“ข้าเลือกเด็กคนนี้ครับ”คิวรันไม่มีความสามารถในการดูสถานะเหมือนเรนิสถึงอย่างงั้น ทั้งโอเมก้าและอัลฟ่าก็มีฟีโรโมนที่ปล่อยออกมา ทำให้คนรอบข้าง(ยกเว้นเบต้า)รู้อยู่แล้วว่าพวกเขามีเพศอะไรแต่เขาไม่ได้เลือกเด็กพวกนี้เพราะเพศ แต่เห็นว่ามีแววต่างหาก
ไอพลังที่ปล่อยออกมาเพราะควบคุมไม่เป็น่ะเป็ตัวบ่งบอกชั้นดีเลยว่าใครมีพลังมากแค่ไหน
ส่วนเบริเวอร์เดินไปเลือกเด็กอีกคนหนึ่งที่โตพอจะดูเพศออกว่าเป็โอเมก้าแน่นอนเบริเวอร์ไม่มีหลักการอะไรหรอก เขาแค่ถูกชะตาก็เด็กคนนี้เท่านั้นเอง
เรนิสคิ้วกระตุกสองคนนี้เลือกคนที่เขาเล็งไว้ทั้งคู่เลย
ชื่อ : เจคอบ บราวน์
สถานะ : -
เพศ :เบต้า-ชาย
อายุ : 7 ขวบ
พลังธาตุ : ลม (Lv.3)
======================
ชื่อ : คาริน เยเกอร์
สถานะ : -
เพศ :โอเมก้า-หญิง
อายุ : 11 ขวบ
พลังธาตุ : ลม (Lv.4)
“พวกเ้าเลือกธาตุลมทั้งคู่แล้วธาตุไม้ล่ะ”
เบริเวอร์กับคิวรันมองหน้ากัน“ธาตุไม้ พวกเราคิดว่าควรเป็เ้าเมืองทั้งสองนะครับ”
“ฮ่าๆๆๆๆพวกเ้าเลือกถูกใจข้า เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้ตัวคนฝึกแล้วพวกเ้าตามข้ามานี่ล่ะกัน”
คิวรันกับเบริเวอร์ถอนหายใจเกือบแล้ว ๆ
เรนิสใช้เวลาสอนทั้ง4 คน เป็เวลา 1 สัปดาห์เต็ม ๆ เ้าเมืองทั้งสองสามารถหว่านเมล็ดได้หลายแบบแล้วส่วนเด็ก ๆธาตุลมก็ปรับสภาพอากาศเป็แล้วด้วย ทีนี้ปัญหาเื่อาหารก็หมดไป
“ข้าขอโทษนะที่ไม่สามารถหาเนื้อสัตว์ให้พวกเ้าได้”เรนิสไม่สามารถเสกสิ่งมีชีวิตได้แม้จะมีธาตุแสงแน่นอนว่ารวมถึงชุบชีวิตด้วย
“องค์ราชินีไม่ต้องขอโทษหรอกครับแค่นี้พวกเราก็ซึ้งใจแล้ว1 อาทิตย์มานี้พวกเรามีอาหารกินดีมาก แถมพระองค์ยังสอนวิธีผลิตตู้เย็นให้พวกเราอีกถนอมอาหารได้นานและไม่เน่าเสียง่าย พระองค์ทรงปรีชามาก”
เรนิสเกาหัวถึงจะบอกว่าตู้เย็นแต่มันไม่ใช้ไฟฟ้าหรอกนะแค่ตู้ที่ทำจากแร่เก็บความเย็นแล้วให้คนใช้ธาตุลมส่งพลังเวทเข้าไปอาทิตย์ล่ะครั้ง ล่าสุดมีอาชีพใหม่แล้วทั้งนักเติมพลังเวทใส่ตู้เย็นและนักบิน(ที่ใช้เวทบินนั่นแหละ)เรนิสสอนเวทบินให้กับคนที่ใช้ธาตุลมที่นี่ด้วยเพราะทางไกล ต้องใช้คนขนส่งเยอะ
พวกเขาไม่ได้แบกคนได้จำนวนมากเท่าเรนิสมากสุดก็ 3 คนแต่อาชีพพึ่งเกิดใหม่นี้ก็สอนกันภายในหมู่บ้านจนผู้ใช้ธาตุลมใช้เวทบินเป็กันภายใน2 อาทิตย์และเป็กันทั้งเมือง แน่นอนว่ารวมถึงเวทปรับสภาพอากาศด้วย เรนิสใช้วิธีสอนคนหนึ่งและให้คนๆนั้นไปสอนคนอื่นต่อ คนอื่น ๆก็ไปสอนคนนั้นคนนี้จนกระจายความรู้ไปทั้งเมืองได้อย่างรวดเร็ว
กระดาษในโลกนี้แพงมากจนาาองค์ก่อนยังนำเข้ามาไม่ไหว อย่างที่บอกในตอนต้น ความรู้ผ่านการสอนปากต่อปากเร็ว ๆนี้เรนิสคงต้องหาทางผลิตกระดาษให้ได้แล้ว
“ทีนี้ก็เหลือเครื่องนุ่งห่มกับหนังสัตว์สินะ”เรนิสพูดขึ้นมาลอยๆ
“แม้แต่เครื่องนุ่งห่มกับหนังสัตว์ท่านก็ทำได้เหรอครับ!!”
“องค์ราชินีจะเก่งเกินไปแล้ว”
เรนิสได้ยิ้มแห้งกำลังหาทางอยู่ต่างหากล่ะโว้ยย ยังทำไม่ได้!!
คืนหนึ่งขณะที่เรนิสนอนกลิ้งอยู่ในห้องพักของหมู่บ้านอยู่ดีๆเขาก็ปิ๊งไอเดียจนได้ เรนิสแอบย่องเบาไม่ให้รินที่นอนข้างๆตื่นเป็เหตุให้ต้องไปเคาะประตูห้องคิวรันกับเบริเวอร์ตอนตี 3ขอโทษนะแต่หัวใจพี่มันร่ำร้อง เดี๋ยวลืม
คิวรันมองเรนิสตาหยี่ส่วนเบริเวอร์หมอนี่ยังไม่ลืมตาเลย...
“ข้ามีงานให้พวกเ้าทำไปหมู่บ้านที่ 4 มันเป็ป่าทึบมีสัตว์มากมายอยู่ที่นั่นเ้าไปจัดการปัญหาที่หมู่บ้านนั้นก่อนและเจรจาขอซื้อหนังสัตว์จากพวกเขาส่งจดหมายรายงานมาเป็ระยะ ๆ ข้าแก้ปัญหาที่นี่เสร็จจะรีบตามไป”
หมู่บ้านที่2,3และ 4 ควรเป็หมู่บ้านที่โควกัน 2 กับ 3้าหนังสัตว์และบางที้าเนื้อสัตว์ด้วย ส่วนหมู่บ้านที่ 4เขายังไม่รู้ปัญหาแต่เครื่องนุ่งห่มที่ผลิตที่หมู่บ้านนี้คงพอเจรจากันได้พวกเขาอยู่ในป่า อากาศต้องเย็นกว่าอยู่ในบ้านอยู่แล้ว เครื่องนุ่งห่มยังไงก็จำเป็
“ให้พวกเรามุ่งหน้าไปตอนนี้เลยเหรอครับ”
“ป่าว...ไปพรุ่งนี้ข้ามาบอกก่อนกันลืม”
“…”
“…”
ว่าจบเรนิสก็รีบวิ่งกลับห้องแล้วปิดประตูอย่างไวเขาได้เสียงเบริเวอร์บ่นแว่ว ๆมาด้วย แหม่ เขาชอบคิดอะไรดี ๆได้ตอนนอนแล้วจะลืมมันในตอนเช้าเสมอ ก็ที่นี่ไม่มีกระดาษจดนี่ (จริง ๆก็มีแต่แพงมากมีใช้แค่ขุนนางกับราชวงศ์)
เช้าวันรุ่งขึ้นคิวรันกับเบริเวอร์ก็ต้องออกเดินทางด้วยรถเข็นไม้รถเข็นไม้เป็สิ่งที่ชาวบ้านใช้ในการเดินทาง โดยลักษณะจะคล้ายรถเข็นไม้โบราณในโลกเก่านั่นแหละโดยมีคนเข็นอยู่สองคน จริง ๆถ้ามีเงินหน่อยก็ใช้รถม้าแต่รถม้าก็มีแต่ขุนนางกับราชวงศ์นั่นแหละที่ใช้เพราะรถม้าก็แพงอยู่แล้วตัวม้ายังแพงเป็สองเท่าของตัวรถอีก
“องค์ราชินีไม่เห็นต้องลำบากเลยครับแค่อาหารการกินที่สมบูรณ์ขนาดนี้ ข้าก็พอใจแล้ว”คาริคเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล
เรนิสส่ายหน้า “ข้าเป็ราชินีแล้ว ควรทำให้ดีที่สุดถ้าไม่ได้ก็ทำให้ถึงที่สุดพวกเ้าจ่ายภาษีไม่ใช่น้อย ๆ แต่คุณภาพชีวิตก็ไม่ดีเท่าภาษีที่จ่ายเลยแล้วราชินีจะมีไว้ทำไมล่ะ”
“องค์ราชินี...ขอบคุณมากครับ ขอบคุณที่ท่านไม่ทรราชเหมือนอดีตาาขอบคุณจริง ๆ ฮึก”มาริครีบเอามือปาดน้ำตาไม่เคยมีราชวงศ์คนไหนสนใจการกินอยู่ของราษฎร์เท่าคนๆนี้
“เลิกร้องไห้เถอะน่า มานี่สิ ข้าจะสอนพวกเ้าทอไหมเวท”
“ทอไหมเวท??”
“อาณาจักรเราไม่มีหนอนไหมหรอก จะด้วยเพราะอะไรก็ตาม แต่พวกเราต้องนำเข้าผ้าคุณภาพแย่จากอาณาจักรอื่นก็แพงเกินไปในขณะที่อาณาจักรอื่นยังเลี้ยงหนอนไหมกันอยู่ เราก็ทอไหมทางเวทดีกว่าคุณภาพก็ดีกว่าผ้าไหมปกติอีกด้วย”
“มันดีกว่ายังไงคะ”เด็กคนหนึ่งในหมู่บ้านถาม
“ถ้าผู้ใช้ธาตุไฟทอผ้าไหมเวท คนที่สวมใส่จะรู้สึกอุ่นและเมื่อคนที่ใส่เป็ธาตุไฟก็ยิ่งเหมือนได้ตัวเพิ่มพลังเวทไปในตัวแต่มันจะเพิ่มแบบอ่อน ๆนะ แถมเวทในผ้ายังไม่มีวันหมดอีกด้วย”
“แปลว่าถ้าผู้ทอใช้พลังธาตุอะไรผู้ใส่ก็ควรเป็ธาตุเดียวกันสินะครับ”
“ใช่แล้วล่ะ แถมจะไม่ใช่ธาตุเดียวกันก็ได้นะ เวลาอากาศหนาว ๆถ้าห่มผ้าที่ผู้ใช้เวทไฟทอก็จะอุ่นมากๆเลยล่ะ”
เมื่ออธิบายจบเรนิสก็สาธิตการทอผ้าด้วยเวทให้คนทั้งสองหมู่บ้านดูคนหมู่บ้านที่สามดีใจใหญ่เพราะพวกเขาถนัดงานเย็บปักถักร้อยอยู่แล้วแต่ไหมเวทนี่เอาไปทำรองเท้าไม่ได้นะ มันเอาไว้ทำเสื้อผ้า
ไหมเวทเวลาทอนั้นงดงามมากมันทำจากพลังเวทในร่างกาย เวลาทอจะเรืองแสง หลังจากทอเสร็จไหมก็นุ่มและเบาสบายมากอีกทั้งยังมีพลังเวทแผ่ออกมาตลอดเวลา พลังเวทก็เปรียบเสมือนเืของมนุษย์ถ้าหมดก็ตาย ถ้าใช้ผ้าที่มีเวทแผ่ออกมาแบบนี้ก็ไม่ต่างจากมีเพาเวอร์แบงค์ประจำตัว
หลังจากใช้เวลาไป2 อาทิตย์ นอกจากเรนิสจะสอนการทอไหมเสร็จทั้งเมืองแล้วเขายังได้รับจดหมายจากคิวรันและเบริเวอร์เมื่อเช้าด้วย
“ข้าลองเจรจากับพวกเขาแล้วครับแต่พวกเขาบอกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นที่เมืองสี่ทั้งนั้นพวกเขาไม่้าเครื่องนุ่งห่ม เพราะมีหนังสัตว์ให้ความอบอุ่นอยู่แล้วเงินก็ไม่จำเป็ เพราะเมืองสี่อยู่ในป่า มักใช้ของแลกเปลี่ยนกันมากกว่าและเมืองสี่ก็เป็เมืองเดียวที่ไม่มีเ้าเมืองดูเหมือนจะไม่มีใครอยากมาเป็เ้าเมืองเมืองนี้เพราะน่าจะลำบากน่ะครับพวกเขามักเปลือยอกท่อนบนและใส่ท่อนล่างด้วยหนังสัตว์ ไม่มีบ้านเรือนแต่มีกระโจมแทน
แถมเมืองนี้ก็โดนตัดหางปล่อยวัดแบบสุดๆจากองค์าาเพราะไม่ยอมจ่ายภาษีมา 3 ปีแล้วมักโดนคนของอดีตาาส่งมาระรานและทำร้ายร่างกายเสมอพวกเขาบอกว่าจ่ายภาษีไปก็ไม่ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น แถมพวกเขาไม่มีเงินด้วยที่นี่แลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของ แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของข้าจะดูก็รู้ว่าเป็ขุนนางแต่พวกเขาก็ไม่ทำร้ายข้าเลยครับ ทั้ง ๆที่โดนทำร้ายจากขุนนางมาตลอดแท้ ๆ แปลกมาก ๆ
ข้าเห็นว่าถามแล้วคงไม่ได้อะไรเพิ่มเติมจึงเดินสำรวจไปทั่วพบว่ามีหลายคนาเ็จากสัตว์ในป่า พวกเขาใช้เวทเป็แค่บางคน และบางคนก็ป่วยที่นี่ไม่มีหมอ ไม่มียา คนที่มีแผลก็ปล่อยให้แผลเน่าและตายไป ป่วยก็นอนรอความตายถ้าหายเองก็ถือว่าโชคดีไป ข้าคิดว่าเราควรมีหมอไปแลกเปลี่ยนกับหนังสัตว์ครับ”
เรนิสคิดถึงโอเมก้าทั้ง14 ทันที นอกจากสอนเวทแล้วเรนิสยังสอนวิชาแพทย์ให้ด้วยแน่นอนรวมถึงรินคนสนิทของเขาอีก เรนิสอยากให้พวกเขารอบรู้เข้าไว้เผื่อส่งไปทำงานแบบนี้ได้
ส่งหมอไป 5 คนดีไหมนะ ได้ยินว่าประชากรในเมืองสี่ไม่ค่อยเยอะเพราะตายมากกว่าเกิด 5 คนน่าจะพอก่อนจะมาเมืองสามและสี่เขาสอนวิชาการแพทย์จนฝีมือแทบจะเท่าเขาอยู่แล้วแต่คนที่มีฝีมือเทียบเท่าเรนิสเห็นจะเป็รินเพราะรินอยู่กับเขาตลอดเวลา ว่างๆเขาก็พ่นความรู้เข้าหัว ไม่เก่งให้มันรู้ไป
เรนิสแอบเดินไปกระซิบข้างหูเ้าเมืองสามอย่างมาริคถ้าถามว่าเื่อะไรก็...
“ข้ารู้นะว่าเ้าเป็โอเมก้า”เรนิสยิ้มบาง“เพราะฉะนั้นไม่ต้องปิดข้าหรอก”
มาริคอ้าปากค้างใบหน้าซีดลง “อะ เออ ราชินี...คือข้า”
เรนิสส่ายหน้า“ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้ ข้าไม่ได้ว่าอะไรถึงอดีตาาจะไม่อนุญาตให้โอเมก้าทำอาชีพอื่นนอกจากอาชีพนั้น แต่สมัยของข้าน่ะโอเมก้าจะเป็อะไรก็ได้ ขอแค่เ้ามีความสามารถพอที่จะดูแลเมืองสามข้าก็ไม่ขัดขวางอะไรหรอก ที่ข้าจะพูดก็คือ..แค่เ้ายอมให้ข้าแก้เพศในใบเอกสารก็พอ”
มาริคพยักหน้าไวๆเหมือนไก่จิกข้าว “ได้ครับองค์ราชินี!! จะอะไรข้าก็ยอมขอแค่ตำแหน่งนี้!!”ตอนแรกเขาคิดว่าทุกอย่างคงจบแล้วถ้ามีใครรู้ความจริงลืมไปเลยว่าราชินีก็เป็โอเมก้า เขาคงไม่ทอดทิ้งโอเมก้าด้วยกันอยู่แล้ว