ตอนที่ 22 ข้อตกลงของท่านประธาน 1
ภายในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทข้ามชาติชั้นนำ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก เครื่องปรับอากาศที่เปิดอุณหภูมิต่ำไม่ได้ช่วยให้พนักงานระดับหัวหน้างานกว่าสิบชีวิตรู้สึกเย็นลงได้เลย
ทุกคนต่างพากันก้มหน้ามองโต๊ะ เหงื่อซึมตามไรผม ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาคมกริบของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
ธีร์ ประธานบริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้กุมอำนาจสูงสุดของบริษัท นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรที่มักจะนิ่งขรึม บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ดุดันและเ็าจนน่ากลัว รังสีความโกรธแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนในห้องตัวสั่น
“โปรเจคพันล้านล่มไม่เป็ท่า... พวกคุณทำงานกันยังไง!” ธีร์ตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนแก้วน้ำสั่นะเื เขาตวาดเสียงกร้าว “เื่ใหญ่ขนาดนี้... มันต้องมีคนรับผิดชอบ!”
คำว่า 'รับผิดชอบ' ทำเอา นิค ที่นั่งอยู่กลางโต๊ะประชุมถึงกับสะดุ้งโหยง หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ
นิคเริ่มอยู่ไม่สุข มือสองข้างกุมเข้าหากันแน่นจนสั่นระริกและชุ่มไปด้วยเหงื่อ เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่า ความพินาศย่อยยับในครั้งนี้... มันเกิดจากความสะเพร่าของเขาเองที่ทำข้อมูลลับของโปรเจครั่วไหล จนบริษัทคู่แข่งเอาไปตัดหน้าคว้าเค้กชิ้นปลามันไปครองได้สำเร็จ
ธีร์กวาดสายตาคมกริบมองพนักงานทุกคนที่เอาแต่ทำตัวเป็เต่าหดหัว ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญ
“ทุกคนออกไปให้หมด! ไปทำงานของพวกคุณได้แล้ว”
คำสั่งราวกับเสียง์ทำให้ทุกคนเตรียมลุกขึ้นด้วยความโล่งอก แต่ทว่า... เสียงเย็นเยือกของท่านประธานหนุ่มก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ยกเว้นคุณ... นิค อยู่ก่อน”
สายตาทุกคู่ในห้องประชุมหันขวับมามองที่นิคเป็ตาเดียว แววตาเ่าั้แฝงไปด้วยความสงสาร ปนเปไปกับความสมเพชและโล่งใจที่ตัวเองรอดพ้นจากกองเพลิง
ทุกคนทยอยเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นิคนั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพัง
ทันทีที่บานประตูห้องประชุมปิดลง กลุ่มพนักงานที่เพิ่งรอดตายออกมาก็เริ่มจับกลุ่มกระซิบกระซาบนินทาทันทีที่พ้นระยะสายตาบอส
“ฉันว่าแล้วเชียว งานนี้คุณนิคไม่รอดแน่ ๆ ทำข้อมูลรั่วไหลไปถึงหูคู่แข่ง บริษัทเสียหายหลายร้อยล้านขนาดนี้ มีหวังโดนไล่ออกแถมติดคุกแน่ ๆ” หัวหน้าแผนกหญิงคนหนึ่งกระซิบเสียงเบา
“นั่นสิ หน้าตาซีดเป็ไก่ต้มเลย สมน้ำหน้า อยากทำตัวเด่นดีนัก” พนักงานอีกคนผสมโรง
“หุบปากไปให้หมดเลยไป๊!”
เสียงทุ้มตวาดลั่นแทรกขึ้นมา ทำเอาขบวนการนินทาวงแตกทันที สกาย เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของนิคที่ยืนฟังอยู่ตั้งนาน เดินเข้ามาจ้องหน้าคนพวกนั้นด้วยสายตาดุดัน เขาขบกรามแน่นด้วยความโมโหที่เห็นเพื่อนรักกำลังย่ำแย่แต่กลับมีคนคอยเหยียบย้ำ
“ถ้าพวกคุณว่างมากขนาดมานั่งนินทาคนอื่นลับหลังแบบนี้ ก็เอาเวลาไปตรวจเช็กงานของแผนกตัวเองเถอะ! อย่าให้ผมเห็นว่าใครเอาเื่ของนิคไปพูดสนุกปากอีก ไม่งั้นผมจะรายงานท่านประธานให้ไล่ออกให้หมด!”
สกายขู่เสียงแข็งในฐานะเพื่อนสนิทที่พร้อมออกโรงปกป้อง
เมื่อเห็นสกายเอาจริงและขู่จะฟ้องบอส กลุ่มพนักงานขี้นินทาก็พากันหน้าเสีย ต่างคนต่างเงียบกริบและรีบก้มหน้าก้มตาเดินหนีแยกย้ายกันไปทันที
สกายมองตามด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันไปมองประตูห้องประชุมที่ปิดสนิทด้วยความเป็ห่วงเพื่อนรักจับใจ
ภายในห้องประชุมใหญ่
บัดนี้ความเงียบกริบเข้าปกคลุมจนน่ากลัว มีเพียงเสียงครางเบา ๆ ของเครื่องปรับอากาศ
ธีร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ลุกเดินย่างสามขุมเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้านิคที่เอาแต่นั่งก้มหน้านิ่งไม่กล้าสบตา
“คุณจะทำยังไงกับความเสียหายครั้งนี้... นิค?”
ธีร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
“คุณรู้ไหมว่าความประมาทเลินเล่อของคุณ มันทำข้อมูลรั่วไหลไปฝั่งนู้น และมันสร้างความเสียหายให้บริษัทเราเท่าไหร่... สองร้อยล้าน! คนอย่างคุณทำงานทั้งชีวิตก็ไม่มีปัญญาหามาคืน!”
นิคกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างมันเป็ความจริง ความผิดพลาดของเขาทำให้บริษัทพังพินาศ แต่นิคก็ไม่อยากหมดอนาคต ไม่อยากโดนไล่ออกและเสียประวัติจนไปสมัครงานที่ไหนไม่ได้อีก เขาจึงตัดสินใจกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ แล้วเอ่ยปากออกไปเสียงสั่น
“ผม... ผมจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดเองครับท่านประธาน”
“หึ ๆ ๆ ๆ!”
ธีร์หลุดหัวเราะลั่นห้องประชุมทันที ทว่ามันไม่ใช่การหัวเราะเพราะขำขัน แต่เป็การหัวเราะเยาะหยันและดูถูกอย่างถึงที่สุด ธีร์โน้มตัวลงมาใกล้ ใช้สายตาเหยียดหยามมองพนักงานหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้า
“รับผิดชอบ? ด้วยอะไรคุนนิค? เงินเดือนอันน้อยนิดของคุณงั้นเหรอ? หรือบ้านทาวน์โฮมหลังเล็ก ๆ ที่คุณยังผ่อนไม่หมด? อย่ามาพูดให้ขำหน่อยเลย คนอย่างคุณ... ไม่มีปัญญาชดใช้อะไรได้ทั้งนั้นแหละ” ธีร์เค่นเสียงสมเพช
นิคถึงกับหน้าชาทันที คำดูถูกของบอสหนุ่มพุ่งปักกลางใจจนเขาเถียงไม่ออก ตัวเลขสองร้อยล้านมันสูงเกินกว่าที่คนธรรมดาอย่างเขาจะเอื้อมถึงจริง ๆ
ธีร์ขยับตัวยืดขึ้นเต็มความสูง จัดเสื้อสูทหรูหราให้เข้าที่ ก่อนจะเปรยสายตามองนิคเป็ครั้งสุดท้ายด้วยรอยยิ้มแฝงนัยยะลึกลับที่ชวนให้ขนลุกซู่
“พรุ่งนี้สิบโมงเช้า... มาพบผมที่ห้องทำงานส่วนตัว เตรียมตัวเตรียมใจมาให้ดี ๆ ล่ะ ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง”
พูดจบ ธีร์ก็หมุนตัวเดินนิ่ง ๆ ออกไปจากห้องประชุมทันที ทิ้งให้นิคนั่งจมอยู่กับความมืดมนบนเก้าอี้เพียงลำพัง
นิคยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความกลัวและความเครียดที่ประดังประเดเข้ามา ในหัวของเขาบัดนี้คิดฟุ้งซ่านไปไกล ทั้งเื่คุกตาราง เื่หนี้สินมหาศาล และที่สำคัญที่สุด...
ฟ้าใส ภรรยาแสนสวยที่นอนรอเขาอยู่ที่บ้าน ถ้าเธอรู้ว่าเขากำลังจะหมดอนาคตและมีหนี้เป็ร้อยล้าน ชีวิตคู่ของพวกเขาจะเป็อย่างไรต่อไป
“กูจะทำยังไงดีวะ... กูจะหาเงินจากไหนมาคืน” นิคพึมพำกับตัวเองเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความเครียดคลอเบ้า
เขานั่งทอดอาลัยตายอยากอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเฮือกใหญ่ นิคพยุงร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วค่อย ๆ เดินคอตกออกจากห้องประชุมไป
เวลาล่วงเลยมาจนถึง่เย็นย่ำ
เสียงเข็มนาฬิกาบอกเวลาเลิกงานที่ชาวออฟฟิศหลายคนต่างเฝ้ารอ บรรยากาศภายในตึกสูงย่านใจกลางเมืองเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง พนักงานต่างพากันลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย พูดคุยถึงแพลนอาหารมื้อเย็นหรือการพักผ่อนด้วยน้ำเสียงร่าเริง
ต่างจากมุมโต๊ะทำงานของนิค ที่ราวกับมีเมฆดำทมิฬลอยปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
นิคค่อย ๆ จัดเก็บเอกสารบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะยัดพวกมันลงกระเป๋าทำงานเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านเหมือนกับคนอื่น ๆ
ตลอดทั้งบ่ายที่ผ่านมา เขาต้องจมอยู่กับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ไม่ใช่แค่เื่ตัวเลขความเสียหายสองร้อยล้าน แต่เป็เพราะสายตาของเพื่อนร่วมงานนับสิบคู่ที่คอยจ้องมองมาอย่างจับผิด รวมถึงคำนินทาและคำพูดเหน็บแนมประชดประชันที่แว่วเข้าหูอยู่เป็ระยะ
“ทำบริษัทเจ๊งขนาดนี้ ยังกล้านั่งหน้าสลอนอยู่อีกเนอะ”
“ถ้าเป็ฉัน ลาออกไปะโตึกตายแล้ว”
คำพูดพวกนั้นแทงลึกเข้าไปในใจ แต่นิคกลับทำได้แค่นิ่งเฉย ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยไม่ตอบโต้ใด ๆ เพราะเขาจำนนต่อหลักฐานว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากความสะเพร่าของเขาเอง
เมื่อถึงเวลาเดินออกจากออฟฟิศ นิคเลือกที่จะเดินลงบันไดหนีไฟจากชั้นบนแทนการใช้ลิฟต์โดยสาร เพราะเขาไม่อยากไปยืนอัดแน่นและทนรับสายตาเหยียดหยามจากคนในบริษัทอีก
ส่วนสกายเพื่อนสนิทของเขาก็ติดธุระด่วนของทางบ้าน จึงได้ขอตัวกลับไปก่อนหน้านี้แล้ว ทิ้งให้นิคต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวตามลำพัง
นิคพาร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงเดินลงมาถึงหน้าบริษัท เขาหยุดยืนอยู่ที่ประตูทางออกก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับจะไล่ความอึดอัดในอก สายตาทอดมองไปที่ป้ายรถเมล์ริมถนนพลางคิดถึงอนาคตที่ดับวูบ
แต่ทว่า... ในขณะที่เขากำลังจะก้าวขาเดินออกไป เสียงหวานอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“พี่นิคคะ!”
นิคหันไปตามเสียงเรียกทันที และภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจที่เหี่ยวเฉาของเขาพองโตขึ้นมาวูบหนึ่ง ฟ้าใสภรรยาสาวแสนสวยกำลังยืนส่งยิ้มหวานพร้อมกับโบกมือให้เขาอยู่
ฟ้าใสในวันนี้สวมชุดกระโปรงเข้ารูปพอดีตัว เผยให้เห็นรูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้งอวบอัดน่ารัก ผิวพรรณของเธอขาวเนียนเปล่งปลั่งจนผู้ชายที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง เธอรีบก้าวเท้าเรียวเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางร่าเริง
“ฟ้าแวะมาหาค่ะ พอดีทำธุระแถวนี้เสร็จเร็ว เลยคิดว่าจะกลับบ้านพร้อมกัน” ฟ้าใสบอกเสียงใส แววตาเต็มไปด้วยความรัก
นิคพยายามสลัดความเครียดทั้งหมดทิ้งไป ใบหน้าที่หม่นหมองเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอบอุ่นทันทีเพื่อไม่ให้ภรรยาต้องเป็ห่วง เขาเอื้อมมือไปกุมมือบางของเธอไว้
“งั้น... เย็นนี้เราไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานก่อนเข้าบ้านกันมั้ยครับ? ฟ้าอยากทานอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า”
“ดีเลยค่ะ! ฟ้ากำลังหิวอยู่พอดี งั้นเราไป...”
“คุณนิค...”
ยังไม่ทันที่ฟ้าใสจะได้พูดจบ เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง ทำเอาเซลล์ทุกส่วนในร่างกายของนิคเย็นเยือกจนแข็งทื่อ
นิคและฟ้าใสหมุนตัวหันกลับไปมองพร้อมกัน
ภาพที่เห็นคือ ธีร์ ประธานหนุ่มรูปหล่อในชุดสูทสากลราคาแพงระยับ กำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาหาพวกเขา โดยมีบอดี้การ์ดและผู้ช่วยหนุ่มเดินตามหลังมาห่าง ๆ รังสีความกดดันและอำนาจของเขาทำเอาบรรยากาศรอบข้างดูอึดอัดขึ้นมาทันที
สายตาคมกริบของธีร์ไม่ได้จดจ้องที่ตัวนิค แต่กลับพุ่งตรงไปที่เรือนร่างของฟ้าใสั้แ่หัวจรดเท้า แววตาของเขาฉายความพึงใจออกมาอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะหันมาพูดยิ้ม ๆ กับนิค
“กำลังจะกลับแล้วเหรอคุณนิค?”
“ครับ... ท่านประธาน” นิคตอบเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ
“อืม... อย่าลืมล่ะ พรุ่งนี้มาบริษัทแต่เช้าด้วยล่ะ”
ธีร์สั่งเสียงเรียบ ก่อนจะเบนสายตากลับไปที่ฟ้าใสอีกครั้งอย่างจงใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหิวกระหาย
“แล้วนี่... จะไม่แนะนำให้ผมรู้จักหน่อยเหรอ?”
นิคกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ร่างกายเริ่มสั่นด้วยความอึดอัด แต่ก็ขัดไม่ได้
“เอ่อ... นี่ ฟ้าใส ครับ... ภรรยาของผมเอง”
“สวัสดีค่ะท่านประธาน” ฟ้าใสยกมือไหว้และส่งยิ้มให้ตามมารยาทของภรรยาที่ดี
ธีร์ยิ้มกว้างขึ้น เขาไม่ได้ยื่นมือมารับไหว้ แต่กลับยื่นมือหนาออกไปข้างหน้าเพื่อขอจับมือทักทายแบบสากล
ฟ้าใสชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือบางไปจับตอบตามมารยาท
ทันทีที่ฝ่ามือเนียนนุ่มัักับมือแกร่ง ธีร์ก็ออกแรงบีบกระชับเบา ๆ พร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้หลังมือของเธออย่างเนียน ๆ ก่อนที่ฟ้าใสจะรีบชักมือกลับแล้วยิ้มอย่างเป็มิตร โดยที่เธอไม่ได้คิดอะไร
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฟ้าใส... คุณนิคเนี่่ยโชคดีจริง ๆ ที่มีภรรยาสวยขนาดนี้”
ธีร์เอ่ยชม เสียงทุ้มต่ำพร่าลงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองหน้านิคด้วยแววตาเหนือกว่า
“เื่ปัญหาใหญ่ที่คุณกำลังเจออยู่ตอนนี้... ผมคิดว่าผมหา 'ทางออก' ให้คุณได้แล้วนะคุณนิค”
พูดจบ ธีร์ก็ตวัดสายตากลับไปจ้องมองที่ดวงหน้าสวยและทรวงอกอวบอัดของฟ้าใสอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ปิดบังความหื่นกระหายในสายตาอีกต่อไป ั์ตาของเขาเต็มไปด้วยความ้าอันลึกลับ ลิ้นหนาแลบออกมาเลียริมฝีปากตัวเองเบา ๆ อย่างหิวกระหาย ราวกับกำลังจ้องมองอาหารจานโปรด
ฟ้าใสที่ไม่รู้เื่ราวยังคงยืนยิ้มซื่อ ๆ แต่นิคนั้นรู้ดีจนใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
นิครู้จักชื่อเสียงเรียงนามของประธานหนุ่มคนนี้ดีว่าธีร์เป็เสือผู้หญิงตัวพ่อ ขาดผู้หญิงไม่ได้ และมีรสนิยมชอบเคลมเมียลูกน้องหรือผู้หญิงที่มีเ้าของแล้ว
สายตาและท่าทางลูบปากแบบนั้น... นิคอ่านออกทันทีว่าสิ่งที่ธีร์้าใช้แลกเปลี่ยนกับหนี้สองร้อยล้านและอนาคตของเขา คืออะไร
“เอ่อ... ผมขอตัวพาภรรยาไปทานข้าวก่อนนะครับท่านประธาน ขอตัวครับ”
นิคเริ่มลนลาน เขาไม่รอให้ธีร์อนุญาต ก็รีบคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของฟ้าใสแล้วออกแรงดึงให้เธอเดินตามออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความกลัวและหวงแหน
“คืนนี้ผมจะติดต่อไปหาคุณนะคุณนิค... ผม้าคำตอบก่อนเที่ยงคืน!”
เสียงะโไล่หลังของธีร์ดังสนั่น นิคสะดุ้งสุดตัวและหยุดฟังไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความสับสนและหวาดกลัวจนแทบจะกระอักเื ก่อนจะรีบจูงมือภรรยาสาวเดินหนีไปให้พ้นจากเขตตรงนั้น
ปล่อยให้ธีร์ยืนนิ่งอยู่หน้าบริษัท ประธานหนุ่มรูปหล่อจุดรอยยิ้มดิบเถื่อนปนความหื่นกระหาย สายตาโลมเลียจับจ้องมองตามแผ่นหลังและบั้นท้ายกลมกลึงของฟ้าใสที่ส่ายไปมาตามจังหวะการเดินอย่างไม่วางตา...
โปรดติดตามตอนต่อไป.
ถ้าคุณธีร์สนใจ แม่ ๆ นักอ่านของไรต์ยังว่างหลายคนนะคะ 555 ปล.หื่น ๆ กันทั้งนั้น
ฮ่าฮ่า
แนบภาพท่านประธาน ธีร์
