ความเงียบงันปกคลุมห้องนั่งเล่นกว้างขวางของคอนโดมิเนียมหรูพริมาในชุดทำงานชุดเดิมที่ได้รับการซักและรีบจนเรียบกริบกำลังยืนจัดกระเป๋าสะพายของตัวเองร่างกายของเธอฟื้นตัวขึ้นมากแล้วจนเกือบเต็มร้อยทว่าสิ่งที่ยังคงว้าวุ่นและไม่สงบ... คือจิตใจของเธอเอง
หญิงสาวก้มมองถ้วยยาและแผ่นเจลลดไข้ที่ยังวางอยู่บนโต๊ะพลางนึกย้อนไปถึงคำพูดร้ายกาจที่เธอประชดประชันใส่ อคิน เมื่อวันก่อน
‘คุณอยากให้ฉันหายไวๆ เพื่อที่จะได้ลากฉันกลับไปทรมานต่อใช่ไหม...’
พริมาเม้มปากแน่นความรู้สึกผิดระคนละอายใจเล็ก ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในอก ยามที่เธอสลบไสลไปแม้จะมีสติเพียงเลือนรางแต่เธอก็จำได้ััของมือหนาที่คอยเช็ดตัวให้เธออย่างแ่เบาทุกค่ำคืนจำเสียงทุ้มที่คอยเรียกชื่อเธอด้วยความกระวนกระวาย และจำน้ำซุปอุ่น ๆ ที่เขาพยายามป้อนให้เธอทาน...ถ้าเขาเป็ปีศาจที่ไร้หัวใจจริง ๆเขาจะยอมลดตัวลงมาทำเื่พวกนี้ให้ลูกสาวของศัตรูด้วยตัวเองทำไม
‘บางที...เราอาจจะพูดแรงเกินไปจริง ๆ’ หญิงสาวคิดในใจอย่างสับสน
"จัดของเสร็จแล้วก็ไสหัวออกไปได้แล้ว มัวยืนเหม่ออยู่ทำไม"
เสียงทุ้มต่ำและเ็าอันเป็เอกลักษณ์ดังขึ้นจากเื้ัอคินเดินเข้ามาในห้องพร้อมชุดสูทเตรียมไปทำงานใบหน้าหล่อเหลายังคงนิ่งสนิทราวกับไม่แคร์สิ่งใดทว่าแววตาของเขากลับมีรอยหม่นแสงและดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
พริมาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆมือบางกำสายกระเป๋าแน่นจนชื้นเหงื่อจิตใจกำลังต่อสู้กันระหว่างทิฐิกับความถูกต้อง...เธอเกลียดสิ่งที่เขาทำกับครอบครัวเธอแต่เธอก็ไม่ใช่คนที่จะมองข้ามความเมตตาของผู้มีพระคุณยามป่วยไข้
หญิงสาวเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม รักษาระยะห่างไว้อย่างเหมาะสมอคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเตรียมพร้อมรับคำประชดประชันหรือสายตาชิงชังจากเธออีกครั้ง
ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นกลับผิดคาด
พริมาก้มหน้าลงเล็กน้อย หลบสายตาคมกริบคู่นั้นก่อนจะเค้นคำพูดที่ฟังกดดันแต่เต็มไปด้วยความจริงใจหลุดออกมาจากริมฝีปากบาง
"เื่เมื่อวันก่อน... ที่ฉันว่าคุณ...ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ" พริมาเว้นจังหวะ พยายามสะกดก้อนความประหม่าในลำคอ "และ... ขอบคุณนะคะที่คุณคอยดูแลฉันตอนที่ฉันป่วย"
คำว่า 'ขอบคุณ' แ่เบานั้นราวกับเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในใจของอคินชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปราวกับถูกสาป ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยหัวใจอันด้านชาที่เคยหนักอึ้งและระบมไปด้วยรอยแผลจากคำพูดร้ายกาจของเธอเมื่อวันก่อนพลันรู้สึกอุ่นวาบและเบาลงอย่างน่าประหลาด
รอยร้าวในใจมารที่เคยเ็ป คล้ายได้รับการเยียวยาด้วยถ้อยคำสั้น ๆของผู้หญิงตรงหน้า
อคินพยายามสะกดความรู้สึกตื้นตันและดีใจที่แล่นพล่านอยู่ในอกเขาแสร้งทำเป็กระแอมไอในลำคอเบา ๆเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อไม่ให้เธอเห็นมุมปากที่เกือบจะยกยิ้มขึ้นมา
"หึ...รู้จักสำนึกคุณคนขึ้นมาบ้างแล้วงั้นสิ" อคินเค้นเสียงพูดจาแดกดันตามนิสัยปกป้องตัวเองทว่าน้ำเสียงกลับไม่ได้แข็งกร้าวและดุดันเหมือนทุกที มันแฝงไปด้วยความอ่อนลงจนพริมาััได้"ฉันบอกแล้วไงว่าไม่อยากให้เธอตายคามือ รีบ ๆ กลับบ้านไปซะแล้วพรุ่งนี้อย่ามาทำงานสายล่ะ... ฉันไม่ชอบรอใคร"
"ค่ะ ท่านประธาน" พริมาเงยหน้าขึ้นสบสายตากับเขา แววตาหวาดระแวงของเธอจางลงไป เหลือเพียงความนิ่งสงบ
หญิงสาวหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทิ้งให้อคินยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามามุมปากหยักลึกที่เคยเหยียดตรงช้า ๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางเบา...รอยยิ้มแรกในรอบสิบปีที่เกิดขึ้นจากความสุขจริง ๆ ไม่ใช่ความสะใจ
แม้าความแค้นจะยังไม่จบสิ้นและกำแพงแห่งอคติของทั้งคู่ยังคงตั้งตระหง่าน แต่ถ้อยคำขอบคุณเล็ก ๆ ในวันนี้ก็ได้เปิดรอยแตกแรกบนกำแพงน้ำแข็งหนาทึบระหว่างหัวใจของพญามารและเชลยสาวเข้าให้แล้ว !