บทที่ 22 : เมืองสุริยันจันทรา อัจฉริยะโอหังและฝ่ามือสยบฟ้า!
เรือเหาะิญญาขนาดั์ของตระกูลเยี่ย ค่อยๆ ลดระดับความสูงลงและแล่นผ่านม่านพลังป้องกันของเมืองสุริยันจันทรา ทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาของซูหลงอวิ๋น คือความยิ่งใหญ่อลังการที่ก้าวล้ำขอบเขตจินตนาการของปุถุชนไปไกลลิบ
กำแพงเมืองหล่อหลอมขึ้นจากศิลาิญญาสีขาวบริสุทธิ์ สูงตระหง่านเสียดฟ้าจนแทบจะัักับหมู่เมฆ บนกำแพงสลักลวดลายค่ายกลป้องกันระดับสูงนับหมื่นชั้นที่เปล่งประกายแสงสีรุ้งอ่อนๆ คอยสกัดกั้นภัยคุกคามจากสัตว์อสูรและปราณมารจากภายนอก ท่าเรือิญญามีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล สามารถรองรับเรือเหาะได้นับหมื่นลำพร้อมกัน สัตว์พาหนะแปลกตาหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งัวารี วิหคเพลิง และพยัคฆ์ติดปีก ล้วนบินขวักไขว่ไปมาอย่างเป็ระเบียบ
"ช่างเป็ดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตและกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่สมบูรณ์แบบนัก ปราณิญญาที่นี่มิใช่เพียงแค่หนาแน่น ทว่ามันแฝงไปด้วยเศษเสี้ยวของ 'สัจธรรมเต๋า' ที่ช่วยให้ผู้บ่มเพาะสามารถหยั่งรู้ขอบเขตระดับสูงได้ง่ายขึ้น"
ซูหลงอวิ๋นยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนดาดฟ้าเรือ ั์ตาสีดำสนิทกวาดมองไปรอบๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ เพียงแค่ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของเมืองสุริยันจันทรา เขาก็ััได้ถึงกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแก่นแท้ทองคำที่เดินปะปนอยู่ตามท้องถนนมากมายประดุจฝูงมด แม้แต่ขอบเขติญญาก่อกำเนิดที่ถือเป็ตัวตนสูงสุดในแคว้นวายุคลั่ง ที่นี่กลับสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามหอคอยระฟ้าและตำหนักใหญ่
"มหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน... ที่นี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของข้า!"
เยี่ยชิงอีและผู้าุโสามเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มด้วยท่าทีนอบน้อม แม้จะกลับมาถึงถิ่นฐานของตนเองแล้ว ทว่าความเคารพยำเกรงที่พวกเขามีต่อซูหลงอวิ๋นกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
"ท่านซูหลงอวิ๋น เรือของพวกเรากำลังจะเทียบท่าแล้วเ้าค่ะ บิดาของข้าซึ่งเป็ผู้นำตระกูลเยี่ย ทราบข่าวการกลับมาของพวกเราแล้ว และได้ส่งขบวนรถม้ามารอรับที่หน้าท่าเรือเพื่อต้อนรับท่านโดยเฉพาะ" เยี่ยชิงอีกล่าวด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
"รบกวนคุณหนูเยี่ยแล้ว" ซูหลงอวิ๋นพยักหน้ารับเรียบๆ
ตึง!
เรือเหาะิญญาเข้าจอดเทียบท่าอย่างนุ่มนวล สะพานหยกถูกทอดลงสู่พื้นศิลาเบื้องล่าง ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินนำหน้าลงจากเรือ ตามด้วยเยี่ยชิงอี ผู้าุโสาม และเหล่าผู้คุ้มกันที่รอดชีวิต
ทว่า ทันทีที่เท้าของพวกเขาแตะลงบนพื้นท่าเรือ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันแหลมบาดหูก็ดังแทรกขึ้นมาแต่ไกล
"โอ้โห! ดูสิว่านั่นใครกัน! คุณหนูรองเยี่ยชิงอีผู้เลอโฉมแห่งเมืองสุริยันจันทรามิใช่รึ? เหตุใดเรือเหาะอันโอ่อ่าของตระกูลเยี่ย ถึงได้มีสภาพยับเยินปอนๆ ประดุจเรือขอทานเช่นนั้นเล่า? หรือว่าพวกเ้าไปทำเื่อัปยศใดมา จนถูก์ลงทัณฑ์!"
ฝูงชนบริเวณท่าเรือต่างรีบแหวกทางออกเป็ช่องกว้างด้วยความหวาดกลัว
ปรากฏขบวนรถม้าที่ถูกลากจูงด้วย 'อสูรราชสีห์อัสนี' สัตว์อสูรระดับหกจำนวนสี่ตัว ผู้ที่เอ่ยปากเยาะเย้ยคือชายหนุ่มในชุดแพรไหมสีม่วงเข้มปักดิ้นทองที่ยืนอยู่บนรถม้า ใบหน้าของมันหล่อเหลาทว่าแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์และหยิ่งยโส ั์ตาของมันจับจ้องไปยังเยี่ยชิงอีด้วยแววตาหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบัง
กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มชุดม่วงผู้นี้ อยู่ในขอบเขต 'สร้างรากฐานขั้นสูงสุด' ซึ่งถือว่าเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในหมู่คนรุ่นเยาว์รุ่นราวคราวเดียวกัน
"เหลยเทียนป้า!" เยี่ยชิงอีขมวดคิ้วแน่น ใบหน้างดงามแปรเปลี่ยนเป็เ็า
"ปากของเ้ายังคงเน่าเหม็นไม่เปลี่ยน ตระกูลเยี่ยของข้าจะพบเจอเื่ราวใด ย่อมมิใช่กงการอันใดของตระกูลเหลย! จงหลีกทางไปซะ ข้ามีแขกคนสำคัญต้องต้อนรับ!"
ชายหนุ่มนามเหลยเทียนป้า ะโลงมาจากรถม้า แสยะยิ้มกว้าง "แขกคนสำคัญ? ฮ่าฮ่าฮ่า!"
สายตาของเหลยเทียนป้ากวาดมองไปที่ซูหลงอวิ๋น ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างเยี่ยชิงอี เมื่อมันััได้ว่ากลิ่นอายของเด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้อยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น มันก็หัวเราะลั่นอย่างดูแคลน
"คุณหนูเยี่ย รสนิยมของเ้าตกต่ำลงถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน? แขกคนสำคัญของเ้าคือไอ้เด็กอมมือที่เพิ่งจะทะลวงขอบเขตสร้างรากฐานผู้นี้น่ะรึ? หรือว่านี่คือ 'ของเล่นชิ้นใหม่' ที่เ้าแอบไปเก็บมาจากดินแดนบ้านนอกกันแน่? หากเ้าขาดแคลนบุรุษนัก เหตุใดไม่มาหาข้าเล่า นายน้อยเหลยผู้นี้พร้อมจะปรนนิบัติเ้าอย่างถึงอกถึงใจทุกค่ำคืนเลยเทียว!"
คำพูดจาแทะโลมและหยาบคายของเหลยเทียนป้า ทำให้เหล่าผู้คุ้มกันตระกูลเยี่ยเดือดดาลจนแทบจะชักอาวุธ ทว่าผู้าุโสามรีบยกมือปรามไว้ เพราะเื้ัของเหลยเทียนป้า มีผู้คุ้มกันขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้นยืนคุมเชิงอยู่ถึงสองคน! ตระกูลเหลยเป็หนึ่งในขุมกำลังที่แข็งแกร่งและมักจะขัดแย้งกับตระกูลเยี่ยอยู่เสมอ
"หุบปากสกปรกของเ้าเดี๋ยวนี้! ท่านซูหลงอวิ๋นคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพวกเรา หากเ้ากล้าล่วงเกินท่าน ตระกูลเยี่ยจะไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!" เยี่ยชิงอีตวาดเสียงกร้าว
"ผู้มีพระคุณ? ไอ้ขยะนี่น่ะรึ?" เหลยเทียนป้าเลิกคิ้ว ก่อนจะเดินอาดๆ เข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าซูหลงอวิ๋น ห่างเพียงสามก้าว มันเชิดหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเหยียดหยาม "เฮ้ย! ไอ้หนู! ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าใช้วิธีหลอกลวงต้มตุ๋นอันใดถึงหลอกนังแพศยานี่ได้ แต่ที่นี่คือเมืองสุริยันจันทรา มิใช่ที่ให้คนบ้านนอกอย่างเ้ามาเดินเพ่นพ่าน หากไม่อยากตาย ก็จงคุกเข่าโขกศีรษะให้ข้าสามครั้ง แล้วคลานลอดหว่างขาข้าออกไปจากท่าเรือนี้ซะ!"
ซูหลงอวิ๋นยืนนิ่งสงบ ั์ตาสีดำสนิทดุจห้วงน้ำลึกมิได้เกิดระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวแม้แต่น้อย สำหรับัที่เคยสับสังหารยอดฝีมือิญญาก่อกำเนิดมาแล้ว การถูกสุนัขจรจัดเห่าหอนใส่ ย่อมมิใช่เื่ที่ต้องเก็บมาใส่ใจ
เขาปรายตามองเหลยเทียนป้าด้วยหางตา ราวกับกำลังมองดูศพที่ตายไปแล้ว
"ส่งเสียงหนวกหูรบกวนการชมทิวทัศน์ของข้า... คุณหนูเยี่ย เมืองสุริยันจันทราของพวกเ้า ปล่อยให้สุนัขบ้าออกมาเห่ากัดผู้คนกลางถนนเช่นนี้เป็ปกติรึ?" น้ำเสียงของซูหลงอวิ๋นราบเรียบทว่าก้องกังวานชัดเจน ผู้คนรอบท่าเรือต่างสูดลมหายใจเย็นะเื
"เ้าว่าใครเป็สุนัขบ้า! รนหาที่ตาย!"
เหลยเทียนป้าที่ถูกหยามเกียรติต่อหน้าธารกำนัล โกรธจนหน้าดำหน้าแดง มันแผดเสียงคำราม พลังปราณขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดะเิออกอย่างเกรี้ยวกราด กระแสไฟฟ้าสีม่วงลุกพรึบขึ้นท่วมแขนขวา มันพุ่งทะยานเข้าหาซูหลงอวิ๋น หมายจะใช้กระบวนท่าเด็ดทำลายล้างเด็กหนุ่มให้แหลกคาฝ่ามือ!
"ฝ่ามืออสนีบาตทะลวงิญญา!"
ฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้าทำลายล้างพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของซูหลงอวิ๋นด้วยความเร็วสูง! ผู้คุ้มกันแก่นแท้ทองคำของตระกูลเหลยแสยะยิ้ม พวกมันมั่นใจว่าเด็กหนุ่มสร้างรากฐานขั้นต้นผู้นี้ ต้องสมองไหลกระจุยอย่างแน่นอน
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามืออสนีบาตกำลังจะััตัว...
ซูหลงอวิ๋นเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ เขามิได้หลบหลีก มิได้ชักกระบี่ และมิได้แม้แต่จะโคจรพลังปราณเพื่อป้องกันตัว เขายกมือขวาขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่ากลับรวดเร็วกว่าสายฟ้าของเหลยเทียนป้านับสิบเท่า!
เพียะ!!!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังกังวานก้องไปทั่วทั้งท่าเรือิญญา! ดังกังวานเสียยิ่งกว่าเสียงอสนีบาต!
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของฝูงชนนับพัน คือร่างของเหลยเทียนป้า อัจฉริยะขั้นสูงสุดแห่งการสร้างรากฐาน หมุนควงสว่านกลางอากาศนับสิบรอบ เืสีสดพร้อมกับฟันนับสิบซี่หลุดกระเด็นออกจากปาก! ร่างของมันพุ่งลอยละลิ่วไปกระแทกกับรถม้าของตนเองจนรถม้าแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ!
ตูมม!
เหลยเทียนป้านอนกองอยู่กับซากไม้ ใบหน้าซีกซ้ายยุบลงไปจนผิดรูป กระดูกกรามแหลกละเอียด มันกระอักเืออกมาคำโต ดวงตาเบิกค้างด้วยความสับสนและหวาดกลัวสุดขีด สติสัมปชัญญะแทบจะหลุดลอย!
เพียงแค่ 'ตบหน้า' หนึ่งครั้ง! อาศัยเพียงพละกำลังของกายเนื้อบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งพลังปราณ! กลับสามารถส่งยอดฝีมือสร้างรากฐานขั้นสูงสุดให้ไปนอนหยอดน้ำข้าวได้ในพริบตา!
"นายน้อย!"
ผู้คุ้มกันระดับแก่นแท้ทองคำของตระกูลเหลยทั้งสองคนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พวกมันรีบพุ่งเข้าไปดูอาการเ้านาย ก่อนจะหันขวับมามองซูหลงอวิ๋นด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยเจตนาสังหาร!
"ไอ้เด็กสารเลว! เ้ากล้าทำร้ายนายน้อยตระกูลเหลย! เ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"
ผู้คุ้มกันทั้งสองชักดาบใหญ่ลวดลายสายฟ้าออกจากฝัก พลังปราณแก่นแท้ทองคำกดทับลงมายังจุดที่ซูหลงอวิ๋นยืนอยู่ หวังจะใช้พลังที่เหนือกว่าหนึ่งขอบเขตใหญ่ข่มขวัญและสังหารเด็กหนุ่มในดาบเดียว
ผู้าุโสามตระกูลเยี่ยเห็นดังนั้นก็รีบก้าวออกมาขวางหน้า "ช้าก่อน! พวกเ้าตระกูลเหลยคิดจะทำากับตระกูลเยี่ยของข้ากลางท่าเรือรึ!"
"ถอยไปตาแก่เยี่ยหง! ไอ้เด็กนี่มันลงมือก่อน หากตระกูลเยี่ยของเ้าคิดจะปกป้องมัน ก็เตรียมตัวรับการนองเืได้เลย!" ผู้คุ้มกันตระกูลเหลยตวาดกร้าว
ทว่า ก่อนที่ผู้าุโสามจะได้โต้ตอบ ซูหลงอวิ๋นก็เอื้อมมือมาแตะไหล่ของชายชราเบาๆ และก้าวเดินออกมายืนประจันหน้ากับยอดฝีมือแก่นแท้ทองคำทั้งสองคนด้วยตนเอง
ซูหลงอวิ๋นเก็บมือไพล่หลังั์ตาสีดำของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็ความลึกล้ำประดุจหุบเหวไร้ก้น! 'เจตจำนงกระบี่า' ที่ผสานกับ 'แิแห่งการทำลายล้าง' ถูกปลดปล่อยออกมาเพียงแค่ 'หนึ่งในหมื่นส่วน' ควบแน่นเป็สายตาทิ่มแทงตรงไปยังผู้คุ้มกันทั้งสอง!
วูบ!
ราวกับมีกระบี่นับหมื่นเล่มพุ่งทะลวงเข้าสู่ห้วงิญญาของผู้คุ้มกันตระกูลเหลย! ร่างกายของพวกมันที่กำลังจะพุ่งทะยานพลันแข็งค้างอยู่กับที่! ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เหงื่อเย็นเยียบไหลโทรมเต็มแผ่นหลัง ดาบใหญ่ในมือหนักอึ้งจนไม่อาจยกขึ้นได้!
ในห้วงจิตสำนึกของพวกมัน ภาพที่เห็นมิใช่เด็กหนุ่มสร้างรากฐาน ทว่าคือจอมเทพอสูรที่กำลังประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์กระดูกและโลหิต! กลิ่นอายแห่งความตายกดทับจนแก่นแท้ทองคำในจุดตันเถียนแทบจะปริแตก!
"หากพวกเ้าอยากจะตามไปรับใช้นายน้อยของเ้าในนรก ก็ลองก้าวเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าวดูสิ"
น้ำเสียงของซูหลงอวิ๋นแ่เบา ทว่ากลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของผู้คุ้มกันทั้งสองประดุจเสียงพิพากษาจาก์!
เคร้ง! เคร้ง!
ผู้คุ้มกันแก่นแท้ทองคำทั้งสองคนไม่อาจทนรับแรงกดดันทางิญญาได้อีกต่อไป พวกมันทิ้งดาบลงพื้น คุกเข่าล้มทรุดลงไปอย่างหมดสภาพ หอบหายใจอย่างหนักหน่วงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!
"พะ... พวกเรา... พวกเราผิดไปแล้ว... ขอท่านจอมยุทธ์โปรดไว้ชีวิต!" ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทองคำ กลับต้องเอ่ยปากขอชีวิตจากเด็กรุ่นเยาว์!
ฉากเหตุการณ์นี้ทำให้ทั่วทั้งท่าเรือิญญาตกอยู่ในความเงียบสงัดระดับป่าช้า ผู้คนนับหมื่นที่มุงดูเหตุการณ์ต่างอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งเสียงซุบซิบนินทาใดๆ มีเพียงสายตาที่มองซูหลงอวิ๋นราวกับมองสัตว์ประหลาดจากยุคา!
"ช่างน่าเบื่อเสียจริง" ซูหลงอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ถอนเจตจำนงกระบี่กลับคืนสู่ทะเลิญญา เขากลับมามีกลิ่นอายราบเรียบเช่นเดิม หันไปมองเยี่ยชิงอีที่ยังคงยืนตกตะลึงอยู่ "คุณหนูเยี่ย ขบวนรถม้าของตระกูลท่านอยู่ที่ใด? ข้า้าพักผ่อนแล้ว"
"อะ... อ้อ! ทะ... ทางนี้เ้าค่ะ ท่านซู! เชิญท่านขึ้นรถม้าเลยเ้าค่ะ!" เยี่ยชิงอีสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบเดินนำทางซูหลงอวิ๋นไปยังขบวนรถม้าสุดหรูหราที่จอดรออยู่ไม่ไกลด้วยท่าทีที่นอบน้อมยิ่งกว่าเดิมเป็ร้อยเท่า
ตระกูลเยี่ยตระหนักดีแล้วว่า ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรผู้นี้ มิใช่แค่แข็งแกร่ง ทว่าเขาคือ 'พยัคฆ์ซ่อนเล็บ ัซ่อนกาย' ที่อาจจะทำให้เมืองสุริยันจันทราต้องสั่นะเื!
...
รถม้าของตระกูลเยี่ยแล่นผ่านถนนสายหลักของเมืองสุริยันจันทรา มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองอันเป็ที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูล ภายในรถม้าอันกว้างขวาง ซูหลงอวิ๋นนั่งหลับตาพักผ่อนอย่างสงบ ในขณะที่เยี่ยชิงอีและผู้าุโสามนั่งตัวเกร็ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ไม่นานนัก ขบวนรถม้าก็เคลื่อนเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลเยี่ย ซึ่งโอ่อ่ากว้างขวางและล้อมรอบด้วยค่ายกลระดับสูง สมกับเป็หนึ่งในขุมกำลังใหญ่แห่งเมือง
ที่หน้าหอประชุมใหญ่ ปรากฏชายวัยกลางคนรูปร่างสูงสง่า สวมชุดคลุมลวดลายสุริยันจันทรา ยืนรอรับอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาเบาบางทว่าลึกล้ำ บ่งบอกถึงระดับ 'ิญญาก่อกำเนิดขั้นต้น' ท่านคือ 'เยี่ยหนานเทียน' ผู้นำตระกูลเยี่ย!
"ชิงอี! ผู้าุโสาม! พวกเ้ากลับมาอย่างปลอดภัย ข้าโล่งใจยิ่งนัก!" เยี่ยหนานเทียนก้าวเข้ามาสวมกอดบุตรสาว ก่อนจะหันมามองซูหลงอวิ๋นที่เพิ่งก้าวลงจากรถม้า
แม้จะเห็นว่าเด็กหนุ่มอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ทว่าด้วยวิสัยทัศน์ของิญญาก่อกำเนิด เยี่ยหนานเทียนกลับััได้ถึง 'ความอันตราย' ที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ ภายในร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้ ราวกับว่าหากเขาพลั้งเผลอ เด็กหนุ่มผู้นี้สามารถปลิดชีพเขาได้ในพริบตา!
"ท่านผู้นี้คงเป็ 'สหายซู' ที่ผู้าุโสามส่งสารมาแจ้งล่วงหน้าสินะ? บุญคุณที่ท่านช่วยรักษาชีวิตบุตรสาวและคนของตระกูลเยี่ยจากทะเลพายุคลั่ง ข้าเยี่ยหนานเทียน ขอขอบพระคุณจากใจจริง!" ผู้นำตระกูลเยี่ยประสานมือคารวะอย่างให้เกียรติสูงสุด
"ท่านผู้นำตระกูลเยี่ยกล่าวหนักเกินไป ข้าเพียงแค่ทำไปตามอารมณ์เท่านั้น" ซูหลงอวิ๋นประสานมือตอบรับตามมารยาท
"สหายซูโปรดเข้ามาพักผ่อนในโถงรับรองก่อนเถิด ข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับและห้องพักที่ดีที่สุดไว้ให้ท่านแล้ว" เยี่ยหนานเทียนผายมือเชิญ
ณ โถงรับรองอันหรูหรา ซูหลงอวิ๋นนั่งอยู่บนที่นั่งแขกเกียรติยศ หลังจากดื่มสุราและสนทนาพอเป็พิธี เขาก็เข้าสู่ประเด็นที่เขาสนใจทันที
"ท่านผู้นำตระกูลเยี่ย ข้าเป็คนไม่ชอบอ้อมค้อม การที่ข้าเดินทางมายังมหาทวีปศูนย์กลาง เป้าหมายหลักของข้าคือการแสวงหาทรัพยากรและดินแดนลี้ลับ... ข้าได้ยินมาว่า ในอีกสามวันข้างหน้า จะมีการจัดงานประมูลครั้งใหญ่ที่ 'หอสมบัติ์' ใช่หรือไม่?"
เยี่ยหนานเทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า "ข่าวสารของสหายซูช่างฉับไวนัก ใช่แล้ว ในอีกสามวัน หอสมบัติ์ซึ่งเป็หอการค้าอันดับหนึ่งของมหาทวีป จะจัดงานประมูลขึ้นที่เมืองของเรา งานนี้ดึงดูดยอดฝีมือระดับิญญาก่อกำเนิดและตัวตนระดับสูงมากมายให้มารวมตัวกัน"
"และข้ายังทราบมาอีกว่า..." ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง "ในงานประมูลครั้งนี้ จะมีของวิเศษชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า 'มุกิญญาเหมันต์' ถูกนำออกมาประมูล ซึ่งเป็กุญแจสำคัญในการเดินทางเข้าสู่ 'ทะเลมหันตภัยนิรันดร์' อย่างปลอดภัย"
คำกล่าวของซูหลงอวิ๋น ทำให้บรรยากาศในโถงรับรองตึงเครียดขึ้นมาทันที เยี่ยหนานเทียนสบตากับบุตรสาวและผู้าุโสาม ก่อนจะถอนหายใจยาว
"สหายซู... ท่านช่างมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่สถานที่ต้องห้ามแห่งนั้นจริงๆ หรือ? ทะเลมหันตภัยนิรันดร์ ถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงไร้รูปที่สามารถเผาผลาญิญญาของผู้ฝึกยุทธ์ให้เป็เถ้าถ่านได้ในเสี้ยวลมหายใจ แม้แต่ข้าผู้มีพลังิญญาก่อกำเนิด หากปราศจากสมบัติคุ้มกันธาตุน้ำระดับ์ ก็มิอาจก้าวล่วงเข้าไปได้ลึกนัก... และ 'มุกิญญาเหมันต์' ที่ท่านกล่าวถึง ก็คือสมบัติชิ้นเดียวที่สามารถต้านทานเพลิงมรณะนั้นได้!"
เยี่ยหนานเทียนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ทว่า... มุกิญญาเหมันต์เม็ดนี้ มิใช่สิ่งที่จะประมูลมาได้ง่ายๆ ทรัพย์สินที่ต้องใช้ในการประมูล อาจมีมูลค่ามหาศาลเทียบเท่ากับคลังสมบัติของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเลยทีเดียว! และที่สำคัญ... มีขุมกำลังระดับมหาอำนาจมากมายจ้องมองมันอยู่ตาเป็มัน หากท่านเข้าไปแย่งชิง อาจนำมาซึ่งภัยคุกคามถึงชีวิต!"
ซูหลงอวิ๋นฟังคำเตือนเ่าั้ด้วยความสงบนิ่ง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ท้าทาย์
"หากปราศจากความเสี่ยง วิถีแห่งการฝึกตนจะมีความหมายอันใดเล่า? เื่หินปราณหรือทรัพย์สิน ข้าย่อมมีวิธีจัดการของข้าเอง ท่านผู้นำตระกูลเยี่ย เพียงแค่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมงานประมูลในฐานะแขกพิเศษของตระกูลท่านก็พอ ส่วนเื่ภัยคุกคาม..."
ัหนุ่มลุกขึ้นยืน ั์ตาสาดประกายแห่งการทำลายล้างที่ทำให้ิญญาก่อกำเนิดอย่างเยี่ยหนานเทียนยังต้องใจสั่น
"ใครกล้าขวางทางข้า... ข้าก็จะส่งมันลงนรกไปเสียก็สิ้นเื่!"
(จบบทที่ 22)