกรับได้ทุกเมื่อ]
แม้เหตุการณ์จะดูเหมือนยาวนาน ทว่าความจริงทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
เล่าจื๊อและหยวนสื่อเมื่อได้ยินเสียง์ของหงจวินที่ดังมาจากวังจื่อเซียว ใบหน้าของทั้งคู่ก็ฉายแววยินดีออกมาทันที
“ช่างเป็์ประทานวาสนาโดยแท้ พวกเราเพิ่งจะคิดเื่เพิ่มความแข็งแกร่ง ท่านมรรคาจารย์ก็เปิดการบรรยายเต๋าอีกครั้ง น้องรอง น้องสาม พวกเราเร่งออกเดินทางกันเถอะ!
การบรรยายเต๋าครั้งก่อน พลังบำเพ็ญของพวกเราก็รุดหน้าไปมาก คราวนี้ท่านมรรคาจารย์จะบรรยายถึงวิถีกึ่งปราชญ์ พวกเราสามวิสุทธิ์จะล้าหลังผู้อื่นมิได้เด็ดขาด!” เล่าจื๊อเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น
หยวนสื่อเองก็พยักหน้าเห็นพ้อง “ถูกต้อง โดยเฉพาะกับเ้านกตี้จวิ้นและตงหวงไท่อีสองตัวนั่น เมื่อพลังบำเพ็ญของพวกเราเพิ่มพูนขึ้น จะต้องสั่งสอนพวกมันให้สาสม ให้พวกมันรู้สำนึกว่าทายาทที่แท้จริงของผานกู่นั้นไม่ใช่ผู้ที่ใครจะมาล่วงเกินได้ง่าย ๆ !”
ยามนี้หยวนสื่อยังคงอยู่ในอารมณ์ฮึกเหิม เขายังคงวาดวิมานถึงภาพที่ตนเองบดขยี้ตี้จวิ้นและตงหวงไท่อีอย่างสาแก่ใจ
ทว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น สวีทงกลับส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า
“พี่ใหญ่ พี่รอง การไปฟังการบรรยายเต๋าครั้งนี้พวกท่านไปกันสองคนเถิด ข้าคงมิอาจร่วมทางไปด้วยได้ อย่างที่ข้าบอกไป ยามนี้ข้าอยู่ใน่เวลาสำคัญของการทะลวงขั้น หากพลาดโอกาสการตระหนักรู้ในมหาเต๋าครานี้ไป การจะตามหาโอกาสเช่นนี้อีกครั้งคงเป็เื่ยากยิ่งนัก” สวีทงหาข้ออ้างส่งเดชออกมา
เล่าจื๊อได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป “น้องสาม เ้าจะไม่ไปฟังการบรรยายเต๋าอีกแล้วรึ? จงรู้ไว้ว่าครั้งนี้เป็การบรรยายวิถีกึ่งปราชญ์ ยามนี้เ้าอาศัยการผลาญบุญบารมีเบิกฟ้าจนบรรลุขอบเขตกึ่งปราชญ์แล้ว หากได้ไปฟังการบรรยายเต๋า บางทีอาจช่วยประหยัดบุญบารมีไปได้บ้างนะ บุญบารมีเบิกฟ้านี้มีเพียงหนึ่งเดียว หาเพิ่มไม่ได้ง่าย ๆ สิ่งใดประหยัดได้ก็ควรประหยัดไว้”
“นั่นสิน้องสาม คราวที่แล้วเ้ามิได้ไปฟังการบรรยายเต๋า ท่านมรรคาจารย์ยังมองหาเ้าอยู่หลายคราเชียวล่ะ”
เล่าจื๊อและหยวนสื่อยังคงปักใจเชื่อว่า พลังบำเพ็ญของทงเทียนที่ก้าวะโเช่นนี้ เป็ผลมาจากการใช้บุญบารมีเบิกฟ้าเข้าช่วย
ทว่าความจริงเป็เช่นไร สวีทงย่อมรู้ดีที่สุดในใจ
เมื่อได้ยินวาทะของหยวนสื่อ สวีทงก็ลอบระวังตัวมากขึ้น
นั่นไงล่ะ ตาแก่หงจวินนั่นกำลังจ้องจะเล่นงานข้าอยู่จริง ๆ ด้วย เช่นนั้นข้ายิ่งไปไม่ได้เด็ดขาด
สวีทงครุ่นคิดในใจพลางเอ่ยตอบว่า
“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว พวกท่านอย่าได้เสียเวลาเพราะข้าเลย รีบไปเถิด หากไปช้าเกรงว่าจะพลาดวาสนาสำคัญ หากตี้จวิ้นและตงหวงไท่อีชิงบรรลุเป็ใหญ่ก่อนพวกท่าน เื่มันจะยุ่งยากเอาได้นะ”
เมื่อได้ยินคำเตือนของสวีทง เล่าจื๊อและหยวนสื่อก็พลันตระหนกขึ้นมา
นั่นสิ! หากปล่อยให้เ้านกสองตัวนั้นก้าวล้ำหน้าไปก่อน ในอนาคตพวกเขาสองคนจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด จะยังกล้าแบกรับชื่อเสียงทายาทที่แท้จริงของผานกู่อยู่บนพิภพหงฮวงได้อีกหรือ?
เล่าจื๊อถอนหายใจยาว “เอาเถอะ ในเมื่อน้องสามตัดสินใจเช่นนี้ พวกเราพี่ใหญ่และพี่รองก็จะออกเดินทางไปก่อนแล้ว”
สวีทงพยักหน้าเงียบ ๆ ไม่เอ่ยคำใดอีก
ด้วยแรงกดดันจากตี้จวิ้นและตงหวงไท่อี เล่าจื๊อและหยวนสื่อจึงมิกล้าชักช้า ทั้งคู่ไม่ได้กลับไปยังถ้ำพำนักของตนด้วยซ้ำ แต่กลับมุ่งตรงไปยังวังจื่อเซียวในทันที
สวีทงมองตามร่างของทั้งสองที่จากไปอย่างเร่งรีบพลางส่ายหน้า
โลกนี้ไม่มีของฟรีหรอกนะ วันนี้ไปฟังเขาบรรยายเต๋า วันหน้าก็ต้องกลายเป็ข้ารับใช้ภายใต้คำสั่งของเขาไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์
ตำแหน่งปราชญ์แห่งฟ้าดินฟังดูรุ่งโรจน์ ทว่าต่อหน้าหงจวินผู้ผสานมรรคา พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับลูกจ้างชั้นดี
ปราชญ์ผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็ะไม่มีวันร่วงโรย แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับหายสาบสูญไปจากฟ้าดิน บ้างก็ถูกกักขังอยู่ในห้วงโกลาหลนอกชั้นฟ้า บ้างก็ต้องกลืนโอสถสยบปราชญ์
ความเป็ความตายล้วนแขวนอยู่บนความคิดเพียงวูบเดียวของหงจวินเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เขาตัดสินใจจะเดินบนวิถีแห่งการพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลัง มิใช่การตัดสามกิเลสบรรลุปราชญ์ ดังนั้นวิถีกึ่งปราชญ์ของหงจวินในครั้งนี้จึงหาได้มีประโยชน์อันใดต่อเขาไม่
สู้เอาเวลาไปทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญด้วยตนเองยังจะคุ้มค่าเสียกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีทงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
เขามองไปยังทิศทางของวังจื่อเซียวพลางพึมพำ “จากที่หยวนสื่อพูดเมื่อครู่ การที่ครั้งก่อนข้าไม่ไปฟังการบรรยายเต๋า หงจวินก็ได้สังเกตเห็นแล้ว หากครั้งนี้ข้ายังไม่ไปอีก เขาคงต้องเริ่มระแวงแน่ โชคดีที่ข้าเลือกข้อสาม ได้รางวัลเป็ลานเต๋าแห่งปราชญ์มาพอดี น่าจะช่วยกำบังได้บ้าง”
“ระบบ เรียกรับลานเต๋าแห่งปราชญ์”
[ติ๊ง! มอบรางวัลเรียบร้อย!]
สิ้นเสียงของระบบ ถ้ำพำนักของสวีทงก็พลันเปลี่ยนแปลงไปภายใต้อำนาจอันยิ่งใหญ่ กลิ่นอายรอบด้านกลายเป็ลึกลับซับซ้อนสุดหยั่ง แม้แต่ปราชญ์ก็ยากจะตรวจพบสภาวะภายในได้
สวีทงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ยอดเยี่ยม ด้วยลานเต๋าแห่งนี้ อย่างน้อยใน่สั้น ๆ ข้าก็ไม่ต้องกังวลว่าหงจวินจะแอบสำรวจข้าได้อีก”
จากนั้นสวีทงก็นั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝนต่อไป
…
ณ ห้วงโกลาหลนอกชั้นฟ้า ประตูวังจื่อเซียวเปิดออกอีกครั้ง
เหล่าผู้บำเพ็ญผู้มีชื่อเสียงทั่วทั้งสามภพเมื่อได้ยินเสียงของหงจวิน ต่างก็เร่งรุดเดินทางมาถึงที่นี่
พวกเขาต่างเคยได้รับผลประโยชน์จากการฟังการบรรยายเต๋าครั้งก่อนมาแล้ว ย่อมไม่มีใครอยากพลาดโอกาสทองในครั้งนี้
ใน่หลายปีที่ผ่านมา รูปแบบอำนาจบนมหาพิภพหงฮวงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
อิทธิพลของเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองเผ่าต่างมีวี่แววว่าจะกลายเป็ผู้ปกครองแห่ง์และพิภพ ทว่าต่างก็ไม่มีใครยอมก้มหัวให้แก่กัน
เล่าจื๊อและหยวนสื่อเดินทางมาถึงวังจื่อเซียวได้ไม่นาน ตี้จวิ้นและตงหวงไท่อีก็ตามมาติด ๆ
เมื่อเห็นศัตรูคู่อาฆาตปรากฏตัว เล่าจื๊อและหยวนสื่อก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ฝ่ายตงหวงไท่อีเมื่อเห็นศัตรูแล้ว ดวงตาก็เป็ประกายในทันที เตรียมจะเอ่ยปากเย้ยหยัน ทว่าในตอนนั้นเอง ร่างทั้งสิบสองสายก็พุ่งทะยานมาจากผืนแผ่นดินหงฮวง
คนเ่าั้ก็คือสิบสองบรรพชนอู๋นั่นเอง
สิบสองบรรพชนอู๋ไม่ได้บำเพ็ญิญญาต้นกำเนิด แต่เน้นการบำเพ็ญกายา เดิมทีการมาฟังการบรรยายเต๋าย่อมไร้ประโยชน์ แต่หลังจากหารือกันแล้ว พวกเขาตัดสินใจมาเข้าร่วมเพื่อดูท่าทีของมรรคาจารย์ และที่สำคัญที่สุดคือ... มาเพื่อก่อกวนตี้จวิ้นและตงหวงไท่อีให้เสียกระบวน!
“ฮ่า ๆ ๆ เ้านกกระจอกตี้จวิ้น ไม่เจอกันเสียนาน นึกไม่ถึงว่าเ้าจะยังกล้าโผล่หัวออกมา ไม่กลัวว่าพี่น้องของข้าจะถอนขนเ้านกอย่างเ้าจนเกลี้ยงรึ!”
ตี้เจียงหัวเราะร่า สุ้มเสียงดังกังวานไปทั่วทั้งตำหนัก
สีหน้าของตี้จวิ้นมืดมนลงถนัดตา บรรยากาศภายในตำหนักพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับมีประกายไฟที่พร้อมจะะเิได้ทุกเมื่อ!